• GEN Facebook
    Facebook Pagelike Widget

The Road To เลือกตั้ง ตอนคุณสมบัติของผู้สมัคร ส.ส.

สิ่งที่ขาดไม่ได้ในระบบการปกครองระบอบประชาธิปไตย คือผู้มาทำหน้าที่ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ
การได้มาของฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติสำหรับระบบการปกครองที่ประเทศไทยใช้มาตลอดนับแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 เป็นต้นมา
คือระบบผู้แทนที่มาจากการเลือกตั้ง และผู้แทนเป็นผู้สนับสนุนโดยการเลือกนายกรัฐมนตรีเพื่อมาตั้งทีมฝ่ายบริหาร หรือคณะรัฐมนตรีอีกที

เพราะเราไม่สามารถตัดสินใจปัญหาเกี่ยวกับบ้านเมืองทุกเรื่องตั้งแต่เรื่องใหญ่ยันเรื่องเล็ก ด้วยการถามประชาชนเจ้าของประเทศโดยตรงก่อนทุกครั้ง ระบบผู้แทนจึงถูกออกแบบมาเพื่อให้มีผู้ไปทำหน้าที่ตัดสินใจแทนประชาชนทั้งประเทศ เขาเหล่านี้ก็คือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือที่เรียกกันสั้นๆว่า ส.ส. นี่เอง

แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนที่อยู่ในราชอาณาจักรไทยจะสามารถเป็น ส.ส. ได้ เพราะถ้าปล่อยให้ทุกคนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยอ้างสิทธิการเป็นผู้สมัคร ส.ส. ได้ก็อาจมีปัญหาใหญ่ตามมา
เช่น คนต่างชาติที่มาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทย ส่งผู้มีเชื้อสายเดียวกันลงสมัคร ส.ส. หากสามารถตั้งรัฐบาลได้ก็จะสามารถจัดสรรทรัพยากรในชาติให้ไปสู่มาตุภูมิบ้านเกิดของตนเอง เป็นต้น

ดังนั้นผู้มีสิทธิ์ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. จึงมีเงื่อนไขทั้งคุณสมบัติ และไม่ขัดต่อข้อต้องห้าม ดังนี้

ใครคือผู้มีสิทธิ์ลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.

● มีสัญชาติไทยโดยการเกิด
● อายุ 25 ปีขึ้นไปนับถึงวันเลือกตั้ง
● เป็นสมาชิกพรรคการเมืองพรรคเดียวติดต่อกันไม่ต่ำกว่า 90 วัน
● สำหรับผู้ลงสมัครแบบแบ่งเขต ต้องมีชื่อในทะเบียนบ้านในเขตนั้นติดต่อกัน 90 วัน หรือเกิดในจังหวัดนั้น หรือเคยเรียนในสถานศึกษาในจังหวัดนั้นไม่ต่ำกว่า 5 ปี หรือเคยรับราชการในจังหวัดนั้นไม่ต่ำกว่า 5 ปี

ใครถูกห้ามไม่ให้ลงสมัคร ส.ส.

● ติดยาเสพติด
● ล้มละลาย หรือ เคย ล้มละลายทุจริต
● เจ้าของหรือหุ้นส่วนในกิจการสื่อมวลชน
● เป็นภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช
● อยู่ระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง
● วิกลจริตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ
● อยู่ระหว่างถูกระงับสิทธิการสมัครรับเลือกตั้ง หรือถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง
● จำคุกและถูกคุมขังโดยหมายศาล
● พ้นโทษจำคุกมายังไม่ถึง 10 ปี เว้นแต่ความผิดประมาทหรือลหุโทษ
เคย ถูกให้ออกจากราชการ หน่วยงานรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจเพราะทุจริต ประพฤติมิชอบ
เคย ถูกคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลถึงที่สุดให้ยึดทรัพย์เพราะร่ำรวยผิดปรกติ หรือทำผิดกฎหมายการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
เคย ต้องคำพิพากษาถึงที่สุด ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ การยุติธรรม การฉ้อโกงประชาชน ผู้ผลิต ผู้ค้า ผู้นำเข้าหรือส่งออกยาเสพติด เจ้ามือหรือเจ้าสำนักการพนัน การค้ามนุษย์ หรือการฟอกเงิน
เคย ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดในความผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง
● เป็นข้าราชการประจำ
● เป็นสมาชิกสภาหรือผู้บริหารท้องถิ่น
● เป็นวุฒิสมาชิก หรือพ้นแล้วยังไม่ถึง 2 ปี
● เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยราชการ รัฐวิสาหกิจ
● เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หรือมีตำแหน่งในองค์กรอิสระ
● อยู่ระหว่างต้องห้ามไม่ให้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
เคย พ้นจากตำแหน่งเพราะแทรกแซงการใช้งบประมาณแผ่นดินผ่าน ส.ส. ส.ว. หรือกรรมาธิการ
เคย พ้นจากตำแหน่งเพราะศาลฎีกาแผนกคดีอาญาพิพากษาว่าร่ำรวยผิดปรกติ ทุจริตต่อหน้าที่ หรือใช้อำนาจขัดกับรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง

