• GEN Facebook
    Facebook Pagelike Widget

รหัสลับสุนทรภู่: ไขปริศนา ‘ขา’ นางเงือก

เป็นที่ถามกันมาทุกปีในช่วงใกล้วันสุนทรภู่
ว่าพระอภัยมณีมีอะไรกับนางเงือกได้ยังไง
เมื่อนางเงือกเมียพระอภัยมณีในภาพจำของคนไทยมักเป็นสาวที่ครึ่งบนเป็นคน ครึ่งล่างเป็นปลา
จะไปทำกันอีท่าไหนให้มีสุดสาครออกมาได้กันล่ะ?

แต่เดี๋ยวก่อน เอาเข้าจริงแล้ว เงือกท่อนบนเป็นคน ท่อนล่างเป็นปลานั่น เป็นภาพจำของนางสุพรรณมัจฉาจากจิตรกรรมฝาผนังรามเกียรติ์ หรือเงือกแอเรียลหรือพวกนางเงือกจากตะวันตกเอาเสียมากกว่านี่สิ…
แล้วเงือกเมียพระอภัยรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไรกันแน่!? งั้นเราจะเล่าเรื่องของเธอที่หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อนให้อ่านกัน โดยอธิบายด้วยองค์ความรู้ของคนยุคปัจจุบันกันครับ

๑. “ถ้าแบ่งตามหลักของยุคปัจจุบัน เงือกเมียพระอภัยไม่ใช่ปลา แต่เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม”

ในจักรวาลวิทยาของเรื่องพระอภัยมณี มีเงือกอยู่หลายสายพันธุ์ แต่สายพันธุ์ที่พูดกับคนได้นั้นมีน้อย เช่นสายพันธุ์ของเมียพระอภัย ที่ตาเฒ่าเงือกได้อธิบายจุดกำเนิดว่า

 

“…ถ้าเสียเรือเหลือคนแล้วนางเงือก ขึ้นมาเลือกเอาไปชมประสมศรี
เหมือนเพื่อนพ้องของข้ารู้พาที เพราะเดิมทีปู่ย่าเป็นมานุษย์”

 

นั่นจึงหมายความว่ามีเงือกสายพันธุ์อื่น ที่เอาคนเรือแตกมาผสมพันธุ์กับตัวเองจนเกิดลูก คือเงือกเฒ่าพ่อตาพระอภัยและพวกพ้อง เพราะรายนี้บอกปู่ย่าเป็นมนุษย์ หมายความว่าพ่อเป็นคนนั่นเอง

พฤติกรรมการข่มขืนคนเรือแตก ในโลกมนุษย์ปัจจุบันพบในสัตว์ที่อาศัยในน้ำชนิดหนึ่ง ซึ่งว่ากันว่าฉลาดไม่แพ้คน และถูกค้นพบว่าไม่ได้มีเพศสัมพันธุ์เพื่อขยายพันธุ์ แต่มีเพราะความสนุก และยังมีการใช้สิ่งของสำเร็จความใคร่ นั่นคือ ‘โลมา’ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่เคยถูกจัดว่าเป็นปลา แต่ปัจจุบันจัดให้เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมแล้ว

ดังนั้นเงือกที่เป็นแม่ของตาเงือกเฒ่า มีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อาจมีพื้นฐานจากโลมา ซึ่งหน้าตาคล้ายคน แต่รูปร่างเหมือนปลา และพูดภาษาคนไม่ได้
มีการกล่าวถึงเงือกแบบนี้อยู่ ตอนอภิเษกสินสมุทร เป็นปลาที่มีหน้าเหมือนมนุษย์ มาว่ายแข่งกับเรือ

 

“…ฝูงปลาร้ายว่ายเรียงเข้าเคลียคลอ ชะเง้อคอคอยดูทุกผู้คน
เห็นงูเงือกเกลือกกลอกเข้าหยอกยุด   อุตลุดโลดเสือกเสลือกสลน
หางเหมือนหางอย่างปลาในสาชล     หน้าเหมือนคนแปลกเหลือตามเรือเรียง…”

