• GEN Facebook
    Facebook Pagelike Widget

หลักฐานความยิ่งใหญ่แห่งสยาม พยานผู้ก่อตั้งประเทศสหรัฐอเมริกา

ความเป็นมาของประวัติศาสตร์ชาติสยามนั้น มีความเกรียงไกรมานาน แม้ว่าจะถูกทำให้หลงลืมจากหน้าประวัติศาสตร์ไปบ้างจากกาลเวลาที่ผ่านมา แต่การหลงลืมประวัติศาสตร์เหล่านั้นก็ไม่ได้ทำให้ชื่อเสียงของสยามในมุมมองของโลกตะวันตกลดลงแม้แต่น้อย แต่ในความเป็นจริง “สยาม” คือมหาอำนาจแห่งหนึ่งที่โลกเคยจารึกไว้

แล้วจารึกไว้ที่ไหน?
ก็จารึกไว้ที่แท่งสุริยะของสหรัฐอเมริกาอย่างไรล่ะ (Sun pillar)

คำถามถัดไป แล้วอะไรคือแท่งสุริยะ?

จากข้อมูลที่พอจะอธิบายกันได้ง่ายๆ นั้น  “แท่งสุริยะ (Sun pillar)” หรือที่เรียกกันติดปากในกลุ่มนักประวัติศาสตร์ ว่า “โอเบลิสก์”( Obelisk )
โดยมีรากศัพท์มาจากภาษากรีกคือ  Obeliskos หมายถึง เหล็กแหลม เข็ม  หรือ เสาปลายแหลม
ปรากฏให้เห็นในโลกครั้งแรกใน วัฒนธรรมของอียิปต์โบราณ โดย แท่งสุริยะ หรือ “โอเบลิสก์” ปกติจะนิยมสร้างขึ้นเป็นคู่ ตั้งอยู่ ณ บริเวณทางเข้าวิหาร ตัวอย่างเช่นที่ วิหารลักซอร์ หรือ วิหารคาร์นัค เป็นต้น

ทั้งนี้ “โอเบลิสก์” เป็นวัฒนธรรมที่เป็นที่รู้จักในโลกตะวันตก โดยนักปราชญ์กรีกนามว่า ฮีโรโดตุส (Herodotus) ผู้ที่เดินทางไปศึกษาและจดบันทึกเกี่ยวกับอียิปต์ในด้านต่างๆให้ชาวกรีกได้รับรู้

ผลงานสำคัญที่ ฮีโรโดตุส (Herodotus) เคยบันทึกไว้ มีอาทิเช่นกรณีหีบแห่งพันธสัญญาที่ถูกสร้างขึ้นในยุคของกษัตริย์โซโลมอน  ชาวอิสราเอลซึ่งอพยพจากอียิปต์ได้บรรจุ แผ่นศิลาสลัก บัญญัติ 10 ประการ ตาม คัมภีร์ฮีบรู  อันเป็นหัวใจสำคัญในศาสนาคริสต์  และ ศาสนายูดาห์ (ยิว ) เป็นต้น

 การจดบันทึกต่างๆของ ฮีโรโดตุส (Herodotus) มีอิทธิพลต่อประวัติศาสตร์ ทำให้เขากลายเป็น บิดาแห่งวิชาประวัติศาสตร์โลกในเวลาต่อมา

รูปฮีโรโดตุส (Herodotus)

เสาโอเบลิสก์เป็นเอกลักษณ์ทางศิลปะ เป็นสัญลักษณ์แห่งเส้นทางสู่วิหารเทพเจ้าหรือบูชาเทพเจ้าโดยเฉพาะ  มีการสันนิษฐานว่า “โอเบลิสก์” น่าจะเป็นสัญลักษณ์แห่งสุริยะเทพรา (Ra) หรือ อามอน เร (Amon Re) ซึ่งเป็นเทพผู้สร้างมวลมนุษย์และสรรพสิ่งทั้งหลาย อีกทั้งเป็นผู้เฝ้ามองจากจุดสูงสุดของสังคม โดยมีร่างกายเป็นมนุษย์แต่หัวเป็นนกอินทรี  ซึ่งในหลายๆครั้ง  อามอน เร จะถูกพูดถึงในเชิงสัญลักษณ์ โดยใช้ภาพ นกอินทรี หรือ ดวงตา เป็นตัวแทน

การเดินทางของประวัติศาสต์รหลายพันปีก่อนคริสตกาล ยังคงขยับเขยื้อนมาอย่างต่อเนื่อง ชาวยิว  ชาวกรีก และ ผู้อพยพ นำพาความเชื่อในอดีตที่ถูกแปรเปลี่ยนเป็นศาสนาที่หลากหลาย อีกทั้งยังพัฒนาเป็นแนวคิดเชิงปรัชญาสังคมและการเมืองการปกครอง