ข้อสังเกตและสิ่งใหม่อันเนื่องจากรัฐธรรมนูญปี 2560

ข้อต้องห้ามใดๆ ที่มีคำว่า ‘เคย’ กำกับไว้ แปลว่าบุคคลที่เข้าข่ายต้องห้ามนั้น เคยเป็นเพียงครั้งเดียวก็จะไม่สามารถลงสมัคร ส.ส. ได้อีกเลยตลอดชีวิต
ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่มีผลไปถึงการห้ามการดำรงตำแหน่งทางการเมืองไปตลอดชีวิตด้วย

และนี่คือปรากฏการณ์ใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นในรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ฉบับนี้

เพราะผู้ร่างรัฐธรรมนูญพบความจริงที่ว่า ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง มักมีอิทธิพลหรือเงินทองมากพอที่จะหวนกลับมาสู่ตำแหน่งได้อีกหลังพ้นโทษแม้ว่าจะเคยทำความผิดร้ายแรงมาก่อนก็ตาม
จึงเป็นบทบัญญัติที่มีขึ้นครั้งแรกเพื่อการ ‘กรอง’ คนไม่ดีให้พ้นไปจากการครองอำนาจ เพื่อลดความเสี่ยงของคนส่วนใหญ่ของประเทศนี่เอง

อาจมีบางคนโวยวายขึ้นมาว่าไปกำหนดข้อห้ามไว้ตั้งมากมายทำไม ต้องการกีดกันนักการเมืองใช่หรือไม่?
เรื่องนี้มีคำตอบว่า จริงๆ แล้วข้อห้ามบางอย่างเรามีอยู่ในกฎหมายการปกครองส่วนภูมิภาคมาก่อนแล้ว เช่น ข้อห้ามคนที่ฉ้อโกงประชาชน ผู้ผลิต ผู้ค้า ผู้นำเข้าหรือส่งออกยาเสพติด เจ้ามือหรือเจ้าสำนักการพนัน การค้ามนุษย์ หรือการฟอกเงิน
บุคคลเหล่านี้ถูกห้ามเป็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ถามว่าแล้ว ส.ส. ที่มีอำนาจมากกว่า มักอ้างตนว่าทรงเกียรติกว่ากำนัน ผู้ใหญ่บ้าน จะยอมให้ตนเองมีคุณสมบัติที่ด้อยกว่าหรือ?

แต่อย่างไรก็ตาม นับแต่การร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 เป็นต้นมา แนวคิดของประชาธิปไตยแบบมีตัวแทน ก็เริ่มเปลี่ยนไปเป็นประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม
โดยมีโครงสร้างขององค์กรอิสระ และเชื่อมโยงกับอำนาจการตรวจสอบของประชาชนผ่านระบบเข้าชื่อถอดถอน หรือยื่นร้องเรียนพฤติกรรม การประพฤติมิชอบ การทุจริตคอรัปชั่น โดยภาคประชาชนมากขึ้น นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้อำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทย ไม่ได้จบลงเพียงไม่กี่นาทีของการเข้าคูหากาบัตรและหย่อนบัตรเท่านั้น

ดังนั้น ผู้แทนราษฎร หรือ ส.ส. นั้น ต้องถือเป็นผู้อาสาไปช่วยทำหน้าที่แทน โดยได้รับมอบหมายจากประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง
แต่ ส.ส. ไม่ใช่เจ้าของอำนาจอธิปไตยอย่างเบ็ดเสร็จที่สามารถทำอะไรได้ทุกอย่างหลังจากชนะการเลือกตั้งแล้ว โดยไม่ต้องสนใจต่อประชาชนเจ้าของประเทศ ไม่ว่าเป็นผู้ที่ลงคะแนนเลือกเขามา หรือผู้ที่ไม่ได้ลงคะแนนเลือกเขาก็ตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “การชนะการเลือกตั้ง ไม่ใช่ใบอนุญาตให้ทำผิดกฎหมายได้”

มักมีเสียงบ่นออกมาจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทางการเมืองออกมาเสมอว่าผู้ร่างกฎหมายดูจะจงใจเข่นฆ่าคนที่เป็นนักการเมืองเสียเหลือเกิน มักจะตั้งกฎเกณฑ์กับผู้แทนของประชาชน ห้ามนั่นห้ามนี่จนไม่เป็นอันทำงาน

