• GEN Facebook
    Facebook Pagelike Widget

สหรัฐอเมริกาแถลงการณ์ประณามรัสเซีย กรณีสร้างสะพานเชื่อมสาธารณรัฐไครเมีย

สถานการณ์การเมืองโลกในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาถือว่ามีความรุนแรงมาก และแสดงให้เห็นว่าสหรัฐอเมริกากำลังดำเนินการเพื่อจัดระเบียบโลกให้เป็นตามความต้องการของตัวเองอีกครั้ง

เรื่องแรกคือ พิธีเปิดสถานทูตสหรัฐอเมริกาในกรุงเยรูซาเลม ซึ่งทำให้ชาวปาเลสไตน์ไม่พอใจ และมีการประท้วงก่อนที่กองกำลังอิสราเอลจะใช้กำลังเข้าปราบ ทำให้มีผู้เสียชีวิตวันเดียว 62 ศพ และมีผู้บาดเจ็บอีกกว่า 2,000 คน

เรื่องที่สองคือ รัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้แถลงการณ์ว่าต้องการล้มระบอบการปกครองของอิหร่าน ตามมาด้วยการล้มเลิกข้อตกลงนิวเคลียร์ รวมถึงประกาศจะคว่ำบาตรอิหร่านในระดับที่สูงสุด ซึ่งทำให้ประเทศในยุโรปที่ทำการค้ากับอิหร่านไม่พอใจสหรัฐอเมริกาอย่างมาก และยืนยันว่าจะใช้ทุกมาตรการในการปกป้องผลประโยชน์ด้านการค้าที่ตนมีกับอิหร่าน โดยไม่สนใจการคว่ำบาตรของสหรัฐอเมริกา

และเรื่องที่สาม ซึ่งคนจำนวนมากไม่ค่อยได้ให้ความสนใจเท่าสองกรณีแรก ก็คือในวันที่ 15 พฤษภาคม 2018 ที่ผ่านมา รัฐบาลสหรัฐอเมริกาออกแถลงการณ์ประนามการก่อสร้างสะพานเชื่อมระหว่างสหพันธรัฐรัสเซียและสาธารณรัฐไครเมีย โดยมีเนื้อหาใจความดังต่อไปนี้…

“สหรัฐอเมริกาขอประณามอย่างรุนแรงต่อการก่อสร้างสะพานและพิธีเปิดสะพาน Kerch ที่เชื่อมระหว่างรัสเซีย และ แคว้นไครเมียซึ่งถูกรัสเซียยึดครองโดยไม่ผ่านการอนุมัติจากรัฐบาลยูเครน ไครเมียเป็นส่วนหนึ่งของประเทศยูเครน ดังนั้นการก่อสร้างสะพานของรัสเซียเป็นตัวเน้นย้ำให้เห็นว่ารัสเซียไม่เคารพกฎหมายระหว่างประเทศ


สะพานดังกล่าวไม่เพียงแต่แสดงให้เห็นถึงการยึดครองไครเมียอย่างผิดกฎหมาย แต่ยังเป็นการกีดขวางเส้นทางเดินเรือและจำกัดขนาดของเรือที่จะผ่านช่องแคบ Kerch ซึ่งเป็นเส้นทางเดียวที่จะเข้าถึงพื้นที่ทางทะเลของยูเครนในทะเล Azov สหรัฐอเมริกาเรียกร้องให้รัสเซียยุติการกีดขวางเส้นทางดังกล่าวนี้


สหรัฐอเมริกาจะทำการคว่ำบาตรผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการสร้างสะพานดังกล่าว ซึ่งการคว่ำบาตรในทุกกรณีที่เกี่ยวข้องกับไครเมียจะยังคงดำเนินต่อไปจนกว่ารัสเซียจะคืนดินแดนให้กับทางยูเครน
สหรัฐอเมริกาขอยืนยันการสนับสนุนข้อตกลงเรื่องอำนาจอธิปไตย และความเป็นหนึ่งเดียวในการครอบครองดินแดนของยูเครน และขอให้ระลึกถึงการแสดงความเห็นของประชาคมนานาชาติที่มีต่อข้อตกลงนี้ ในการวาระการประชุมใหญ่สมัชชาสหประชาชาติที่ 68/262”

สะพาน Kerch ซึ่งเชื่อมแผ่นดินรัสเซียเข้ากับสาธารณรัฐไครเมียซึ่งปัจจุบันเข้าร่วมกับสหพันธรัฐฯ

