• GEN Facebook
    Facebook Pagelike Widget

เลาะ บ้าน ผ่าน เวียง: เชียงใหม่ ใบหน้าในลายเส้น

ผมเดินทางมาใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อสามปีที่แล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่าลมสายไหนหอบมาตอนโยกย้ายจากเมืองหลวง ทั้งที่ถิ่นฐานมาตุภูมิตัวเองนั้นอยู่แถบทุ่งกุลาร้องไห้-สะดือแห่งอีสาน

ภายหลังตัดสินใจเด็ดขาดจากการเป็นมนุษย์งานเมืองใหญ่ มุ่งหน้าสู่แดนล้านนา เมืองที่วาดภาพว่าน่าจะไฉไลกับไลฟ์สไตล์ของตน ผมก็เริ่มมองหาสิ่งที่จะทำ หมายถึงทำมาหากิน และด้วยความที่เติบโตมากับหนังสือหนังหา คลุกคลีอยู่กับกองบรรณาธิการของนิตยสารและสำนักพิมพ์ต่างๆ มากว่าสิบปี สิ่งที่ผมพอจะทำได้จึงหนีไม่พ้นเรื่องคุ้นเคยพวกนี้

ผมตัดสินใจทำร้านหนังสือสไตล์ Book Cafe ให้ชื่อว่า ‘บ้านเหนือ หนังสือและภาพถ่าย’

เป็นร้านหนังสือเล็กๆ มีภาพถ่ายซึ่งตัวเองถ่ายเก็บไว้ตามจังหวะเดินทางของชีวิตแขวนประดับ มันมีความประหลาดจากร้านหนังสือทั่วไปอยู่บ้าง ตรงที่ไม่ได้อยู่ในเขตชุมชนเมืองที่มีผู้คนพลุกพล่าน ตรงข้าม กลับหลบไปอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งในอำเภอสันป่าตอง ซึ่งห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่กว่า 20 กิโลเมตร

หมู่บ้านที่เต็มไปด้วยคนแก่ ผู้สูงอายุ เด็กๆในศูนย์เด็กเล็ก ซึ่งพ่อแม่ของพวกเขาและคนหนุ่มคนสาวแทบทั้งหมดพากันไปทำงานอยู่ในเวียงหรืออยู่ในตัวอำเภอ


บุ๊คคาเฟ่เล็กๆ จึงมีเพียงเสียงกบเขียดและเสียงความเงียบสงบ เป็นแบ็คกราวนด์มากกว่าเสียงรถราหรือเสียงอึกทึกอื่นใด มีผู้คนหลงทางผ่านมาบ้าง และนานทีจึงจะมีมนุษย์นักอ่านสักคนตั้งใจมาเลือกดูหนังสือหนังหาอย่างเอาจริง

ความรู้สึกและอารมณ์ของผมจึงอยู่ประมาณว่า เหมือนเสี่ยวเอ้อโรงเตี๊ยมในหนังจีนกำลังภายใน เฝ้าคอยเหล่าจอมยุทธ์ในยุทธจักรผ่านมาเยี่ยมเยือน และรอถ้อยคำจากปากพวกเขาที่จะเอื้อนเอ่ยสนทนาด้วย


ความเงียบและไม่พลุกพล่านผู้คน นับเป็นข้อเด่นอย่างหนึ่งของร้าน เมื่อมีใครมา เรามักได้พูดคุยทำความรู้จักกัน และกับบางครั้งบางคน ก็ชวนให้ต้องสนทนายาวนานนับหลายชั่วโมง ได้รู้เห็นความคิดของกันและกัน กระทั่งกลายมาเป็นกัลยาณมิตร เป็นพี่เป็นน้อง ที่คอยโอบอุ้มช่วยเหลือกันและกันในเวลาต่อมา

การได้รู้จัก ได้พานพบผู้คนในลักษณะนี้แหละ ช่วยให้ผมค่อยๆ มองเห็นความเป็นเชียงใหม่ในมุมต่างออกไป ทั้งกว้างและลึกมากขึ้น เวลาร่วม 3 ปี จึงน่าจะเป็นเรื่องเหมาะควรอยู่กระมัง หากผมจะเก็บเอาเรื่องราวต่างๆ ที่รับรู้มาเล่าสู่กันฟังโดยไม่เคอะเขินเกินไปนัก ด้วยระยะห่างซึ่งไม่ได้ใกล้ชิดจนมองอะไรเห็นไม่ถนัด และห่างเหินเกินกว่าจะเข้าใจอะไรๆ แค่เพียงผิวเผินเยี่ยงคนผ่านทาง

ย้อนไปช่วงก่อนผมจะเปิดร้านหนังสือนอกเมือง ผมได้ไปเยี่ยมคารวะศิลปินอาวุโสท่านหนึ่งของเชียงใหม่ คืออาจารย์เทพศิริ สุขโสภา หรือที่คนทั่วไปเรียกกันว่าอาจารย์เทพ (ได้รับประกาศเกียรติให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ในปี 2560) ที่บ้านของท่านในซอยวัดอุโมงค์

