• GEN Facebook
    Facebook Pagelike Widget

ระวัง “นักอ้างประชาชน” แซะศาลยุติธรรม

ว่ากันว่า “เรื่องของประชาธิปไตยเป็นเรื่องของประชาชน” นี้เป็นความจริงที่ไม่มีใครปฎิเสธได้ เพราะเป็นสิทธิการแสดงออกขั้นพื้นฐานที่ประชาชนจะเลือกได้เอง เพียงแต่ว่าการแสดงสิทธิของพลเมืองนั้นจะต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฏหมาย

การที่จะมีใครสักคนแสดงการสนับสนุนใครหรือประเด็นอะไรออกมานั้นสังคมส่วนใหญ่ควรเปิดโอกาสที่จะรับฟังเสียงเล็กๆในสังคมและต้องฟังให้รอบด้าน

แต่ปัญหาสำคัญของประชาธิปไตยในประเทศไทย นั้นคือการที่สังคมของเรายังขาดเวทีประชาสังคมที่ดีและหลากหลายมากพอ อีกทั้งขาดการให้โอกาสกับคนตัวเล็กๆ ที่ถูกลืมไปในสังคม เช่น เยาวชน คนพิการ ผู้ด้อยโอกาส คนชนบท เป็นต้น

แต่ก็อย่างที่ทราบกันดีครับว่า “เกมกลของนายทุนสามานย์” นั้นมีแนวทางที่ชัดเจน ด้วยการปั่นกระแสที่มีนัยยะทางการเมืองแอบแฝงหวังผลในการชักจูงผู้คนให้แสดงออกตามที่เขาต้องการ

– หนึ่งในวิธีที่พวกเขาใช้นั้นคือการสร้าง “ผู้นำประชาชน” ที่เข้าไปเคลื่อนไหวในพื้นที่เพื่อชี้นำประชาชนในประเด็นต่างๆ ให้ไปในทิศทางที่พวกเขาต้องอยู่เสมอ

-ส่วนผู้คิดต่างจากฝ่ายตน ก็ถูกทำให้ไม่สามารถแสดงออกในฐานะตัวแทนของปวงชนได้ง่ายๆนัก แม้ว่าในทางทฤษฎีแล้ว “มวลชนนั้นไม่มีเจ้าของ” และสามารถยอมรับหรือปฎิเสธสิ่งต่างๆได้อย่างอิสระเสรี

แต่ในความเป็นจริงแล้ว นักการเมืองบางกลุ่มพยายามเคลมว่า ตนเองคือตัวแทนประชาชน อะไรที่ไม่ใช่ฝ่ายเดียวกับตน ก็จะถูกมองว่าเป็นฝ่าย “ตัวร้าย-เผด็จการ หรืออะไรที่ไม่ใช่ประชาชน” ทำให้กระบวนการภาคประชาชนในภาพรวมนั้นอ่อนแอ และถูกกีดกันอย่างเห็นได้ชัดเจน โดยเฉพาะพื้นที่ในโลกอินเตอร์เน็ต ที่ถูกแบ่งออกเป็นสองค่ายใหญ่ๆ


ปัจจุบันนี้เราจะเห็นได้ว่า ตัวแทนของ “เยาวชน และผู้ด้อยโอกาส” บางกลุ่ม ที่เรียกตนเองว่า“นักเคลื่อนไหว” โดยอ้างนามของ “ประชาชน” ออกมาเคลื่อนไหวกันอย่างหนักเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย การเลือกตั้ง แต่ก็แอบแฝงประเด็น ความไม่พอใจกฏหมายบ้านเมือง อันเป็นธงลึกๆของฝ่ายการเมืองบางกลุ่ม

ซึ่งหากติดตามอย่างใกล้ชิดจะพบว่า พวกเขาเหล่านั้นเป็นผู้มีประวัติเบื้องหลัง เป็นขาประจำ ของกลุ่มการเมืองบางกลุ่ม เข้ามาแอบแฝงกับประชาชนผู้บริสุทธิ์แล้วพยายามอ้างเป็น “ตัวแทนของประชาชน” ชักนำ ประชาชนผู้บริสุทธิ์ไปในทิศทางที่พวกเขาต้องการ