แนวคิดเหล่านั้นถูกนำไปเผยแพร่สู่ดินแดนอื่นๆทั่วยุโรป ผ่านสงครามและการค้าขายเป็นระยะเวลานับพันปี แต่ความเชื่อนั้นก็ไม่ได้หมดไป เมื่อผู้อพยพในสังคมมหาอำนาจอังกฤษมาปักหลักถิ่นฐานใหม่ ในดินแดนแห่งหนึ่งที่กล่าวขานว่าเป็น “โลกใหม่”

ใครจะรู้ว่าการสร้างโลกใหม่ในนามของ “อเมริกา” นั้นไม่ได้ง่ายอย่างที่ใครหลายคนคิดไว้
ในช่วง  ค.ศ. 1775 (ตรงกับช่วงของรัชกาลที่ 2 ของแผ่นดินสยาม)  จอร์จ วอชิงตัน และกลุ่มชนชั้นนำของสหรัฐ รวมตัวกันอย่างลับๆ เขานำประชาชนสหรัฐจนได้รับชัยชนะเหนืออำนาจของบริเตนใหญ่ในสงครามปฏิวัติอเมริกัน (American Revolutionary War; ค.ศ. 1775–1783) หรือเรียกว่า “สงครามประกาศอิสรภาพอเมริกา” โดยมีมหามิตรบางประเทศหนุนหลัง  จนทำให้ จอร์จ วอชิงตันได้ขึ้นเป็นประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐอเมริกาจนถูกยกย่อง ให้เป็น ”บิดาผู้สร้างชาติสหรัฐอเมริกา” และเป็นผู้ริเริ่มกลุ่ม Freemasonry ในสหรัฐอเมริกา หลังจากที่เกิดขึ้นครั้งแรก ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ  ใน ปี  ค.ศ. 1717 ซึ่งมีประวัติอ้างอิงไปถึงอุดมการณ์ของกลุ่ม “The Temple of Solomon” ในอดีตกาล ซึ่งมีความคิดเรื่องการปฎิวัติวัฒนธรรม โดยนำเอาการเมือง วัฒนธรรม และชนชั้นนำ เป็นกลไลในการเคลื่อนไหวพัฒนาชาติ สวนทางกับราชอาณาจักรอังกฤษนั่นเอง

เมื่อจอร์จ วอชิงตัน  เสียชีวิตลงในวันที่  14 ธันวาคม พ.ศ. 1799 (ขณะอายุ 67 ปี)  ชนชั้นนำของสหรัฐและพันธมิตร ได้คิดสร้างอนุสาวรีย์จอร์จ วอชิงตันขึ้นเพื่อรำลึกถึงวีรกรรมในอดีต  โดยนับว่าเป็นแท่งสุริยะแท่งสำคัญที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ในยุคหลังคริสตกาล โดยสถาปนิกในยุคนั้น ได้ออกแบบอนุสรณ์สถานไว้ในรูปแบบอาคารทรงกลมและมีแท่งสุริยะอยู่ด้านบนเหนืออาคาร

ส่วนปลายแหลม ของอนุสาวรีย์ครอบด้วยโลหะพิเศษทรงปิรามิด

อนุสาวรีย์จอร์จ วอชิงตัน เริ่มสร้างในปี ค.ศ. 1848 ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับการสร้างรูปปั้น จอร์จ วอชิงตัน  (โดย นาย Horatio Greenough ) ผู้ให้กำเนิดประชาธิปไตยของโลกใหม่ ในลักษณะนั่งบนบัลลังก์ เปรียบจอร์จ วอชิงตันเป็นดั่งเทพเจ้าของตำนานเทพกรีกผู้กุมชะตาของมวลชนซึ่งได้รับแรงบัลดาลใจจาก เทพซุส แห่งโอลิมเปีย ผู้เป็น “พระบิดาแห่งพระเจ้าและมนุษย์”

อย่างไรก็ตาม การสร้างอนุสาวรีย์วอชิงตันประสบปัญหา เพราะขาดเงินบริจาคและมีการเมืองเข้าแทรกแซง จึงสันนิษฐานได้ว่าเป็นสาเหตุของการเปลี่ยนรูปแบบ โดยลดขนาดลงให้เหลือแต่ แท่งสุริยะ (โอเบลิสก์) แต่กว่าจะสร้างเสร็จก็ล่วงเข้ามาจนถึงปี ค.ศ. 1884 ใช้เวลาสร้างนานถึง 36 ปี ส่วนรูปปั้น จอร์จ วอชิงตัน ถูกเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ชาติสหรัฐอเมริกา(National Museum of American History)

แล้ว “สยาม” เกี่ยวอะไรกับประวัติศาสตร์การสร้างชาติของสหรัฐ?
…..