 

ที่เราปักใจว่าเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ก็เพราะเมื่อสุดสาครคลอดออกมาจากพลังของเหล่าเทวดาบนเกาะ (ไม่ได้สำรอกออกจากครรภ์นะครับ นั่นมันสุพรรณมัจฉาเมียหนุมาน)

นางสุพรรณมัจฉาจากรามเกียรติ์

นางเงือกได้… “ ..ให้กินนมชมชูพระกุมาร แล้วให้คลานขึ้นบนเพลาพระเจ้าตา…”
นั่นจึงหมายความว่านางเงือกเมื่อมีลูกก็รู้ว่าต้องให้นม แปลว่านางคงถูกเลี้ยงมาด้วยวิธีเดียวกัน ดังนั้นสายพันธุ์ของนางจึงเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมแน่ๆ

ด้วยความที่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมยุคนี้ นอกจากวงศ์ตัวนิ่ม ไม่มีสัตว์ใดมีเกล็ดอีก วาฬ โลมา พะยูน แมวน้ำ ที่คลุกคลีกับน้ำก็ไม่มีเกล็ด


Dugong – พะยูน

จากที่พระอภัยชมโฉมนาง ก็ไม่ปรากฏว่ามีเกล็ดที่หางหรือพังผืดตามตัวแต่อย่างใด

 

“…พงศ์กษัตริย์ทัศนานางเงือกน้อย  ดูแช่มช้อยโฉมเฉลาทั้งเผ้าผม
ประไพพักตร์ลักษณ์ล้ำล้วนขำคม     ทั้งเนื้อนมนวลเปล่งออกเต่งทรวง
ขนงเนตรเกศกรอ่อนสะอาด           ดังสุรางค์นานาฏในวังหลวง…”

 

พระอภัยที่ส่องสำรวจสาวเมื่อแรกเจอ ก็พบว่าหน้าตา ผมนางดูดี นมนวลเปล่ง คิ้ว ศีรษะ แขนก็งามดังนางรำในวัง เมื่อเชื่อมโยงความ ‘อ่อนสะอาด’ กับนางรำในวัง จึงอนุมานได้เลยว่าผิวนางนวลใสไร้ราคี ไม่มีเกล็ดแต่อย่างใดครับ

ซึ่งจากการตีความดังกล่าว ได้มีศิลปิน คุณสุนันทา ตรีพล ได้นำไปต่อยอดสร้างผลงานเป็นรูปภาพลายเส้นของนางเงือกแบบที่น่าจะเป็นตามท้องเรื่องมาให้ครับ

ดังนั้นเมื่อลักษณะกายภาพแบบนี้ คงหมดปัญหาว่าความจริงพระอภัยไปได้เสียกับนางเงือกด้วยวิธีไหน เพราะมันก็วิธีปกตินั่นแหละครับ

นางเงือกในจินตนาการ
ที่ถอดแบบจากงานประพันธ์ของสุนทรภู่

 

๒. “เงือกเมียพระอภัยเป็นสิ่งมีชีวิตที่ลักษณะไม่สมบูรณ์ต่อการดำรงชีวิต เนื่องจากการผสมข้ามพันธุ์”

อย่างที่ได้เล่าไปในโพสต์ก่อนๆ เผ่าพันธุ์นางเงือกมีขาเช่นเดียวกับมนุษย์ แค่มีหางเหมือนปลา อย่างที่สินสมุทรเห็นครั้งแรก ก็บรรยายไว้ว่า “คิดว่าคนมีหางเหมือนอย่างปลา”
และตอนที่นางยักษ์ฆ่าพวกเงือกพ่อแม่ทิ้ง ได้บรรยายว่า…

 

“…แล้วนางยักษ์หักขาฉีกสองแขนไม่หายแค้นเคี้ยวกินสิ้นทั้งคู่แล้วกลับตามข้ามทางท้องสิน ออกว่ายวู่แหวกน้ำด้วยกำลัง…”

