• GEN Facebook
    Facebook Pagelike Widget

เรื่องราวอีกด้านที่คุณไม่เคยรู้ เกี่ยวกับองค์กร แอมเนสตี้ และ ICJ

จากองค์กรที่ก่อตั้งเพื่อมนุษยธรรม ก่อนการเข้ามาแทรกแซงของรัฐบาล นำไปสู่การเปิดโปงเรื่องราว ทำให้มีความขัดแย้งในองค์กรที่ชูภาพลักษณ์ว่าเป็นกลางทางการเมือง และนำไปสู่การซักถามในรัฐบาลโดยฝ่ายค้านของอังกฤษเวลานั้น ก่อนจบลงด้วยความขัดแย้งของผู้บริหารและการโจมตีกันไปมาในเรื่องการรับเงินอุดหนุนจากหน่วยข่าวกรองของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา

ประวัติผู้ก่อตั้งองค์กรนิรโทษกรรมสากลหรือแอมเนสตี้

ปีเตอร์ เบนเนนสัน (Peter Benenson, 1921-2005) คือ อดีตเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองอังกฤษ (Intelligence Corps) ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งภายหลังจากสงคราม ได้ผันตัวมาเป็นทนายความและเล่นการเมืองในฐานะสมาชิกพรรคแรงงานของอังกฤษ ก่อนที่จะร่วมมือกับนักการเมืองจากพรรคต่างๆอีก 6 คน เริ่มทำการก่อตั้งองค์กรเพื่อช่วยเหลือผู้ถูกคุมขังจากเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองในประเทศต่างๆ ในนาม องค์กรนิรโทษกรรมสากล หรือ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล (Amnesty International)

(Peter Benenson, 1921-2005)

ซึ่งประวัติของผู้ก่อตั้งและองค์กรนี้ สามารถหาอ่านกันได้ทั่วไป แต่ประเด็นที่น่าสนใจซึ่งจะนำมาเสนอในบทความนี้ ไม่ได้อยู่ที่ประวัติตัวบุคคลหรือองค์กร แต่อยู่ที่เรื่องราวฉาวโฉ่อีกด้านขององค์กรเหล่านี้ ที่มีการแทรกแซงจากรัฐบาลมาอย่างแยบยล

จดหมายจากแฮรี่: หลักฐานการเข้ามาก้าวก่ายของรัฐบาลอังกฤษ

ปัญหาเริ่มต้นขึ้นจากกรณีจดหมายจากแฮรี่ (Harry’s Letter) ซึ่งเป็นจดหมายที่เบนเนนสัน เขียนขึ้นปี ค.ศ. 1966 ถึงคนที่ถูกเรียกชื่อสั้นๆว่า ‘แฮรี่’ ซึ่งภายหลังมาทราบว่าเป็น แฮโรลด์ วิลสัน (Harold Wilson) นายกรัฐมนตรีของอังกฤษ ในเวลานั้น

(Harold Wilson, 1916–1995)

จดหมายดังกล่าวถูกเปิดเผยโดย โพลลี่ ทอยน์บี (Polly Toynbee) คอลัมนิสต์จากสำนักพิมพ์เดอะการ์เดี้ยน ซึ่งในเวลานั้นเป็นเพียงนักศึกษาวัย 19 ปี ที่เข้ามาทำงานในองค์กรแอมเนสตี้ในเมืองซอลส์บิวรี่ (Salisbury) ในเขตโรดีเซีย (Rhodesia) ซึ่งปัจจุบันคือเมืองฮาราเร่ (Harare) ในสาธารณรัฐซิมบับเว ซึ่งในเวลานั้นยังเป็นอาณานิคมของเครือจักรภพอังกฤษ

Polly Toynbee

หมายเหตุ: ปี ค.ศ. 1965 พรรครัฐบาลของโรดีเซียซึ่งเป็นพรรคคนขาว ชิงประกาศเอกราช แต่ทางอังกฤษไม่ยอมรับการประกาศเอกราช โดยยกข้ออ้างขึ้นมาว่าพรรคการเมืองขณะนั้นเป็นพรรคของคนขาวที่เป็นชนกลุ่มน้อยในดินแดนนั้น (ซึ่งก็เป็นชาวอังกฤษอพยพเองนั่นแหละ) โดยกล่าวหาว่ารัฐบาลเวลานั้นเหยียดผิว และได้ยื่นจดหมายให้สหประชาชาติ ทำการคว่ำบาตรการค้าต่อโรดีเซีย