แถลงการณ์ครั้งนี้ไม่ได้สนใจความเป็นจริงที่ว่าชาวไครเมีย มีความต้องการแยกตัวออกจากยูเครนตั้งแต่ปี 2008 ด้วยความขัดแย้งทางการเมืองในยูเครนที่แบ่งออกเป็นสองฝั่ง คือแถบตะวันตกและตอนเหนือของยูเครนเป็นฐานการเมืองที่นิยมตะวันตกและสหภาพยุโรป ในขณะที่ฝั่งตะวันออกและตอนใต้ของประเทศ ซึ่งมีชาวยูเครนเชื้อสายรัสเซียอยู่จำนวนมากนั้น นิยมพรรคการเมืองที่มีสายสัมพันธ์กับรัสเซีย ความขัดแย้งและความวุ่นวายในการเลือกตั้งปี 2004 และปี 2014 (ซึ่งจะได้กล่าวถึงในบทความต่อๆ ไป) ทำให้คนในประเทศนี้แตกแยกทางความคิดแบบเบ็ดเสร็จ จนนำไปสู่การทำประชามติเพื่อลงคะแนนตัดสินใจแนวทางดังกล่าวในวันที่ 14 มีนาคม ปี 2014 โดยสาธารณรัฐอิสระไครเมียที่อยู่ภายใต้การปกครองของยูเครน ขอแยกตัวออกจากยูเครน และจะกลับไปรวมกับสหพันธรัฐรัสเซียเหมือนเช่นสมัยก่อนปี 1991


บรรยากาศการฉลองวันชาติรัสเซียในเมืองเสวาสโตโปล (Sevastopol) สาธารณรัฐไครเมีย ปี 2015 หนึ่งปีหลังการประกาศแยกตัวจากยูเครนและกลับไปรวมกับรัสเซีย ซึ่งประชาชนชาวไครเมียมารวมตัวกันเฉลิมฉลองวันชาติรัสเซีย


บรรยากาศการฉลองครบรอบ 3 ปีหลังการทำประชามติประกาศแยกตัวจากยูเครน

ปัญหาเดียวที่มีอยู่ในตอนนี้ก็คือ ระดับค่าครองชีพและค่าแรงของยูเครนและรัสเซียต่างกันมาก ค่าแรงเฉลี่ยของยูเครนอยู่ที่ประมาณ 200 เหรียญสหรัฐ ในขณะที่รัสเซียอยู่ที่ 400 เหรียญสหรัฐ (ไม่นับเมืองหลวงอย่างเคียฟและมอสโก) เมื่อไครเมียผนวกเข้ากับรัสเซียจึงเป็นงานใหญ่ที่จะต้องปรับระบบเศรษฐกิจกันใหม่ โดยทางประธานาธิบดีปูตินได้ทุ่มเงินกว่า 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อพลิกโฉมไครเมียใหม่ ทั้งการสร้างสะพาน Kerch มูลค่า 2,500 ล้านเหรียญ การสร้างท่าเรือใหม่ การฟื้นฟูและปรับปรุงค่ายพัฒนาเยาวชน Artek ซึ่งซบเซาไปถึง 25 ปีหลังการล่มสลายของโซเวียต และอื่นๆ อีกมาก


ภาพบรรยากาศค่ายเยาวชน Artek ในไครเมีย ที่ Graham Phillips คอลัมนิสต์ชาวอังกฤษลงไปเก็บบันทึกภาพ ให้เห็นความแตกต่างระหว่างการรายงานของสำนักข่าว BBC กับบรรยากาศในพื้นที่จริง


การเปิดปรับปรุงและเปิดตัวอาคารใหม่ของสนามบิน Simferopol International Airport ในไครเมีย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งการลงทุนจากรัสเซียเพื่อฟื้นฟูไครเมียให้กลับมาเป็นเมืองท่องเที่ยวที่เฟื่องฟู

แต่ท่าทีจากคำแถลงการณ์ของสหรัฐอเมริกา กำลังจะบีบให้ไครเมียกลับไปอยู่กับยูเครนอีกครั้ง โดยไม่สนใจเสียงของประชาชนชาวไครเมียที่ได้ลงประชามติขอแยกตัว คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมสหรัฐอเมริกาและชาติพันธมิตรถึงไม่เคารพต่อ “ประชาธิปไตยของชาวไครเมีย” ที่ต้องการกำหนดชะตาชีวิตของตนเอง และจะเป็นไปได้หรือ ที่จะไปบีบบังคับสาธารณรัฐที่ประชาชนส่วนใหญ่เป็นชาวรัสเซีย และยินดีจะอยู่กับรัสเซีย และกลายเป็นพลเมืองรัสเซียไปถึง 4 ปีแล้ว ให้กลับไปอยู่กับประเทศที่พวกเขาหมดใจด้วย (ยังไม่นับรวมเรื่องกระแสนีโอนาซี และพรรคชาตินิยมขวาจัดของยูเครนที่มีท่าทีต่อต้านชาวรัสเซียในยูเครนด้วย) หรือต่อให้สหรัฐอเมริกาและนาโต้ใช้กำลังทหารบีบบังคับก็ตามแต่ คิดหรือว่าชาวไครเมียจะยอมรับการกระทำเหล่านั้นได้???
———————————————-

บทความ: กิตติธัช ชัยประสิทธิ์
Illustrator: vaporize
Photos credit: https://www.newcivilengineer.com