• GEN Facebook
    Facebook Pagelike Widget

From Ice Ages To Gucci แฟชั่นเริ่มต้นจากอะไรหนอ ตอนที่ 2

วันหนึ่งในสวนอีเดน เมื่องูล่อลวงอีฟให้ปลิดผลแอปเปิ้ลแดงก่ำจากกิ่งที่ชวนเอื้อมมานาน อีฟชวนอดัมลิ้มรสผลไม้แห่งปัญญา พลันความเดียงสาทั้งมวลได้มลายลง
ตั้งแต่นั้นมา อดัมกับอีฟ ใช้ใบมะเดื่อหรือใบแอปเปิ้ลก็ไม่แน่ใจ ปกปิดของสงวน
..มวลมนุษย์เริ่มมีความอายต่อความเปลือยเปล่าของตัวเอง

12000 B.C.ประมาณหนึ่งหมื่นสองพันปีก่อนคริสตกาล ชาวจีนได้เริ่มปักไหมลงบนเสื้อผ้าเช่นเดียวกับชาวเปอร์เซียนและชาวอียิปต์

800 ปีก่อนคริสตกาล มหากาพย์ที่โฮเมอร์ประพันธ์เป็นบทกวี เราจะเห็นภาพการแต่งกายของชาวกรีกโบราณจากศิลปินยุคหลัง ที่เขียนภาพขึ้นมาจากจินตนาการถึงบทกวีอีเลียดและโอดิสซี

จนมาถึงยุคโรมันรุ่งเรืองขีดสุดสมัยจูเลียส ซีซาร์ ที่ชาวโรมันมีอำนาจครอบคลุมเกือบทั้งยุโรป เอเชียไมเนอร์และอัฟริกาตอนเหนือ

ภาพ The Death of Caesar: La Mort de César(1867) โดย Jean-Léon Gérôme

ในตอนนั้นประชากรของโลกราว 250 ล้านคน อยู่ภายใต้ 3 อาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ คือ โรม เปอร์เซีย และ จีน
เสื้อผ้าของชาวโรมันยังคงนุ่งห่มในแบบเดิมจากอิทธิพลของกรีก มีความหรูหรามากขึ้นในรายละเอียด เช่นการใช้เส้นใยในการทอ ฝ้ายนั้นได้มาจากอัฟริกา เส้นใยฝ้ายที่บางเบาของอียิปต์ เส้นด้ายทองและเงินใช้ทอผสมในผืนผ้าจากดินแดนคอนสแตนติโนเปิล
แน่นอนมนุษย์มีวิวัฒนาการพัฒนาเครื่องนุ่งห่มของตนมาพร้อมๆกันในถิ่นต่างๆที่อารยธรรม วัฒนธรรมเติบโตขึ้นในทุกแห่งของโลก

แต่ในหน้าประวัติศาสตร์แฟชั่นสากลว่าไว้ว่า เครื่องแต่งกายที่เป็นรากเหง้าสวยงามที่สุดอยู่ในยุคกรีกถึงโรมัน (ฉันยังจะไม่กล่าวถึงจีน) ซึ่งยาวนานนับพันปีจนกระทั่งสู่ยุคทองของโรมัน เรียกว่า ยุคคลาสสิค

แฟชั่นเกิดขึ้นมานานนักหนาแล้วสินะ

ชาวกรีกและโรมันแต่งกายอย่างมีอารยะ มีศิลปะมานาน
เริ่มที่ผ้าผืนสี่เหลี่ยมที่มีความยาวมากเป็นพิเศษใช้พันกาย เกิดรูปทรงของผ้าที่ทิ้งลงโดยธรรมชาติทำให้เกิดริ้วผ้าเป็นจีบๆขึ้น แล้วจึงได้จัดจีบอย่างสวยงาม (draped)

ชาวโรมันมีอาภรณ์เป็นพื้นอยู่ 2 ชิ้นที่จำเป็นสำหรับพันกาย มีตัวในใส่แนบกาย เรียกว่า Tunic ส่วนผ้าที่ใส่ทับเป็นผืนนอกนั้น ขึ้นอยู่กับชนชั้น อาชีพ และเพศ ด้วยวิธีห่มที่แตกต่าง จะห่มอย่างงามหรูหรือจะห่มแบบสะดวกในการใช้ชีวิต ผู้หญิงจะใส่ Tunic เป็นตัวในยาวกว่า ผู้ชายจะสั้นแค่เข่าอย่างที่เห็นในนักรบชาวโรมัน

ส่วนผ้าชิ้นนอกที่พันกายก็จะมีเข็มกลัดหรือเข็มขัดช่วยยึดผืนผ้าทั้งหมดไว้ วัสดุที่ใช้ทอจะบ่งบอกถึงชนชั้นไปกลายๆ อย่างขนสัตว์หรือฝ้ายไม่ก็ลินิน รวมทั้งผ้าไหม อย่างดี

ภาพ The Wrath of Achilles (1810) โดย Michel Martin Drolling

ศตวรรษที่ 19 Vogue ได้เรียกการแต่งตัวของกรีกและโรมันที่กลับมานิยมอีกว่าเป็น Neoclassicism คือช่วงปี 1930 ดีไซเนอร์กูตูริเยต์ชาวฝรั่งเศส Madame Grès ได้ใช้เป็นต้นแบบชุดจับเดรปของเธอจนกลายเป็นตำนาน