 

แต่ถึงแม้มีขา ก็ไม่สามารถอาศัยบนบกได้ คาดว่าเพราะกำลังขาคงอ่อนแรงมาก อาจเพราะอยู่ในน้ำที่มีแรงต้านมากเกินไป ทำให้มวลกระดูกลดลงและกล้ามเนื้อไม่เหมาะแก่การเดินก็เป็นได้ (เนื่องจากการออกกำลังกายด้วยการว่ายน้ำนั้นลดมวลกระดูกเป็นอย่างยิ่ง คนว่ายน้ำจึงควรวิ่งเพื่อเพิ่มมวลกระดูกก่อนหรือหลังว่ายน้ำเสมอ)

หลักฐานเรื่องการเคลื่อนที่บนบก ก็พบได้ในตอนพระอภัยมณีกับสินสมุทรพาเงือกเฒ่าออกจากถ้ำว่า

 

“… กับลูกน้อยค่อยพยุงจูงเงือกน้ำมาปากถ้ำแลเห็นนวลชลสาย…”

 

นั่นจึงหมายความว่าการเคลื่อนที่บนบกจะต้องอาศัยการพยุงหรือจูงไปครับ ถึงมีขา ถ้าไม่มีคนจูงก็ทำได้แค่คลานไป

การมีขานี้ค่อนข้างเกะกะกับการว่ายน้ำพอสมควร เนื่องจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อาศัยในน้ำจะสะบัดหางในลักษณะขึ้นลง และรยางค์คู่หลังจะเล็กเพื่อสะดวกในการสะบัดหางว่ายน้ำ แต่เงือกกลับมีขาที่ใหญ่พอสมควร ใหญ่ชนิดที่แค่ตัดหางออกก็เหมือนคนทุกประการ ดังที่กลอนอธิบายไว้เมื่อพระอินทร์ตัดหาง ว่า

 

“…ลุกจากแท่นแผ่นผาด้วยปรานี เอาวารีทิพรสชโลมพรม
นางมัจฉาหางปลาก็หายสูญ       บริบูรณ์เป็นมนุษย์สุดสวยสม
ทั้งวงพักตร์ลักขณาก็น่าชม        ดูขำคมพร้อมสิ้นทั้งอินทรีย์…”

 

เพียงแค่หางปลาหาย ก็มีลักษณะเป็นมนุษย์บริบูรณ์ไปแล้ว… ดังนั้นขาต้องใหญ่พอควร ซึ่งขาขนาดนั้นมันเกะกะเวลาว่ายน้ำอยู่ไม่น้อย ดังที่ปรากฏในการคำนวณว่า

 

“…อันกำลังของข้าจะพาหนี เจ็ดราตรีเจียวจึงจะถึงสถาน…”

 

1,600 กิโลเมตรมาราธอน พักวันละไม่นานใช้เวลาเจ็ดวัน หรือคิดเป็นความเร็วประมาณ 9 กิโลเมตร/ชั่วโมง ไวกว่าสถิติโลกในการว่ายน้ำ 100 เมตรของมนุษย์

แต่ถ้าเทียบกับปลาหรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อาศัยในน้ำแล้ว จัดว่าช้ามาก… เพราะโลมามีความเร็วเฉลี่ย 40 – 55 กิโลเมตร/ชั่วโมง

เรียกได้ว่าเป็นเผ่าพันธุ์ที่น่าสงสาร จะขึ้นบกมาเดินก็ลำบาก จะว่ายน้ำได้ก็ไวกว่ามนุษย์ไม่มากนัก…
ที่อนาถจิตสุดๆ คือถึงจะเป็นสัตว์น้ำ ก็หายใจในน้ำไม่ได้ เนื่องจากสามารถพูดจาสื่อสารได้ จะต้องมีปอดที่ใช้เปล่งเสียงออกมา แปลว่าหายใจด้วยปอด