ทอยน์บี ที่ทำงานให้แอมเนสตี้อยู่ในโรดีเซีย ได้เริ่มสงสัยถึงที่มาของเงินจำนวนหนึ่งขององค์กร จึงได้ทำการสอบถามเบนเนนสัน ซึ่งเบนเนนสันยอมรับโดยตรงว่าเงินจำนวนนั้นมาจากรัฐบาลอังกฤษ ภายใต้ปฏิบัติการ ‘Operation Lordship’ ต่อมาทอยน์บีได้ทำการเปิดเผยจดหมายดังกล่าวในปี ค.ศ. 1967

ผลที่ตามมาจากการเปิดเผยข้อมูล

เหตุการณ์ดังกล่าวนำไปสู่ความเสียหายต่อชื่อเสียงและสั่นคลอนองค์กร ที่พยายามชูจุดยืนว่าเป็นองค์กรที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง โดยทางเบนเนนสันออกมาแก้ตัวว่า เงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินเพื่อนักโทษทางการเมือง ไม่ใช่เงินที่แอมเนสตี้เอามาใช้จ่ายเอง แต่นั่นก็ไม่ได้ตอบโจทย์ต่อข้อคับข้องใจของสาธารณชนและคนในองค์กร จนเกิดปัญหาความวุ่นวายภายในองค์กรตามมา

ส่วนแฮโรลด์ วิลสัน นายกรัฐมนตรีของอังกฤษ ถูกฝ่ายค้านซักถามในสภาฯ ว่าเงินที่จ่ายไปภายใต้อำนาจสั่งการของวิลสันนั้น จ่ายไปด้วยเหตุผลใด และในระหว่างปี ค.ศ.1966 รัฐบาลของสมเด็จพระราชินีแห่งสหราชอาณาจักร จ่ายเงินเพื่อสนับสนุนองค์กรแอมเนสตี้ ไปเป็นจำนวนเงินเท่าใด?

โดยวิลสันตอบกลับมาว่า รัฐบาลได้รับการติดต่อจากทางองค์กรแอมเนสตี้เอง และเงินที่รัฐบาลจ่ายไปให้ก็เพื่อช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม แก่ครอบครัวผู้ที่ถูกจับกุม (ในประเทศโปรตุเกส) ซึ่งรัฐบาลมองว่าเป็นเรื่องที่เหมาะสมในการที่จะหาผู้บริจาคที่ต้องการช่วยเหลือในเรื่องนี้

ในขณะที่เบนเนนสันยอมรับว่า รัฐบาลอังกฤษต้องการให้ทำการปกปิดที่มาของเงินจำนวนดังกล่าว เนื่องจากเหตุผลทางการเมือง นอกจากนี้ในจดหมายยังระบุด้วยว่าทางรัฐบาลอังกฤษยังได้ขอให้ ชาร์ลส์ ฟอร์ท (Charles Forte) มหาเศรษฐีชาวสก็อตเชื้อสายอิตาเลียน ช่วยออกเงินสนับสนุนอีก 10,000 ปอนด์ (คิดเป็นเงินปัจจุบันประมาณ 1.76 แสนปอนด์หรือราว 7.4 ล้านบาท: อ้างอิงจากเว็บไซท์ National Archives ของรัฐบาลอังกฤษ)

(Charles Forte, 1908-2007)

การทะเลาะและการแฉกันเองภายในองค์กร

เมื่อเรื่องฉาวนี้ถูกเปิดโปง เบนเนนสันได้ทำการคืนเงินให้กับรัฐบาลอังกฤษ เพื่อพยายามลบภาพข้อกล่าวหาดังกล่าว ก่อนที่ในปี ค.ศ. 1967 เบนเนนสันประกาศลาออกจากองค์กรแอมเนสตี้ และไม่ได้กลับเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับองค์กรนี้อีกเลย

