• GEN Facebook
    Facebook Pagelike Widget

ออมเงินอย่างไร? ให้มีใช้ยามฉุกเฉิน

ครั้งที่แล้ว เราเรียนรู้เรื่องเงินเฟ้อกัน หลายคนพยายามเก็บเงินสุดฤทธิ์ หลายคนเริ่มวางแผนออมเงิน
แต่เราจะใช้หลักการอะไร และทำไม? ไม่ทำก็ไม่เห็นเป็นอะไร?
ไม่ใช่ครับ ไม่ใช่ตั้งหน้าตั้งตาเก็บ เก็บ เก็บ หรือแทบไม่มีเงินสดเลย

มีวิธีคิดอย่างนี้ครับ
1. เราต้องคิดว่า อาจมีเหตุฉุกเฉิน เข้าโรงพยาบาล ซื้อของมีส่วนลด จองสินค้าราคาพิเศษเป็นต้น แล้วต้องใช้เงินสด เช่นจากบัญชีออมทรัพย์ เพราะต้องการสภาพคล่องสูงสุด
2. เราอาจตกงาน ต้องหางานใหม่อย่างรวดเร็ว ก็ต้องกันเงินออกมาใช้สมัครงาน ต้องเดินทางไปต่างแดน หรือซื้อดาวน์ยานพาหนะเพื่อช่วยในการทำงานพรุ่งนี้
3. เราอาจต้องช่วยพ่อแม่พี่น้องอย่างเร่งด่วน ต้องกตัญญูต่อบุพการีเป็นต้น ก็ต้องการสภาพคล่อง

ปัจจัยเหล่านี้มีผลกระทบอย่างมากต่อการวางแผนการออมและการลงทุนของเรา เพราะถ้าเราเอาเงินทุกบาททุกสตางค์มาไว้ใน financial assets ของเราอย่างไม่เหมาะสม เช่น ซื้อที่ดินหมดเลย กองทุนรวม เงินฝากประจำ ตราสารหนี้ ตราสารทุนต่างๆ เราจะขาดสภาพคล่อง คือเอาเงินออกมาใช้ไม่ทันการ
อ้าว แล้วจะจัดการอย่างไรดี?

1. รักษาสภาพคล่องไว้ในช่วง 3 ถึง 6 เดือน คือนำค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อเดือนมาคำนวณ แล้วคูณ 3 เดือนหรือคูณ 6 เดือน
2. แบ่งการลงทุนการออมเป็นแผนระยะสั้น กลาง ยาว
3. จัดสรรสินทรัพย์ให้เหมาะสม

สภาพคล่อง
คือภาวะที่สามารถใช้จ่ายได้ทันที มีเกณฑ์ดังนี้ครับ
1. ถ้าเป็นคนโสด ไม่มีภาระ อายุน้อย รับความเสี่ยงได้มาก เก็บเงินสภาพคล่องเพียง 3 เดือนก็พอ ที่เหลือเอาไว้ออมหรือลงทุน หากเกิดฉุกเฉินก็ไม่ได้มีผลกระทบกับคนที่ต้องดูแลนัก เพราะแค่ตัวคนเดียว
2. แต่ถ้าเป็นผู้จัดการ หัวหน้าครอบครัว มีภาระ ก็ควรมีสภาพคล่องไว้ 6 เดือน เผื่อเงินในกองทุนอาจกำลังงอกเงย การที่มีสภาพคล่องต่ำต้องนำเงินออกมาก็จะเสียโอกาสโตตามคาดการณ์
3. แล้วถ้าเป็นเจ้าของกิจการ ก็ควรมีสภาพคล่องที่ 10 เดือน คือมีรายได้มากแต่ก็มีรายจ่ายแบบคงที่มาก เช่นเงินเดือนลูกจ้าง ค่าผ่อนโรงงาน ค่าวัตถุดิบ ค่าขนส่งต่างๆ เป็นต้น