และเมื่อเวลาจะหลับจะนอน มีปอดก็คงจะนอนในน้ำไม่ได้ และคิดว่าคงยังไม่สามารถพักผ่อนสมองทีละส่วนได้แบบโลมา จึงต้องหลับแบบไม่มีสติแบบมนุษย์ ซึ่งก็ต้องขึ้นมาเกยฝั่งหลับบนบก

ไม่ได้คิดไปเอง แต่มีหลักฐานปรากฏอยู่ในเรื่อง ตอนก่อนสุดสาครออกจากเกาะ นางเกยตื้นหลับอยู่ และตื่นมาก่อนลูกจะออกจากเกาะพอดี

 

“…กุมารสุดสาครยอกรกราบ น้ำตาอาบอุตส่าห์ฝืนสะอื้นไห้

ถือไม้เท้าก้าวมาศาลาลัย       สู้แข็งใจจูงพระยาอาชาเดิน

มาเงื้อมเขาเสาโคมเห็นโยมตื่น ถอนสะอื้นอ้างว้างจะห่างเหิน…”

 

แปลว่านางเงือกนอนกลับอยู่ที่เงื้อมเขาเสาโคมนั่นแหละ นอนหลับสนิทในน้ำทั้งตัวไม่ได้ และตอนจะกลับมาเยี่ยม นางเงือกนี่ก็หลับสนิทจนฝันเลย

 

“…ฝ่ายนางนาฏมัจฉานิทราสนิท เกิดนิมิตยามสามในความฝัน
ว่าได้เห็นดวงแก้วอันแพรวพรรณ  ดั่งสุริย์ฉันส่องสว่างกระจ่างตา
นางพลิกฟื้นตื่นแลไม่เห็นแก้ว     พอเสียงแจ้วสกุณินบินถลา…”

 

นอกจากฝันแล้วยังมีการพลิกได้ ถ้าไม่นอนบนบกที่อาจปริ่มน้ำก็คงนอนบนพื้นทะเลใต้น้ำ นั่นย่อมหมายความว่าเจ๊แกไม่ได้นอนในสภาพว่ายน้ำไปด้วย หรือพอรู้ตัวว่าจะหมดสติ เจ็บทรมานจากการจะคลอด ก็เลือกขึ้นไปเกยหาด

 

“…ให้เจ็บครรภ์ปั่นป่วนจะจวนคลอด ระทวยทอดลงกับแท่นที่แผ่นผา…”

 

“…เอาโคมส่องมองเขม้นเห็นนางเงือก สลบเสือกอยู่ที่ทรายชายกระแส…”

 

และด้วยความที่ใช้ชีวิตในน้ำเป็นหลัก และฉากที่ไม่หลับก็เห็นว่าอาศัยในหุบซอกใต้น้ำ ร่างกายน่าจะเหมือนพวกวาฬหรือโลมา คือถูกออกแบบมาให้ทนกับสภาพหนาวเย็นเปียกชื้น ไม่ใช่สภาพร้อนแห้ง ดังนั้นถ้าขึ้นมาใช้ชีวิตบนบกก็คงลำบากอีก

เป็นเผ่าพันธุ์ที่น่าอนาถนัก… ไม่แปลกใจเลยที่นางเงือกเรื่องนี้จะมีนิสัยชอบพูดจากดตัวเองต่ำ ไม่คู่ควรกับพระอภัย ไม่คู่ควรที่จะเลี้ยงสุดสาครเป็นประจำ

โชคดีที่ตอนจบ พระอินทร์ใช้พระขรรค์พลังไฟฟ้า + น้ำทิพย์ ช่วยปรับสภาพร่างกายให้ หลังตัดหางเลยเดินได้เหมือนมนุษย์ แต่คงจะลำบากอยู่ในช่วงแรกๆ แหละ

รู้แบบนี้คงไม่ต้องสงสัยนะครับ ว่าพระอภัยมณีไปมีอะไรกับนางเงือกได้ยังไงกัน

 

 

๓. “เงือกเมียพระอภัยอาศัยอยู่อย่างไร กินอะไรเป็นอาหาร?”