โดยก่อนที่จะลาออก เบนเนนสันได้มีปากเสียงรุนแรงกับฌอน แม็คบรายด์ (Seán MacBride) อดีตหัวหน้าเจ้าหน้าที่กองทัพสาธารณรัฐไอร์แลนด์ หรือ IRA (Irish Republican Army) ซึ่งเวลานั้นดำรงตำแหน่งเป็นประธานองค์กรแอมเนสตี้และเป็นผู้ร่วมก่อตั้งองค์กรด้วยกันกับเบนเนนสัน

(Seán MacBride, 1904-1988)

หมายเหตุ: IRA เป็นกลุ่มกองกำลังติดอาวุธที่ก่อความไม่สงบในพื้นที่ไอร์แลนด์เหนือ (ซึ่งเป็นพื้นที่บนเกาะไอร์แลนด์ที่ถูกเครือจักรภพอังกฤษยึดครองไว้จนถึงปัจจุบัน) เพื่อเรียกร้องเอกราชของเขตไอร์แลนด์เหนือจากการปกครองของรัฐบาลเครือจักรภพอังกฤษ

โดยแม็คบรายด์ได้พูดเหน็บแหนมเบนเนนสันว่า เป็นคนที่ทำอะไรไม่มีความคงเส้นคงวา และชอบคิดและตัดสินใจอยู่ฝ่ายเดียว ซึ่งเบนเนนสันก็ตอกกลับแม็คบรายด์ว่า แม็คบรายด์เองก็ควรจะลาออกเช่นกัน เนื่องจากแม็คบรายด์เป็นเลขาธิการของคณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล (International Commission of Jurists) หรือ ICJ ซึ่งได้รับเงินสนับสนุนจาก CIA หรือหน่วยข่าวกรองของสหรัฐอเมริกา เรียกว่าเป็นการต่อคารมกันและตอบโต้กันไปมาของผู้นำองค์กรทั้งสองรายภายในองค์กร NGO แห่งนี้

ICJ กับการสนับสนุนจาก CIA

ในช่วงก่อนที่จดหมายถึงแฮรี่จะถูกเปิดเผย ก่อนหน้านั้นไม่นาน องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนอย่างคณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล (International Commission of Jurists) ถูกเปิดโปงว่าได้รับการสนับสนุนจากทาง CIA ซึ่งฌอน แม็คบรายด์ เป็นเลขาธิการขององค์กร (ซึ่งเป็นผู้ร่วมก่อตั้งแอมเนสตี้และนั่งเป็นประธานของแอมเนสตี้ในเวลานั้นด้วย) ได้พยายามปฏิเสธความเกี่ยวข้องตรงนี้ ซึ่งหลังจากที่เรื่องถูกเปิดโปง ฌอน แม็คบรายด์ ก็พยายามปรับภาพลักษณ์องค์กรใหม่ว่าไม่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานของ CIA

ในขณะที่ฟิลิป อากี้ (Philip Agee) อดีตเจ้าหน้าที่ CIA ที่ลาออกจากองค์กรและต่อต้านการดำเนินงานของทาง CIA ได้ระบุในหนังสือของเขาที่ชื่อ Inside the Company: CIA Diary (1975) ว่า ICJ เป็นเพียงองค์กรที่ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อให้ CIA ได้ใช้งานเพื่องานโฆษณาชวนเชื่อ (Propaganda) เท่านั้น

ข้อกล่าวหาดังกล่าว ดูจะสอดคล้องกับหลักฐานสำคัญอีกชิ้นหนึ่งที่ถูกเปิดเผยเมื่อเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2002 (จากกฎหมายเปิดเผยเอกสารหลัง 50 ปีของหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐอเมริกา) ระบุถึงรายงานจากทีมสำรวจของ ICJ ที่ลงไปเก็บข้อมูลการประท้วงของนักศึกษาที่ต่อต้านสหรัฐอเมริกาในปานามา ในปี ค.ศ. 1964 แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ในการทำงานระหว่างหน่วยงาน CIA และทีมงานของ ICJ