เช่น กรณีคดี “เปรมชัยยิงเสือดำในอุทยาน ก็มีความพยายามเบี่ยงประเด็นจากการต่อต้าน “นายเปรมชัย” ซึ่งเป็นจำเลยของคดี ไปสู่การโจมตีระบบยุติธรรม

ซึ่งถ้ามีโอกาสดูในรายละเอียดจริงๆแล้วจะพบว่า การรับรู้ของประชาชน ถูก “สื่อมวลชน” และ”นักเคลื่อนไหว” บางกลุ่มพยายามนำเสนอให้ ประชาชนโกรธไปที่รัฐบาลและศาลยุติธรรมมากกว่า
โดยพาดพิงไปถึงการกดดันให้เกิดการเลือกตั้งใหม่อีกด้วย

ในกรณีของบ้านพักศาลที่เชียงใหม่ ที่รัฐบาลคสช. เพิ่งอนุมัติเพิกถอนไปนั้นก็เช่นกัน มีกระบวนการโจมตีศาลยุติธรรม โดยอ้างชื่อว่าตนเองเป็น “ตัวแทนของประชาชน”

เข้าไปสร้างสถานการณ์ ร่วมคัดค้านการก่อสร้างบ้านพักศาลในพื้นที่ป่าเขา โดยบิดประเด็น เช่น พยายามไม่พูดถึงอดีตของโครงการดังกล่าว ที่ย้อนไปถึงรัฐบาลที่อนุมัติไปตั้งแต่ตอนต้น

แต่กลับมาโจมตีรัฐบาลในปัจจุบันโดยอ้างความรับผิดชอบ และอ้างไปว่าบ้านพักศาลดังกล่าวนั้นสร้างขึ้นบนที่อุทยานแห่งชาติ ทั้งที่ในความเป็นจริงเป็นที่ราชพัสดุที่ได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลในอดีตเพื่อการจัดสร้างเป็นต้น

แต่ในที่สุด กรณีคัดค้านบ้านพักศาลที่เชียงใหม่ ก็ได้รับการตอบสนองจากรัฐบาลคสช. ทำให้นักเคลื่อนไหวบางกลุ่มที่พยายามลากมวลชนคัดค้านบ้านพักศาลดังกล่าวไปปะทะรัฐบาลคสช. ก็ดูจะฝ่อไปเสียแล้ว

ยังมีกรณีตัวอย่างอีก เช่น กรณีม็อบแรงงานที่เคลื่อนไหวในวันแรงงานทุกปี ก็ปรากฏ แกนนำกลุ่ม “ฟื้นฟูประชาธิปไตย” ขาประจำในการต่อต้านคสช. ไปมั่วนิ่มแต่งชุดแรงงานแฝงในกลุ่ม เพื่อเข้าไปประท้วงเรียกร้องให้เกิดการเลือกตั้งจังๆถึงหน้านายกรัฐมนตรี แต่สุดท้ายก็โดนหิ้ว …

เรื่องนี้ถูกนักสังเกตการณ์มองว่าเป็นการป่วนให้เกิดความขัดแย้งเกลียดชังในหมู่ประชาชน โดยเฉพาะประเด็นการเลือกปฎิบัติจากฝ่ายผู้พิทักษ์กฏหมายที่มีการกีดกันคนเหล่านี้ออกจากพื้นที่ แต่ถ้าเข้าใจในข้อเท็จจริงก็จะทราบว่าเป็นขาประจำที่ มีเจตนาไม่บริสุทธิ์ ในการแสดงออกทางประชาธิปไตย แต่เป็นการ “ป่วนเจ้าหน้าที่รัฐโดยยั่วยุให้ใช้อำนาจตามกฏหมาย ก่อนที่จะออกมาดิ้นว่าถูกรังแกในภายหลัง”

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของขบวนการป่วนการเมือง โดยอ้างการเป็นตัวแทนประชาชน ในขณะที่ “ประชาชนตัวจริง” ไม่มีพื้นที่ในการแสดงออก อีกทั้งไม่มีการรวมตัวอย่างเข้มแข็ง

การเคลื่อนไหวของนักการเมืองโดยอ้างประชาชน ในอดีตเคยมีหรือไม่?

