• GEN Facebook
    Facebook Pagelike Widget

The Road To เลือกตั้ง ตอน ใครคือผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง

การลงคะแนนเลือกตั้งถูกมองว่าเป็นสิทธิทางการเมืองของคนไทยที่จะใช้กำหนดอนาคตของประเทศ แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ว่าผู้ที่เกิดมาเป็นคนไทย หรือทุกคนที่มีบัตรประชาชนแล้วจะเป็นคนที่มีสิทธิ์ลงคะแนนเลือกตั้ง แต่มีเงื่อนไขตามกฎหมาย

และที่สำคัญยิ่งไปกว่าคำว่า ‘สิทธิ์’ นั้นคือการไปเลือกตั้ง ถูกเปลี่ยนมาให้มีความสำคัญยิ่งขึ้นด้วยการถูกกำหนดว่าเป็น ‘หน้าที่’ มาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี 2540 หรือรัฐธรรมนูญฉบับที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นประชาธิปไตยที่สุดแล้ว

มาตรา 31 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ
ฉบับที่กำลังรอการโปรดเกล้าฯเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย จึงบัญญัติไว้ว่า “บุคคลผู้มีคุณสมบัติเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และมีหน้าที่ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งอย่างอิสระโดยคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมของประเทศเป็นสำคัญ”

เมื่อกำหนดให้การไปใช้สิทธิ์ลงคะแนนเลือกตั้งเป็นหน้าที่ จึงต้องมีการกำหนดบทลงโทษ
โดยในรัฐธรรมนูญ ปี 2540 เป็นฉบับแรกที่ออกแบบการเสียสิทธิ์
ถ้าไม่ไปลงคะแนนโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร

โดยจะตัดสิทธิ์ 8 ประการ ได้แก่

1. สิทธิการยื่นคัดค้าน ส.ส. ส.ว. ผู้บริหาร และสมาชิกสภาท้องถิ่น
2. สิทธิคัดค้านในการเลือกกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน
3. สิทธิการลงสมัคร ส.ส. ส.ว. ผู้บริหาร และสมาชิกสภาท้องถิ่น
4. สิทธิการสมัครเป็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน
5. สิทธิการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย
6. สิทธิการเข้าชื่อร้องขอให้ออกข้อบัญญัติท้องถิ่น
7. สิทธิการเข้าชื่อขอให้วุฒิสภาถอดถอนบุคคล
8. สิทธิการเข้าชื่อขอถอดถอนผู้บริหารหรือสมาชิกสภาท้องถิ่น

ทั้งนี้การเสียสิทธิดังกล่าวจะเริ่มตั้งแต่การเลือกตั้งครั้งที่ไม่ไปใช้สิทธิ์ จนถึงการกลับไปใช้สิทธิ์ในการเลือกตั้งครั้งถัดไป

โดยการเสียสิทธิ์จากการไม่ใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ส.ส. ก็ต้องแก้คืนด้วยการไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ส.ส.

ส่วนการเสียสิทธิ์จากการไม่ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งผู้บริหารหรือสมาชิกสภาท้องถิ่น
ก็ต้องแก้คืนด้วยการไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งผู้บริหาร หรือสมาชิกสภาท้องถิ่น

กฎหมายการเลือกตั้ง ส.ส. มีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งหลังรัฐประหาร ปี 2549

มีการยกร่างกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. ฉบับปี 2550 ได้ลดการเสียสิทธิ์ลงเหลือ 3 ประการ คือ
1. สิทธิการยื่นคัดค้าน ส.ส. ส.ว.
2. สิทธิการลงสมัคร ส.ส. ส.ว. ผู้บริหาร และสมาชิกสภาท้องถิ่น
3. สิทธิการสมัครเป็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน

นอกจากนี้ยังมีการผ่อนปรนมากขึ้น คือหากไม่ไปใช้สิทธิ์ครั้งใดจนทำให้เสียสิทธิ์ สิทธิ์นั้นจะได้กลับคืนมาเมื่อมีการเลือกตั้งอีกครั้ง ไม่ว่าจะระดับชาติหรือระดับท้องถิ่นก็ตาม