เช่นเดียวกับข้อมูลอื่นๆ ที่โฮเวิร์ด ทอลลี่ (Howard B. Tolley Jr.) ผู้เขียนหนังสือประวัติของ ICJ ชื่อ The International Commission of Jurists: Global Advocates for Human Rights (1994) ได้กล่าวถึงการยอมรับของ Allen Dulles อดีต ผอ.และผู้ก่อตั้ง CIA ซึ่งเอ่ยถึงที่มาของการก่อตั้ง ICJ ไว้ว่า

เกิดจากความตั้งใจของ CIA ที่ต้องการจะจัดตั้งองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนและด้านนิติศาสตร์เพื่อสู้กับสมาคมนักกฎหมายเพื่อประชาธิปไตยสากล (International Association of Democratic Lawyers หรือ IADJ) ซึ่งเป็นองค์กรของฝ่ายโซเวียต เนื่องจากกลัวว่าฝ่ายโซเวียตจะยึดเอาคำว่า ‘สันติภาพ, เสรีภาพ, ยุติธรรม’ (Peace, Freedom, Justice) เอาไปใช้งานก่อน ดังนั้นทางฝั่งสหรัฐอเมริกาและพันธมิตรในยุโรปจึงต้องสร้างองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนขึ้นมา เพื่อต่อสู้และแย่งชิงการเป็นผู้นำในการกำกับ ‘มาตรฐานศีลธรรมให้กับชาวโลก’

บทส่งท้าย

จากข้อมูลในอดีต เราจะเห็นได้ว่าองค์กรสิทธิมนุษยชนอย่างแอมเนสตี้ และ ICJ ล้วนแต่มีการแทรกแซงและประสานงานจากทั้งฝ่ายรัฐบาลและหน่วยข่าวกรองของประเทศมหาอำนาจ ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเพียงหน้าหนึ่งในประวัติศาสตร์ที่ถูกบันทึกเท่านั้น

จนถึงปัจจุบันนี้ เราไม่ทราบเลยว่าการเข้ามาแทรกแซงหรือมีอิทธิพลของหน่วยงานรัฐของประเทศมหาอำนาจผ่านหน้ากากขององค์กร NGO นั้น มีมากน้อยเพียงใด ซึ่งแน่นอนว่าภายหลังการถูกเปิดโปงกลยุทธ์ต่างๆ ย่อมต้องมีความแยบยลขึ้น

ดังนั้นเราจึงไม่ควรปักใจเชื่อกับภาพลักษณ์ขององค์กรที่ดูดีและอ้างถึงหลักการที่สวยงาม เพราะตลอดหน้าประวัติศาสตร์ เราจะเห็นได้ว่า การแอบอ้างคุณค่าและหลักการเพื่อทำตัวเป็น ‘ผู้นำทางศีลธรรม’ และสร้างความชอบธรรมให้กับการดำเนินการทางการเมืองของมหาอำนาจในเวทีโลกนั้นมีมาโดยตลอด

ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของคนในยุคปัจจุบันที่ควรจะรู้เท่าทันเกมการเมืองเหล่านี้ไว้บ้าง ไม่มากก็น้อย

ที่มาและเอกสารประกอบเพิ่มเติม:
ประวัติโดยย่อของ Peter Benenson และ Polly Yoynbee รวมถึงข่าวฉาวในองค์กร Amnesty International
https://www.independent.co.uk/news/obituaries/peter-benenson-13233.html
https://www.independent.co.uk/news/people/profiles/polly-toynbee-reborn-as-a-lady-of-the-right-425833.html

– Encyclopedia of Human Rights, Volume 1 (2009). Edited by David P. Forsythe. USA: Oxford University Press, pages 163-165.