มิฉะนั้นจะเกิดปัญหาดัง การ์ดกับดัก ต่อไปนี้ครับ

1.Poor Millionaire

เป็นการหวังผลระยะยาว การที่นำเงินมาซื้ออสังหาริมทรัพย์เป็นจำนวนมาก
สมมุติต้องเข้าโรงพยาบาล หรือภาวะฉุกเฉินต้องใช้เงินด่วน เช่นการประกันตัว การที่จะขายที่ดินเพื่อนำเงินมารักษาพยาบาล คงไม่ได้ขายในระยะเวลาอันสั้น
หรือถ้าขายได้ก็ต้องยอมขาดทุนย่อยยับ แล้วต้องเสียเวลาไปดำเนินการที่กรมที่ดินสาขานั้นๆ อีกด้วยเพื่อเปลี่ยนกรรมสิทธิ์หรือไถ่ถอนจำนอง ถ้านอนอยู่ ICU คงทำไม่ได้แน่ๆ
บางคนมีที่ดินกงสี หรือจากมรดก ก็ไม่อาจมีเงินสดใช้ ได้แต่ค่าเช่าหรือเก็บค่าจอดรถในที่ดินนั้น จึงเรียกว่าเป็น Poor Millionaire ครับ …จบเทิร์น

2.Re-investment Risk

เป็นการหวังผลในแผนระยะกลางมากเกินไป เช่นบางคนนำเงินมาฝากประจำ ซื้อหุ้นกู้ ซื้อพันธบัตรรัฐบาล
แต่ให้สมมุติว่าเมื่อครบกำหนดเวลา มักไม่นานเช่นหนึ่งถึงสองปี ต้องนำเงินออกจากสถาบันการเงินนั้นๆ
ดอกเบี้ยแหล่งใหม่อาจได้น้อยลงกว่าเดิม อดลงทุนซ้ำที่อื่น ที่จะได้ดอกเบี้ยมากกว่า เป็นความเสี่ยงที่พบได้บ่อยเนื่องจากผู้ลงทุนขาดความเข้าใจ เช่นในเรื่องระยะเวลาของตราสารหนี้นั้นๆ หรือไม่รู้ว่าจะนำเงินออกมาได้ถูกกฏอย่างไร เพราะดอกเบี้ยกำลังลงมามาก เป็นต้น …จบเทิร์น

3.Lazy Money

เป็นแผนระยะสั้น อาจไม่เรียกว่าแผนเพราะทำอยู่เป็นประจำ คิดเอาไว้สั้นๆ เช่นเอาเงินไว้ในบัญชีออมทรัพย์ทั้งหมด ไม่ลงทุนเลย
ดังนั้นได้ดอกเบี้ยรวม ติดลบ เพราะแพ้เงินเฟ้อปีละ 3%
ดังนั้นเมื่อวางเงินผิดที่ หมายถึงมีสภาพคล่องเป็น 20 เดือน
(สมมุติมีค่าใช้จ่ายเดือนละ 10,000 บาท รวม 200,000 บาท) ก็กลายเป็นเงินขี้เกียจ แพ้เงินเฟ้อ

ทางแก้ ก็ต้องนำเงินที่เกินสภาพคล่องไปลงทุน ไปวางที่อื่นๆ เพื่อตอบโจทย์ทั้งแผนระยะสั้น กลาง ยาว และฉุกเฉินด้วย เช่นนำเงินบางส่วนมาผ่อนบ้าน เพราะในอนาคต บ้านย่อมแพงขึ้น จะได้เป็น millionaire กับเขาบ้าง
นำเงินที่เกินสภาพคล่องอีกกลุ่ม มาลงทุน คือ investment ด้วยเพื่อหวังผลระยะกลางหรือยาว จะได้ไม่เป็น Lazy Money ครับ …จบเทิร์น

แนวทางวางแผนดังนี้ เราจะสามารถออมเงินได้ ลงทุนให้งอกเงยได้ ด้วยการนำเงินที่เกินสภาพคล่องไปใช้ประโยชน์ให้คุ้มค่า และเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินก็ไม่กระทบกับโครงสร้างการออมและการลงทุนของเราแต่อย่างใดเลยจริงจริ๊ง ..
________________________________
บทความ: ปารเมศ สุริยพันธุ์