• GEN Facebook
    Facebook Pagelike Widget

INTERNET MEME จากวัฒนธรรมย่อย สู่สื่อกระแสหลัก

ทำไมเดี๋ยวนี้เปิดคอมพิวเตอร์มาเจอแต่รูปการ์ตูน 2 บรรทัด
แถมใครๆก็แชร์รูปภาพพวกนี้กันเต็มไปหมด

ถ้าคุณเป็นมือใหม่สำหรับโลกออนไลน์แล้วน่าจะมีคำถามเหล่านี้ผุดขึ้นมาอยู่บ่อยครั้งเป็นแน่ แล้วปรากฏการณ์ที่นิยมกันแพร่หลายจนถูกเรียกกันว่าวัฒนธรรมอินเตอร์เน็ต หรือที่เรียกสั้นๆกันว่า meme (มีม) นั้นมีที่มาที่ไปอย่างไรกัน

ย้อนกลับไปในช่วงระยะเริ่มแรกของอินเตอร์เน็ตที่ชุมชนออนไลน์ยังคงอยู่ในรูปแบบของกระดานข่าวและการส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (เรียกสั้นๆว่าอีเมล์)

ในช่วงนั้นเองก็มีรูปแบบของการสื่อสารเฉพาะกลุ่มเกิดขึ้นแล้ว เช่นการส่งฉากจากภาพยนตร์ดัง หรือประโยคที่ฮิตติดปาก ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเนื้อหาหรืออารมณ์ขันที่มักรู้กันเองในหมู่สมาชิกแต่ละชุมชน

หากจะเทียบในบริบทสังคมออนไลน์ของไทยยุคแรกๆที่เป็นแนวนี้ ก็ได้แก่เว็บบอร์ดต่างๆ ตั้งแต่ Pantip, Dek-d.com, Mthai ฯลฯ ที่ยังคงเปิดให้บริการมาจนถึงทุกวันนี้

หรือแม้แต่เว็บบอร์ดที่อยู่ในโซนลับแลเช่น Pramool, หลุดโลกบอร์ด หรือแม้แต่อยู่ในรูปของห้องแชท IRC นั้นต่างก็มีรูปแบบทางสังคมที่มีเอกลักษณ์ของตนเอง

 

บ่อยครั้งผู้ใช้งานทั่วไปที่หลงเข้าไปเยือนอาจจะพบกับความรู้สึกงงงวยมึนหัวกับรูปแบบการใช้ภาษาและวัฒนธรรมที่แต่ละกลุ่มแสดงออกก็เป็นได้

ต่อมาในยุคที่สื่อโซเชียลเข้ามามีบทบาทกับผู้คนมากขึ้นนั้น สังคมออนไลน์ดังกล่าวก็ยังคงมีการผลิตเนื้อหาเฉพาะกลุ่มตนสร้างออกมาอย่างต่อเนื่องและเผยแพร่ลงบนสื่อโซเชียลให้ผู้ใช้งานรุ่นใหม่หลายคนได้สัมผัสและแบ่งปันต่อๆกันมาเรื่อยๆ

โดยมีพฤติกรรมที่เป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งคือการแพร่กระจายอย่างภายในกลุ่มผู้ใช้งานสื่อออนไลน์ บางครั้งอาจจะเป็นแค่ช่วงสั้นๆไม่กี่วันก่อนจะหายไป หรือกลายถึงขนาดยกระดับกลายเป็นปรากฏการณ์ออกมาในสังคมนอกโลกอินเตอร์เน็ต จนทำให้ผู้ทำงานด้านการตลาด และสื่อโฆษณาต้องหันมาศึกษาเกี่ยวกับรูปแบบทางวัฒนธรรมของอินเตอร์เน็ตกันยกใหญ่

จากการศึกษาโดยผู้สนใจพบว่า ชุดข้อมูลที่กำเนิดขึ้นมาบนโลกอินเตอร์เน็ตนั้นบ่อยครั้งที่อยู่ในรูปแบบภาพนิ่งที่เชื่อมโยงกับชุดความคิดของคนชุมชน

พร้อมทั้งประกอบกับประโยค 2 แถวบนและล่างที่มักทำงานเป็น ‘ตัวชงมุข’ และ ‘ตัวตบมุข’ ให้กับภาพดังกล่าว โดยแต่ละภาพมักมีเอกลักษณ์และบริบทจำเพาะของตนเอง

ซึ่งรูปแบบสื่อดังกล่าวนั้นถูกเรียกกันสั้นๆว่า meme (มีม) นั่นเอง โดยเนื้อหาของมีมนั้นส่วนใหญ่มักจะสื่อในทางอารมณ์ขันเชิงต่างๆ ไปจนถึงประชดประชันเสียดสี หรือแม้แต่เนื้อหาของการสร้างความเกลียดชังมักพบในชุมชนของผู้ใช้งานที่ปกปิดตัวตนเช่นบนทวิตเตอร์

รูปแบบของวัฒนธรรมออนไลน์เหล่านี้เป็นเพียงแค่หนึ่งในพฤติกรรมของผู้ใช้งานที่เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพของสังคมทั้งหลักและย่อยไปอีกหลายชั้นด้วยกัน

ซึ่งหากใครที่ทำงานในมุมการตลาดและสื่อแล้วต้องการจะนำรูปแบบการสื่อสารดังกล่าวมาใช้ให้เกิดประโยชน์นั้น จำเป็นที่จะต้องเข้าใจพฤติกรรมของผู้คนในสังคมนั้นๆ รวมไปถึงพร้อมรับมือกับปรากฏการณ์ที่ไม่คาดฝันที่สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาในโลกของอินเตอร์เน็ต ที่บางครั้งภาพตัดต่อดาดๆที่โพสต์จากมือถือผสมกับอารมณ์ขันจากคนๆเดียว บางครั้งอาจจะเกิดกระแสตูมตามไปทั่วโลกในชั่วข้ามคืนก็เป็นได้

ประสบการณ์ที่เราได้จากการรับชมมีมนั้นอาจจะเต็มไปด้วยความน่ารักระดับสิบดาว เช่น มีม doge ที่มีหมาพันธุ์ชิบะ เป็นตัวเอกของมีม มาแสดงอารมณ์น่ารักต่างๆต่อสิ่งรอบตัว

หรือแม้แต่มีมที่ชื่อว่า spoderman ที่เป็นภาพวาดหยาบๆของผู้ที่ชื่นชอบ spiderman ที่มักลงพร้อมกับอารมณ์ขันแบบที่ทำให้เราต้องอุทานว่า “อะไรของมันวะเนี่ย” หลังจากที่สมองเราโดนกระแทกด้วยความฮาและภาษาวิบัติไปพร้อมๆกัน

อะไรของมันวะเนี่ย!!!!

และไม่ว่าเราจะพบกับประสบการณ์ที่ดี หรือบางครั้งในอารมณ์ขันที่น่ารำคาญจากมีมต่างๆในโลกโซเชียลมานั้น อย่าได้เก็บมาเป็นอารมณ์ หรือเสียเวลากับมันนาน เพราะมันเป็นเพียงแค่แฟชั่นที่ประเดี๋ยวผ่านมาแล้วผ่านก็ไปของโลกเสมือนจริงที่เรียกว่า อินเตอร์เน็ตเท่านั้นเอง
_______________________________
บทความ: สวรรค์รำไร
Illustrator: SUNANTA