บันทึกรัฐสภาอังกฤษ ลงวันที่ 9 มีนาคม ค.ศ. 1967 ถามโดยเซอร์ น็อคซ์ คันนิ่งแฮม (Sir Knox Cunningham) และตอบโดย แฮโรลด์ วิลสัน นายกรัฐมนตรีในเวลานั้น
https://api.parliament.uk/historic-hansard/written-answers/1967/mar/09/amnesty-international-donations

เอกสาร CIA ชื่อ Findings of the International Commission of Jurists (ICJ) Observer Team to Panama Concerning Panamanian Charges of Aggression against United States) ลงบันทึกปี ค.ศ. 1964 ซึ่งแสดงความสัมพันธ์ในการทำงานของ CIA กับ ICJ
https://www.cia.gov/library/readingroom/docs/DOC_0000783954.pdf

เอกสาร CIA วันที่ 16 มีนาคม ค.ศ. 1967 ระบุถึงปัญหาที่เกิดขึ้นกับ Amnesty และ ICJ ที่ทำให้ต้องมีการจัดการองค์กรกันใหม่
https://www.cia.gov/library/readingroom/document/cia-rdp73-00475r000101190003-3

งานเขียนของ Yves Dezalay, Bryant G. Garth บทที่ 4 ที่กล่าวถึงการต่อสู้ในช่วงสงครามเย็น ผ่านการจัดตั้งองค์กรเพื่อสิทธิมนุษยชน และการสร้างภาพเป็นประเทศพัฒนาผู้ใจบุญของมหาอำนาจ โดยมีการกล่าวถึงองค์กรอย่าง ICJ, USAID และอื่นๆ ที่ทำหน้าที่ประสานกับ CIA โดยเฉพาะในหน้า 61-66 ที่กล่าวถึง ICJ เป็นการเจาะจง
– Dezalay Y. and G. Garth, B. (2002) The Internationalization of Palace Wars: Lawyers, Economists, and the Contest to Transform Latin American States. USA: University of Chicago Press, pages 61-72.

หนังสือ The International Commission of Jurists: Global Advocates for Human Rights โดย Howard B. Tolley ที่เขียนเกี่ยวกับประวัติการก่อตั้งและการทำงานของ ICJ โดยในหน้า 31-36 จะกล่าวถึง การสร้างองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนและทนายความระหว่างประเทศ เพื่อใช้ในการต่อสู้แย่งชิงพื้นที่การเป็นผู้กำกับศีลธรรมโลกในช่วงสงครามเย็น โดยกล่าวถึงความสัมพันธ์และเงินทุนที่ทางรัฐบาลสหรัฐอเมริกาและ ICJ กับ CIA ใช้เพื่อช่วยในการจัดตั้ง ICJ
– Tolly, H. (1994) The International Commission of Jurists: Global Advocates for Human Rights. USA: University of Pennsylvania Press, pages 31-36.

หนังสือ Like Water on Stone: The Story of Amnesty International (2002) โดย Jonathan Power ที่กล่าวถึงประวัติองค์กร Amnesty โดยมีเนื้อหาที่ระบุชัดถึงเรื่องฉาวโฉ่ใน Amnesty และการเข้ามาแทรกแซงของหน่วยข่าวกรองอังกฤษ พร้อมทั้งการเปิดโปงเรื่อง ICJ รับเงินทุนจาก CIA และการโจมตีของ Benenson ต่อ MacBride ว่าเป็นเครือข่ายของ CIA
– Power, J. (2002) Like Water on Stone: The Story of Amnesty International. USA: Penguin, pages 127-128.

ข่าวที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของ ICJ กับองค์กรอย่าง Amnesty International Thailand และ Human Right Watch ในประเทศไทย

  • ICJ ชี้รัฐไทยล้มเหลวคดีทนายสมชาย-เรียกร้องให้สัตยาบันกม.ระหว่างประเทศป้องกันบังคับสูญหาย โดยแถลงการณ์ร่วมกับ อังคณา นีละไพจิตร และสุนัย ผาสุก ที่ปรึกษาองค์กรฮิวแมนไรท์ วอทช์ ประจำประเทศไทยhttps://prachatai.com/journal/2014/03/52094
  • หน่วยงาน Human Rights Watch และ International Commission of Jurists แสดงความกังวลต่อการแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย รายงานโดย VOA หรือ Voice of America สำนักข่าว/วิทยุของรัฐบาลอเมริกา ซึ่งดำเนินการในประเทศไทย
    https://www.voathai.com/a/thai-right-6mar14/1866164.html

_____________________________________________________________________
บทความ: กิตติธัช ชัยประสิทธิ์
Illustrator: vaporize
Photos Cr.: www.es.amnesty.org , Telegraph , adamsmith.org, the Irish times