การสร้าง อนุสาวรีย์จอร์จ วอชิงตัน (โอเบลิสก์) และรูปปั้น จอร์จ วอชิงตัน นั้น ตรงกับช่วงรัชกาลที่ 3 ของแผ่นดินสยามพอดิบพอดี (ค.ศ.1824 – ค.ศ.1851)
โดยเป็นช่วงเวลาที่สยามกำลังเป็นมหามิตรของประเทศเกิดใหม่อย่างสหรัฐอเมริกา สยามสนับสนุนการค้าขายและเศรษฐกิจกับประเทศเกิดใหม่
ทั้งยังมีการทำสนธิสัญญาไมตรีและการค้า เมื่อวันที่ 20 มีนาคม ปี ค.ศ. 1833 (พ.ศ. 2376) สยามและสหรัฐฯ ลงนามในสนธิสัญญาไมตรีและการค้าในกรุงเทพมหานคร (โดยสนธิสัญญาฉบับนั้นร่างเป็นสี่ภาษาสากล)

มีการจัดสร้างดาบ (อินทรี และ ช้างศึก) ดาบเล่มนี้มีนกอินทรีและช้างบนมือจับทองคำ ถูกนำขึ้นทูลเกล้าถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 โดยนายเอ็ดมันด์ โรเบิร์ต ชาวอเมริกันในปี ค.ศ.1833 (พ.ศ. 2376) เป็นของขวัญจากประธานาธิบดีแอนดรูว์ แจ็คสัน ดาบเล่มนี้ถูกเก็บไว้ในคลังเงินมานานกว่าหนึ่งร้อยห้าสิบปี

หัวใจสำคัญของเรื่องอยู่ที่  ศิลาจารึกสยาม (Memorial Stone)  ที่ทำออกมาอย่างเรียบง่าย เป็นส่วนหนึ่งของการก่อสร้างแท่งสุริยะ โดยใช้ประกอบเป็นส่วนหนึ่งของอนุสาวรีย์วอชิงตัน อยู่ที่ระดับ 190 ฟุต ที่กำแพงด้านตะวันออก หินดังกล่าวจัดทำขึ้นตาม พระบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 เมื่อวันที่ 28 กันยายน ค.ศ.1881( พ.ศ.2424) โดยนำมาจากพระที่นั่งในจังหวัดโคราช และจัดส่งจากสยามในปี ค.ศ.1882

จากภาพ: ศิลาจารึกสยาม และศิลาจารึกบางส่วนถูกปรากฏบนหนังสือพิมพ์ Frank Leslie’s illustrated newspaper ฉบับวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ปี ค.ศ.1885 อย่างชัดเจน

ศิลาจารึกจาก “สยาม”  ถือเป็นอีกสัญลักษณ์สำคัญในฐานะที่เป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศมหามิตรที่มีความสัมพันธ์กับประเทศสหรัฐในยุคสร้างชาติและเป็นการรำลึกถึง จอร์จ วอชิงตัน ที่เสียชีวิตไปโดยเฉพาะ 

ยังมีศิลาจารึกจากมหามิตรอีกมากซึ่งประกอบด้วย จักรวรรดิจีน(ราชวงศ์ชิง), ญี่ปุ่น(จักรพรรดิเมจิ), กรีซ(พระเจ้าจอร์จที่ 1 แห่งกรีซ),  ตุรกี(จักรวรรดิออตโตมัน),  อาณาจักรอียิปต์(ก่อนอยู่ใต้การปกครองของอังกฤษ),  ราชรัฐเวลส์, จักรวรรดิบราซิล และ สมาพันธรัฐเยอรมัน  (ยังมี ฝรั่งเศส และรัสเซียอีกด้วย)

สุดท้ายนี้ หากพิจารณาจากศิลาจารึกแล้ว จะเห็นได้ว่า ราชอาณาจักรสยาม คือหนึ่งในกลุ่มประเทศที่มีอิทธิพลสำคัญต่อสหรัฐอเมริกาในฐานะมหามิตรของโลกใหม่ในยุคนั้น

(ศิลาจารึกต้าชิง)

ทั้งนี้ในปีพ.ศ. 2561 ประเทศไทยและประเทศสหรัฐอเมริกา มีวาระครบรอบ 200 ปีการทูตอย่างเป็นทางการ
ทางสถานทูตสหรัฐอเมริกาในประเทศไทย ได้จัดทำวีดีโอ “ร่วมฉลอง 200 ปีมิตรภาพไทย-สหรัฐฯ” อีกด้วย

เขียน : หนุมานใส่แว่น
ภาพ :  Aonnta B.