สำหรับร่าง พรป. การเลือกตั้ง ส.ส. ที่เป็นปัญหาการยื่นตีความในศาลรัฐธรรมนูญอยู่ในขณะนี้
นอกจากคงการตัดสิทธิ 3 ประการของกฎหมายเลือกตั้ง ปี 2550 แล้ว มีการเพิ่มการตัดสิทธิ์ขึ้นในชั้นกรรมาธิการของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)
ซึ่งเดิมมีข้อเสนอให้ตัดสิทธิ์การรับราชการ แต่มีข้อท้วงติงว่ามันเป็นสิทธิของการเลือกประกอบอาชีพที่รัฐธรรมนูญรับรองเอาไว้ ไม่ควรจะไปยุ่ง

จึงหันไปมองเรื่องตำแหน่งข้าราชการการเมือง ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มแรกคือข้าราชการการเมืองในส่วนของรัฐสภา เช่นที่ปรึกษาประธาน รองประธาน ซึ่งตอนแรกจะคลุมไปถึงข้าราชการประจำรัฐสภาด้วย แต่ก็ถูกตัดออกด้วยเหตุผลเดิม

ส่วนอีกกลุ่มคือข้าราชการการเมืองในท้องถิ่น คือทีมบริหารที่ติดตัวกับนายกบริหารระดับท้องถิ่นที่ปรกตินายกฯ พ้น ทีมบริหารนี้ก็ต้องพ้น แต่ กรธ. ก็เห็นต่างว่ามันจะเป็นการจำกัดสิทธิ์ของผู้มีอำนาจในการแต่งตั้งไปด้วย
ทั้งที่ตัวผู้บริหารไม่ใช่คนที่ทำผิดหรือไม่ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง

ล่าสุดศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งเมื่อ 30 พ.ค. 2561 แล้วว่า การตัดสิทธิ์ดังกล่าวไม่ขัดต่อสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด

นอกจากนี้ การเสียสิทธิ์ยังถูกกำหนดห้วงเวลาที่แน่นอน คือ 2 ปี
และหากภายใน 2 ปีมีการเลือกตั้งอีกครั้ง ไม่ว่าระดับชาติหรือระดับท้องถิ่นก็ตาม
หากไม่ไปใช้สิทธิ์เพิ่ม ก็ให้เริ่มนับการเสียสิทธิ์เป็นระยะเวลา 2 ปีใหม่อีกครั้ง

หากถามว่าทำไมต้องกำหนดสิทธิ์ให้ยุ่งยาก
ก็ตอบได้ว่านอกจากสนองการเปลี่ยนการเลือกตั้งจากสิทธิเป็นหน้าที่แล้ว
เบื้องหลังของการปรับเปลี่ยนดังกล่าว คือมุ่งหวังให้ประชาชน ‘ต้อง’ ไปลงคะแนนมากขึ้น
โดยวาดหวังว่าจะทำให้การซื้อเสียงสัมฤทธิผลยากขึ้น เพราะมีเสียงอิสระมาเจือปนมากขึ้น

แต่การบังคับดังกล่าวดูเหมือนยังไม่ถูกจริตกับคนไทยส่วนใหญ่ ที่ยังไม่รู้จักทั้งสิทธิและหน้าที่ และส่วนน้อย ที่รู้จักสิทธิและไม่รู้จักหน้าที่ โดยเฉพาะในยามที่ตนเองถูกกระทบสิทธิ์

รวมทั้งยังมีความลักลั่นของผู้บัญญัติกฎหมาย คืออยากบังคับให้ไปทำหน้าที่ลงคะแนน แต่ไม่กล้ากำหนดบทลงโทษที่รุนแรงเพราะกลัวเสียงคัดค้านต่อต้าน
จึงทำให้บทลงโทษที่ผ่านมาจะวนเวียนอยู่กับสิ่งที่เป็นสิทธิที่คนที่ไม่สนใจการเมืองอยู่แล้วไม่เห็นความสำคัญเลย ความมุ่งหวังที่จะกระตุ้นให้คนไปลงคะแนนเลือกตั้งมากขึ้นจึงถือว่าล้มเหลวมาตลอด

ทำยังไงไม่ให้ต้องเสียสิทธิ์

1. ถ้ารู้ล่วงหน้าว่าวันเลือกตั้งไม่สามารถไปใช้สิทธิ์ได้ เช่นป่วยยังไม่หาย ติดงานสำคัญ ให้แจ้งภายใน 7 วันก่อนวันเลือกตั้ง หรือภายใน 7 วันหลังวันเลือกตั้งที่สำนักงาน กกต. เขตหรือที่ที่ กกต. กำหนดให้แจ้งได้ (ถึงแจ้งล่วงหน้าไว้แต่ถ้าวันเลือกตั้งเกิดไปได้ ก็ยังสามารถไปลงคะแนนได้)