แต่ผู้พูดอาจจะพูดบนฐานความคิดข้างเดียว แล้วยังชอบอ้างประชาชนเสมอ ทั้งที่โดยสิทธิตามรัฐธรรมนูญแล้ว การชนะการเลือกตั้งไม่ได้แปลว่าผู้เป็น ส.ส. จะมีสิทธิ์ขาดที่จะทำทุกอย่างโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวม

ดังนั้นโดยตรรกะเดียวกัน กฎหมายย่อมต้องคุ้มกันความเสี่ยงของประชาชนโดยรวม พยายามคัดกรองบุคคลที่มีพฤติกรรมความเสี่ยงต่อการเห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตนมากกว่าผลประโยชน์ส่วนรวม ด้วยการกำหนดพฤติกรรมที่สังคมไม่ยอมรับเช่น เจ้ามือหวย นักค้ามนุษย์ คนค้ายาเสพติด บุคคลล้มละลายทุจริต ซึ่งบุคคลเหล่านี้ย่อมเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม

อันที่จริงกฎหมายได้คัดกรองอย่างละเอียด ถึงขั้นกำหนดในหมวดการขัดกันแห่งผลประโยชน์ของรัฐธรรมนูญ
ดังตัวอย่างรัฐมนตรีรายหนึ่งที่มีปัญหาถูกพบว่าภรรยาถือครองหุ้นของบริษัทเอกชนเกินกว่าร้อยละห้า จนคณะกรรมการเลือกตั้งต้องลงมติยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าสมควรถูกปลดออกจากตำแหน่งหรือไม่ เพราะการถือหุ้นที่จะได้ประโยชน์จากมูลค่าหุ้นรวมทั้งเงินปันผล อาจขึ้นกับการตัดสินใจของรัฐมนตรีที่ส่งผลต่อบริษัทนั้น และถ้ารัฐมนตรีดังกล่าวตัดสินใจโดยเห็นแก่ส่วนที่ตนเองจะได้มาก ก็ย่อมทำให้ส่วนรวมเกิดปัญหา

ทั้งนี้ทั้งนั้นเพราะในรัฐธรรมนูญเองก็มีบทบัญญัติคุ้มครองการทำหน้าที่ของผู้แทนปวงชนเช่นเดียวกันคือการคุ้มกันจากการตกเป็นจำเลยในระหว่างการทำหน้าที่
โดยกำหนดว่าในระหว่างสมัยการประชุม การจะนำตัว ส.ส. ไปขึ้นศาล จะต้องขอความเห็นชอบจากที่ประชุมของสภาผู้แทนราษฎรก่อน
และโดยความเป็นจริงที่ปรากฏตลอดมา พบว่าไม่มีมติของสภาผู้แทนฯ ครั้งใดที่อนุมัติ แม้ว่าภายหลังเมื่อสิ้นวาระของสภาไปแล้ว ส.ส.รายดังกล่าวจะกลายเป็นผู้ที่ถูกศาลพิพากษาว่ามีความผิด
และบางกรณี ความผิดร้ายแรงขนาดเป็นผู้บงการจ้างวานฆ่าผู้อื่นเพราะความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์ก็ตาม

จะเห็นได้ว่าโอกาสของผู้กระทำความผิดหากมีตำแหน่ง ส.ส. ติดตัว จะมีโอกาสในการต่อสู้คดีเหนือกว่าคู่กรณีอย่างยิ่ง และเชื่อว่าหลายรายที่สามารถใช้อิทธิพลในตำแหน่งหน้าที่ คุกคามข่มขู่พยานจนกลับคำให้การได้

ดังนั้นใครก็ตามที่เชิญชวนให้ ยกเลิกรัฐธรรมนูญ ปี 2560 โดยยกเหตุผลที่มาของการยกร่าง

ก็อย่าลืมถามเขาว่าแล้วสิ่งใหม่ๆ ที่มีการปรับปรุงเพื่อแก้ไขปัญหาเดิมๆ ที่เคยมีนักการเมืองส่วนหนึ่งสร้างเอาไว้ เขาจะยกเลิกหรือคงเอาไว้
เพราะหากบอกแค่ว่ารัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการจะต้องยกเลิกทั้งกระบิ มันจะเท่ากับยกเลิกหลายๆ มาตราที่มีการพัฒนาต่อยอดมาจากรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนในปี 2540 ไปด้วย

ซึ่งเห็นได้ชัดเจนว่า ประโยชน์นั้นย่อมตกแก่คนที่หวังเข้ามามีตำแหน่งทางการเมือง เพื่อฉกฉวยผลประโยชน์ มากกว่าประโยชน์ของส่วนรวม

____________________________________
บทความ: นามนั้นสำคัญไฉน ความจริงสิสำคัญกว่า