จริงๆแล้วมีครับ และมีมาตั้งแต่ ติดกระดุมเม็ดแรกของประชาธิปไตยเสียด้วยซ้ำ
ในอดีตก็เคยมีคนอ้างตนเองในนาม “คณะราษฎร” อุปโลกน์ตัวตนมายึดแย่งอำนาจจากสถาบันพระมหากษัตริย์ ตั้งตนเป็นผู้บริหารประเทศในระบบรัฐสภา แต่สุดท้ายก็กลายเป็นคณาธิปไตยของคนกลุ่มเดียว ยื้อแย่งอำนาจกันภายในรัฐสภา สาดโคลนกันไปมาผ่านสื่อที่ตนเองสนับสนุน และแก้กฏหมายเอื้ออำนาจผลประโยชน์ของตนเองมาโดยตลอด

แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครตายดีสักคน ตัวใหญ่ๆก็หลบหนีไปยังต่างประเทศและตายที่นั่น แต่ที่น่าเศร้าคือ จากวันนั้นถึงวันนี้ ประชาธิปไตยที่พวกเขากล่อมประชาชนชาวไทยมาตลอดว่ามันจะเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการนำชาติไปสู่อารยะนั้น กลับกลายเป็นเครื่องมือในการฉีกประเทศออกเป็นสองซีกมาโดยตลอด ด้วยระบบที่แก่งแย่งชิงดีทางการเมือง ทำให้

“เรื่องของประชาธิปไตยไม่เคยเป็นเรื่องของประชาชน แต่เป็นเรื่องของนักการเมืองสองฝั่งต่อรองกันมาโดยตลอด”

แล้วทำไมนักป่วนเมืองต้องพุ่งเป้าไปที่ศาลยุติธรรม?

ดูเหมือนว่า มีใครบางคนจะเอาเรื่องประชาธิปไตยไปเป็นข้ออ้างในการเคลื่อนไหวเพื่อทำลาย “กรอบของกฏหมาย” เพราะสิ่งเดียวที่ขัดขวางให้นักโกงเมืองไม่สามารถโกงได้ดั่งใจนึก นั้นก็คือกฏหมายที่เข้มแข็งและเท่าเทียม

ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ศาลยุติธรรมและกฏหมายในประเทศไทยนั้น ค่อนข้างเข้มแข็งและถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพมาโดยตลอด ผ่านระบบยุติธรรมตามมาตรฐานสากล ปราศจากการถูกครอบงำจากฝ่ายบริหารอย่างรัฐบาล ทำให้นักโกงเมืองหลายคนต้องติดคุกหรือหนีออกนอกประเทศ

จึงไม่แปลกใจเลยครับว่า การที่นักโกงเมืองสักคนหนึ่งจะโจมตีศาลยุติธรรมนั้น ก็เพราะต้องการทำให้เกิดข้อตกลงทางสังคมใหม่และเกิดการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในอนาคต ซึ่งก็สามารถคาดเดาได้ว่าทำไปเพื่อเกิดการนิรโทษกรรมนักการเมือง หรือนักเคลื่อนไหวที่เคยกระทำผิดให้พ้นผิด เป็นต้น

เพราะฉะนั้น ประชาชนคนไทยเอ๋ย ควรจะต้องกลับมาติดตามดูข่าวสารบ้านเมืองกันให้ลึกซึ้งรอบด้าน เพื่อที่จะได้เท่าทันสถานการณ์ อย่าให้ “นักอ้างประชาชน” เข้ามาปลุกปั่นเพื่อทำลายศาลสถิตยุติธรรม เอื้อประโยชน์นักการเมืองบางกลุ่มกันอีกเลย
____________________
บทความ: Daily Rorschach
Illustrator: SUNANTA