เงือกสายพันธุ์นี้น่าจะหาอาหารอยู่กันเป็นฝูงครับ ตามที่สินสมุทรได้เห็นครั้งแรกก็พบว่าอยู่กันเป็นฝูง ซึ่งไม่แปลกเท่าไรที่สิ่งมีชีวิตแบบนั้นจะอาศัยกันเป็นฝูง

 

“…เห็นฝูงเงือกเกลือกกลิ้งมากลางชล คิดว่าคนมีหางเหมือนอย่างปลา…”

 

ส่วนอาหารที่กิน หลังจากมาอยู่กับฤๅษี เงือกถือศีลไม่ฆ่าสัตว์ กินพวกตะไคร่น้ำ หรือที่เรียกว่าไคลน้ำครับ

 

“…ฝ่ายมัจฉานารีไป ในแอ่งคู่ธารท่าชลาไหล
จำเริญศีลเป็นสุขไปทุกข์ภัย กินแต่ไคลพอเป็นยาในวาริน..”

 

แล้วก่อนหน้านั้นกินอะไรกันล่ะ? งั้นต้องมาดูบทนี้ประกอบครับ

 

“…ฝ่ายเงือกน้ำสำหรับทะเลลึก ไม่วายนึกถึงองค์พระทรงโฉม
พอแจ่มแจ้งแสงทองผ่องโพยม ปลอบประโลมลูกเมียเข้าเคลียคลอ
จะไปลอยคอยองค์ทรงสวัสดิ์ ให้สมนัดซึ่งสัญญาเธอมาหนอ…”

 

จากบทดังกล่าวเหมือนจะไม่เห็นอะไรมาก แต่ความจริงแล้วจะพบว่าพวกเงือกอาศัยหากินในส่วนลึกของทะเล หรือพื้นทะเลนั่นเอง แต่ก็ไม่ได้อยู่ในทะเลที่มีความลึกมาก ยังคงมองเห็นแสงทองจากฟ้ากลางวันได้ จึงคิดว่าหากินอยู่ที่ก้นทะเลที่ระดับความลึกไม่เกิน 200 เมตรครับ

ในความลึกไม่เกินสองร้อยเมตร พื้นผิวทะเลยังมีสัตว์ประเภทหอยและปูให้พอได้จับกินบ้าง และเป็นชั้นที่พืชน้ำชุกชุม ซึ่งไม่น่าแปลกใจนัก เพราะความเร็ว 9 กิโลเมตรกว่าๆ / ชั่วโมง จะไปจับปลากินนี่ก็ไม่ได้ง่ายๆ
และที่ไม่หากินบนผิวน้ำ แต่หากินค่อนข้างลึก นั่นเพราะกลัวสัตว์นักล่าหลายชนิด ที่แกเคยเตือนสุดสาครก่อนออกจากเกาะ ว่า

 

“…ผีสางกลางชลาล้วนน่ากลัว จะจับตัวฉีกเนื้อเป็นเหยื่อกิน
สารพัดมัจฉาก็กล้าหาญ ในกลาย่านยมุนาชลาสินธุ์
ทั้งครุฑาวายุภัสนกหัสดิน เที่ยวโบยบินบนอากาศไม่ขาดวัน
เห็นเดินหนคนเดียวจะเฉี่ยวฉาบ พิฆาตคาบเข่นฆ่าให้อาสัญ…”

 

แปลว่าบนผิวน้ำนั้น นางรู้ว่ามีทั้งปลาร้าย เหล่าผีน้ำเช่นนางผีเสื้อสมุทร และพวกนกอย่างครุฑ นกวายุภักษ์ นกหัสดีลิงค์ ที่อาจจะจับกินได้ และคาดว่าที่นางรู้ คงเพราะเผ่าของนางน่าจะเสร็จตัวพวกนี้ไม่มากก็น้อย

รูปครุฑ จากภาพแกะสลักนารายณ์ทรงครุฑ ที่ปราสาทนครวัด

 