ปี ค.ศ 1976-1977

ฉันเดินอยู่ในกรุงโรม เดินย่ำไปในท้องถนนอันเก่าแก่กว่า 2 พันปี ชาวโรมแต่งตัวกันตามที่ได้รับอิทธิพลรวดเร็วของแฟชั่นจากทั่วโลก
ขณะนั้นเราอยู่ในยุค 70s หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 จบสิ้นลง ความหรูหราซึ่งเคยอยู่แต่ในสังคมชั้นสูงได้ถูกวัฒนธรรมของชนชั้นกลางทลายลงรุนแรงสั่นสะเทือน

ในช่วง ทศวรรษ 1960 กำแพงกั้นชนชั้นพังลงโดยสิ้นเชิง ความหรูหราจากยุคศตวรรษที่ 17 -18 เมื่อระบอบการปกครองแบบศักดินาได้ล่มสลายลง กลุ่มคนผู้ร่ำรวยจากวิวัฒนาการอุตสาหกรรมเข้ามามีอำนาจแทน ความหรูหราฟุ้งเฟ้อนั้นจึงกลายเป็นเรื่อง ‘ล้าสมัย’
ชนชั้นกลางกลายเป็นกลุ่มผู้บริโภคและมีอิทธิพลชี้นำมากกว่า ดังที่ฉันพบเห็นในกรุงโรม

ฉันเดินทางมาจากปารีส ที่แม้จะห่างกันแค่ไม่ถึง 1 พันกิโลเมตร หากแต่รสนิยมในเรื่องแฟชั่นนั้นค่อนข้างชัดเจนมากทีเดียว
ที่อิตาลีจะทะมัดทะแมงไม่หรูหราอย่างฝรั่งเศส
พร้อมๆกันที่อังกฤษนั้น ‘สุดขั้ว’
สาวในกรุงโรมก็เป็นฮิปปี้เหมือนในอเมริกา แต่จะเท่โก้เรียบอย่างเป็นเอกลักษณ์

ณ เวลานั้น แบรนด์ Gucci กำลังเป็นที่ต้องการของเหล่าคนดังจากทั่วทุกมุมโลก หรืออาจจะเป็นเพราะภาพยนตร์เรื่อง ‘Roman Holiday’ ที่ออเดรย์ เฮปเบิร์น โพกผมด้วยผ้าพันคอลายดอกไม้ของแบรนด์ นั่นเป็นช่วงที่ เอลิซาเบธ เทย์เลอร์ ผู้เลอโฉม ไปถ่ายหนังเรื่อง คลีโอพัตรา ในโรมกับริชาร์ด เบอร์ตัน ภาพทั้ง 2 เดินคลอเคลียกันบนเวียเวเนโต้เมื่อปี 1962 ทำให้อิตาลีโด่งดังไปทั่วโลก การใช้ชีวิตหวานที่เรียกกันว่า ‘ La Dolce Vita’ นั่นคืออิตาเลียนอย่างแท้

เอลิซาเบธ เทย์เลอร์ และริชาร์ด เบอร์ตัน

ฉันผู้ผอมบางกระจ้อยร่อยชอบไปเดินบนถนน via Condotti ที่พุ่งตรงไปหน้าบันไดสเปนเกือบจะทุกวัน
เพราะร้าน Gucci ตั้งอยู่บนถนนสายแคบและโบราณทะมึนเพื่อมองคนสวยรูปงามที่เดินเข้าเดินออกปิดเปิดประตูกรอบทองอร่ามแวววับ ในตอนนั้น Gucci ดังระเบิดถึงขั้นมีคนเข้าแถวรอหน้าร้าน คือช่วงก่อนหน้าฉันไปที่นั่นเพียง 3 ปี ในปี 1974 The New York Times เขียนถึง เจ้าหญิงเกรซ กับลูกสาว เจ้าหญิงแคโรไลน์ ไปแวะซื้อกระเป๋า และเสื้อเชิ้ตผ้าไหม..

เจ้าหญิงเกรซ แห่งโมนาโก


เจ้าหญิงแคโรไลน์ แห่งโมนาโก

ในกรุงโรม ทุกคนกำลังเคลิ้มกับการใช้ชีวิตหวาน สาวๆปล่อยผมยาวฟูสยาย หนุ่มๆในกรุงโรมใส่กางเกงเอวต่ำขาบาน เสื้อเชิ้ตแขนยาวคับติ้วลายดอกไม้ ลากรองเท้าแตะหนังสานด้วยมือ แบบอิตาเลียนที่มีเกลื่อนในเมืองฟลอเรนซ์

Valentino เพิ่งจะเปิดร้านตรงหัวมุมเลี้ยวจากถนนสายหรูเข้าไปนิดเดียว แดดจะสาดส่องในเวลาเช้า ช่วงเวลาที่ฉันถูกมนต์สะกดยืนเกาะกระจกอยู่หน้าร้าน
..ตรงนั้นเป็นแท่นหินโบราณมีน้ำพุเล็กๆส่งเสียงจ๊อกๆ

ฉันใส่กระโปรงยาวลากพื้นลายดอกไม้เล็กๆจีบเป็นชั้นๆแต่ใส่กับสูทเบาๆแบบผู้ชาย สะพายกระเป๋าสายหนังฟอกฝาดทรงกลมกับรองเท้าส้นตึกพันด้วยสายยาวถึงเข่าสีฟ้า (จะเห็นรองเท้าก็เมื่อเดินถลกกระโปรงบ้าง) เดินเข้าร้าน Fiorucci เพื่อไปลูบคลำเสื้อยืดสีแสบกรี๊ดสลบของ ‘เขา’ ผู้ซึ่งต่อมาเราได้พบกัน

นี่คือการข้ามอารยธรรมย่อยๆ (cross culture)

ที่ได้เปลี่ยนชีวิตของฉันไปโดยสิ้นเชิง
_______________________
11 June 2018
เมนาท นันทขว้าง

Illustrator: SUNANTA