• GEN Facebook
    Facebook Pagelike Widget

ฉันเป็นคนชอบเดินทางท่องเที่ยว อาจจะเป็นเพราะตอนเด็กพ่อรับราชการ ฉันต้องอยู่กับคุณปู่คุณย่าจึงไม่ค่อยได้ออกไปเที่ยวไหน เพราะคุณปู่คุณย่าเป็นห่วงกลัวจะเกิดอันตรายต่าง​ๆนานา ตอนเด็กเวลาไปไหนมาไหนจะมีคนไปรับไปส่งตลอด

เมื่อโตขึ้นมาเป็นวัยรุ่น ฉันกลับมาใช้ชีวิตอยู่กับพ่อแม่ ก็ยังคงไม่ค่อยได้ไปไหนเพราะพ่อแม่เป็นห่วงเรามากกว่าคุณปู่คุณย่าซะอีก ช่วงนั้นชีวิตรันทดมาก​ อยากจะขึ้นรถเมล์ก็ไม่ได้ขึ้น อยากจะนั่งวินมอเตอร์ไซค์ก็ไม่ได้นั่ง รู้สึกว่าทำไมชีวิตรันทดเหลือเกิน!!!

แต่แล้วในที่สุด​ ชีวิตฉันก็ดีขึ้นมา .. ฉันตัดสินใจใช้วิธีไปก่อนแล้วค่อยกลับมาบอกทีหลัง

แหม .. ช่วงเวลาครั้งแรกที่ได้นั่งรถเมล์ไปเซ็นทรัลกับเพื่อนนี่​ มันช่างหอมหวานเหลือเกิน

ฉันทำบ่อยๆ ไปไหนมาไหนเอง พอผ่านไปได้สัก 3-4วัน​ ก็จะกลับมาเล่าให้พ่อกับแม่ฟัง จนในที่สุดก็เหมือนท่านจะเป็นห่วงน้อยลง

แต่แล้วฉันก็มาเกิดอุบัติเหตุรถชนกับรถบรรทุกทราย จนได้รับบาดเจ็บทางไขสันหลังและคงเดินไม่ได้ไปตลอดชีวิต

โอ้โห … ขุ่นพระขุ่นเจ้า ชีวิตเปลี่ยนกันเลยทีเดียว

ความเป็นห่วงที่ดูเหมือนจะน้อยลงกลับพุ่งปรี๊สส … ขึ้นมาใหม่ จนปรอทแทบแตก
ซึ่งฉันเข้าใจความรู้สึกของทุกคนในครอบครัวเป็นอย่างดี ไม่มีใครอยากให้ลูกที่พิการและโดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นผู้หญิงออกจากบ้านไปไหนไกลหูไกลตา
ทุกคนยังคงจำความรู้สึกที่เกือบจะสูญเสียฉันไปกับอุบัติเหตุครั้งนั้นได้

ฉันแทบไม่ได้ไปไหนเลยนอกจากโรงพยาบาลกับบ้าน แต่ไม่ได้รู้สึกซึมเศร้าอะไรมากนะคะ เพราะเพื่อนมาหาตลอดเกือบทุกวันเป็นระยะเวลา 4 ปี
ช่วงเวลานั้น บ้านเรากลายเป็นสโมสรนัดพบไปแล้ว ก็เลยคิดว่าเราควรออกไปข้างนอกบ้านบ้าง ไปเจอกับเพื่อนข้างนอกเหมือนคนทั่วไป

บางทีเราก็อยากโบกมือบ๊ายบายคนอื่นก่อน เพราะที่ผ่านมาเราโดนคนนั้นคนนี้โบกมือบ๊ายบายก่อนตลอดเลย

แต่ แต่ แต่.. มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่พ่อแม่จะอนุญาตให้ฉันไปไหนๆ อีกครั้งโดยที่ท่านไม่กังวลใจ อันนี้เป็นปัญหาใหญ่ เป็นปัญหาใหญ่ของคนพิการเลยก็ว่าได้ ฉันจะทำยังไงดี …

ฉันกลับมาเรียนหนังสือเหมือนเดิม อาจจะช้ากว่าเพื่อนๆ (แต่ก็มาทันกันตอนปริญญาโท)

“สงสัยรถชนแล้วฉันคงกระทบกระเทือนทางสมอง”

แม่เคยแซวนี้เพราะเห็นฉันนั่งอ่านหนังสือสอบจนตี 3 ตี 4 .. เมื่อก่อนสมัยเดินได้ไม่เคยมีปรากฏ การเรียนหนังสือมันเหมือนเปิดกะลาแลนด์

ฉันตั้งใจมากและสามารถเรียนจบปริญญาตรีได้ภายใน 3 ปี พ่อกับแม่มีความสุขมาก และฉันเรียกความเชื่อถือเชื่อใจจากพ่อกับแม่กลับมาได้อีกครั้ง

“มึงไม่ต้องกลัวคนมอง พวกเราไปกันเยอะ มึงไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้น”

เพื่อนคนหนึ่งพูดขึ้นมาทันทีที่ฉันตัดสินใจจะออกไปเที่ยวกับพวกมันเป็นครั้งแรก
และ .. เมื่อผ่านการเปิดซิงไปแล้ว .. ฉันทำทุกอย่างเหมือนเพื่อนทำ กิน.ดื่ม.เที่ยว.

ทุกที่ที่เพื่อนไป ความมั่นใจของฉันกลับคืนมา เป็นตัวของตัวเอง ชีวิตของฉันมีอิสระ .. (Independence)

ฉันเรียนจบปริญญาโท เปิดบริษัทผลิตรายการท่องเที่ยวทางโทรทัศน์
เดินทางท่องเที่ยวในสถานที่ที่เราอยากไปทุกที่ ฉันทำรายการท่องเที่ยวเป็น 10 กว่าปี
ค้นหาสถานที่ท่องเที่ยวในอินเตอร์เน็ตนับครั้งไม่ถ้วน .. ไม่เคยเบื่อ .. สนุก .. และอยากให้คนพิการอื่นๆไปด้วยกัน ..

ก็เลยจัดกิจกรรมสัญจรให้คนพิการอื่นๆ ร่วมเดินทางท่องเที่ยวไปพร้อมกับฉันอยู่หลายปี

สำหรับคนพิการนั้น เรื่องการออกจากบ้านเป็นเรื่องสำคัญ เป็นการเปิดโลกทัศน์ใหม่ ก้าวผ่านความกลัวและความเขินอาย
ฉันค้นพบว่าคนทุกคนมีความแตกต่าง และความแตกต่างของร่างกายเราเป็นเพียงแค่หนึ่งความต่างเท่านั้น

ลุกขึ้นมาแล้วออกไปข้างนอกบ้านกันเถอะ ยังมีเรื่องดีๆ รอเราอยู่นอกบ้านอีกเยอะแยะ

“ไม่ต้องกลัวคนมอง พวกเราไปกันเยอะ ไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้น”   เชื่อฉันนะ

____________________________
บทความ: เพชรน้ำหนึ่ง ศรีวรรธนะ