๔. “พ่อแม่ของนางเงือก อาจเป็นพี่น้องหรือสายเลือดใกล้ชิดกัน”

เรื่องนี้ไม่มีบอกชัดเจนในเรื่อง เป็นแค่ข้อสันนิษฐานเราเอง ซึ่งไม่น่าแปลกเท่าไรนัก เพราะเผ่าเงือกฝูงนั้นเป็นเผ่าพิเศษที่เกิดจากคนกับเงือกอีกสายพันธุ์ น่าจะมีจำนวนน้อยและมีความใกล้ชิดทางสายเลือดอยู่แล้ว

พ่อของพ่อเฒ่าเงือกที่เรือแตก อาจจะได้รับการผสมกับเงือกหลายตัว ทำให้เกิดลูกที่มีสายเลือดใกล้เคียงกันจากแม่เงือกหลายตัว จนกลายเป็นฝูงเงือก

พ่อของนางเงือกและแม่ของนางเงือกอาจเป็นพี่น้องญาติมิตรเลือดชิดกัน และการผสมพันธุ์กันในสายเลือดชิด อาจทำให้ลูกที่เกิดมามีลักษณะด้อย ซึ่งนางเงือกมีจุดหนึ่งที่ด้อยกว่ารุ่นพ่อชัดเจน
เงือกรุ่นพ่อบอกว่า

 

“…อายุข้าห้าร้อยแปดสิบเศษ จึงแจ้งเหตุแถวทางกลางสมุทร…”

 

แปลว่าพ่อเงือกมีอายุขัยยืนยาวหลายร้อยปี แต่ทว่าแม่เงือกน้อยของเรา ที่ยังเป็นเงือกสาวในวันนั้น พอกาลเวลาผ่านไปสามสี่ปี เธอกลับบอกสุดสาครว่า

 

“…นางรู้ว่าอาจารย์บอกหลานน้อย ที่เศร้าสร้อยสร่างเสื่อมเพราะเลื่อมใส
ฤๅษีช่วยด้วยแล้วเห็นไม่เป็นไร       ค่อยวางใจจึงว่าแม่ก็แก่กาย
พ่อไปปะพระบิดาแล้วอย่ากลับ      จงอยู่กับภูวนาถเหมือนมาดหมาย
แม้นลูกยาผาสุกสนุกสบาย          ถึงแม่ตายเสียก็ไม่อาลัยตัว…”

 

พอผ่านมาสิบเก้าปี กลับบอกว่า…

 

“…ใช่สาวแส้แก่แล้วคุณพระมุนี ขออยู่ที่วนวังฝั่งชลา..”

 

ครับ นางเงือกรู้สึกว่าตัวเองเพียงผ่านช่วงเวลาไม่กี่ปีจากวันแรกที่ได้รู้รสรักในครั้งยังเป็นเงือกน้อยกลอยสวาท เธอก็รู้สึกว่าตัวเองแก่และอาจจะตายวันไหนไม่รู้ไปเสียแล้ว… นั่นแปลว่าอายุขัยของเธอจัดว่าสั้นมาก

โดยรวมแล้วชีวิตนางเงือกในพระอภัยมณีจากข้อสันนิษฐานของเรา ก็ประมาณนี้แหละครับ ถ้าเป็นจริงอย่างที่สันนิษฐาน หมายความว่าท่านสุนทรภู่นี่ก็ต้องมีความรู้มากพอตัวสำหรับคนยุคนั้นเลยล่ะ

ยังไงก็ต้องขอบคุณทุกท่านที่อ่านมาถึงตรงนี้ครับ หวังว่าทุกท่านคงจะได้สาระไปไม่มากก็น้อย ขอให้ทุกท่านอ่านพระอภัยมณีให้สนุกกันนะครับ
…………………………………………………..
ข้อมูลการนอนหลับแบบโลมา
https://www.livescience.com/44822-how-do-dolphins-sleep.html

รูปนางสุพรรณมัจฉาที่ซุ้มประตูวัดพระแก้ว

……………………….
บทความ: รักต์ศรา