ภายหลังจากที่ผมบอกเล่าแผนการในชีวิตและกิจการเล็กๆของตัวเองแล้ว อาจารย์เทพก็อดเป็นห่วงไม่ได้ ทั้งด้วยสถานการณ์การอ่านกับแวดวงหนังสือในปัจจุบันซึ่งเข้าสู่ช่วงโรยราและหาได้โรแมนติกเหมือนเมื่อก่อน ทั้งการเลือกโจทย์ที่ยากด้วยการถอยห่างออกไปจากแหล่งปัญญาชนและผู้คนที่อาศัยรวมกันอยู่หนาแน่น

แต่อาจารย์เทพก็ได้ให้กำลังใจและบอกว่า วันข้างหน้าร้านหนังสือในโจทย์แบบที่ผมทำ อาจจะตอบสนองรูปแบบชีวิตของคนยุคสมัยใหม่ก็เป็นได้ จากนั้นอาจารย์เทพก็ยกกำปั้นขึ้นมาทุบเบาๆ ที่หน้าอกซ้ายของตัวเอง พร้อมกับพูดว่า

หัวใจของเราไม่ได้ใหญ่ไปกว่ากำปั้นของเรา กระเพาะอาหารของเราก็ไม่ได้ใหญ่ไปกว่านี้มากนัก ให้มันเหี่ยวแฟบตายไปเถอะถ้าหากไม่มีปัญญาจะหาข้าวมาใส่ให้มันเต็ม!


อาจารย์เทพศิริ สุขโสภา ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ประจำปี 2560

ในวันเดียวกันนั้น อาจารย์เทพพาเดินชมผลงานภาพเขียนของท่านชุดหนึ่งในสตูดิโอทำงาน ซึ่งกำลังรอคนมารับไปจัดแสดงที่สถาบันการศึกษาแห่งหนึ่งโดยกลุ่มนักศึกษาที่ฝักใฝ่การเมือง เป็นงานภาพเขียนลายเส้นใบหน้าในอิริยาบถต่างๆของอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ แขวนเรียงบนผนังกว่า 50 ภาพ

อาจารย์เทพศิริบอกว่า งานของผม ใครอยากได้ก็มาเอาไป คุณอยากเอาไปทำอะไร คุณก็เอาไปแสดงได้เลย คุณเอาไปประมูล ได้เงินมาเท่าไหร่ ผมก็ไม่ไปเอากับคุณ เงินผมมีเยอะแล้ว ใช้ไม่หมดหรอกชาตินี้ ขอแต่ทำแล้วเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ผมไม่หวง แต่ถ้าใครเอาไปทำเพื่อกลุ่มเพื่อพวกพ้องและหวังผลประโยชน์ทางการเมือง ต่อให้คุณมีเงินมากมายขนาดไหนมากองให้ ก็อย่าหวังว่าจะได้ผลงานของผมไป..

อาจารย์เทพพูดไปพลาง เดินพิจารณาผลงานตัวเองไปพลาง จนมาหยุดพินิจที่รูปใบหนึ่ง ลายเส้นขยุกขยุย ผมมองไม่ออกว่าเป็นใบหน้าของใคร

อาจารย์เทพจึงใช้นิ้วชี้ตรงส่วนใบหู จมูก และปาก พร้อมกับกล่าวขึ้นว่า งานศิลปะ มันต้องทำให้เห็นเส้นเห็นสี เช่นเดียวกับการเขียนหนังสือ ก็ต้องให้ได้รสได้กลิ่น ถ้าคุณสังเกตดีๆ จะเห็นว่าตรงส่วนนี้ของภาพมีร่องรอยการลากเส้นอยู่หลายครั้ง พูดยังไม่ทันจบ อาจารย์เทพหันมามองหน้าผม และคงเห็นว่าไอ้คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าไม่มีปัญญาถกเถียงแลกเปลี่ยนอะไรทั้งนั้น ท่านจึงเอ่ยต่อว่า ไม่ใช่ว่าผมไม่แม่นยำ แต่เพราะมันคือใบหน้ามนุษย์ เป็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยการซ้อนทับที่ไม่มีจุดสิ้นสุด

ถึงแม้เวลาล่วงมาร่วม 3 ปี แต่ผมยังจำกระจ่างถึงเหตุการณ์ในวันนั้น ทั้งยังจำแม่นถึงประโยคหนึ่งก่อนที่เราจะเดินออกจากสตูดิโอ ซึ่งศิลปินอาวุโสผู้นั้นหล่นถ้อยคำเอาไว้ให้ขบคิดว่า
วันหนึ่ง คุณจะได้รับรสลึกซึ้งจากเส้นและสี ที่อยู่บนใบหน้าของผู้คนที่คุณรู้จัก.. ไม่เร็วไม่ช้าเกินไปหรอก
________________________________
บทความ: ประยูร หงษาธร
illustrator: Rawin Jarureangsri

Photos Cr.: บ้านเหนือ หนังสือและภาพถ่าย