2. การแจ้งนั้นจะไปแจ้งเอง มอบคนอื่นแจ้งแทน หรือส่งเป็นไปรษณีย์ หรือทางช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้

3. ถ้า กกต. เห็นว่าเหตุผลนั้นใช้ไม่ได้ จะแจ้งกลับมาภายใน 3 วัน โดยผู้แจ้งเหตุสามารถอุทธรณ์ได้ใน 30 วันเพื่อไม่ให้เสียสิทธิ์ทีหลัง

4. หลังเลือกตั้งแล้ว 60 วัน ให้ดูประกาศ กกต. ว่าอยู่ในรายคนเสียสิทธิ์หรือไม่ หากยังมีอยู่ ให้ทักท้วงไปยังผู้อำนวยการเลือกตั้งเขตได้

สำหรับเงื่อนไขการกำหนดว่าคนไทยคนไหนมีสิทธิ์ลงคะแนนเลือกตั้ง ถูกตั้งอยู่บนพื้นฐานของความรับผิดชอบต่อประเทศ ตั้งแต่อายุ ถิ่นที่อยู่อาศัย ลักษณะต้องห้าม เช่นสถานะทางศาสนา การเป็นผู้ต้องขังหรือถูกคำสั่งเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้ง ตลอดจนสภาพจิตที่สมประกอบหรือไม่

ทั้งนี้เพื่อให้ทุกคะแนนเสียงที่จะมีผลต่อการกำหนดอนาคตของประเทศผ่านระบบผู้แทนนั้น เกิดจากการตัดสินใจบนความรับผิดชอบอย่างบริสุทธิ์ใจ ไม่เอาเปรียบผู้มีสิทธิ์รายอื่นจริงๆ

มีความพยายามเกือบทุกครั้งที่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่มีกลุ่มบุคคลบางส่วนที่อยู่ในสมณเพศพยายามเรียกร้องให้ พระสงฆ์ นักบวช มีสิทธิในการเลือกตั้ง แต่ผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญแทบทุกชุด ต่างก็เห็นพ้องตรงกันว่าเมื่ออยู่ในสมณเพศที่พึงดำรงตนเป็นกลางทางโลก ดำรงตนอยู่นอกเหนือความขัดแย้ง

ทั้งยังมีหน้าที่นำหลักธรรมของศาสนาในการปรามความขัดแย้งในสังคมแล้ว จึงไม่ควรเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งซึ่งถือเป็นเรื่องทางโลก และสุ่มเสี่ยงต่อความขัดแย้ง อีกทั้งความเชื่อความศรัทธาทางศาสนา ก็ไม่พึงถูกนำมาโน้มเอียงการตัดสินใจในการลงคะแนนเลือกตั้ง

แต่สิ่งที่ รัฐธรรมนูญ ปี 2560 ให้สิทธิ์มากกว่ารัฐธรรมนูญฉบับก่อน
คือการกำหนดให้นับผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ซึ่งต้องครบอายุ 18 ปี โดยนับถึงวันเลือกตั้ง
ต่างจากอดีตที่แม้จะมีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ในปีที่มีการเลือกตั้งแล้ว

เนื่องจากระบบทะเบียนราษฎรของกระทรวงมหาดไทยมีการปรับปรุงปีละครั้งในวันที่ 1 มกราคมของปีถัดไป ทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนนับล้านคน ที่พลาดการใช้สิทธิ์ เนื่องจากต้องรอการปรับบัญชีในปีถัดไปแล้วเสร็จจึงจะมีสิทธิ์ไปลงคะแนนได้

และหากการเลือกตั้งครั้งนั้นสภาผู้แทนราษฎรอยู่จนครบวาระ 4 ปี ก็แปลว่า กว่าผู้ที่มีอายุ 18 ปีจำนวนหนึ่งจะได้ลงคะแนน ก็ต้องรอไปถึงอายุ 22 ปีแล้วจึงจะมีโอกาสใช้สิทธิ์

สรุปเป็นตารางผู้มีสิทธิ และไม่มีสิทธิเลือกตั้ง ตามรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ดังนี้

____________________________________
บทความ: นามนั้นสำคัญไฉน ความจริงสิสำคัญกว่า
Illustrator: Rawin Jarureangsri