• GEN Facebook
    Facebook Pagelike Widget

เมืองไทยเรานี้ แสนดีหนักหนา: วิวัฒนาการสังคมสาวไทยที่สะท้อนออกมาในเพลงดัง

ถ้าแบ่งคนไทยทั้งหมด 68 ล้านคนออกเป็นสองส่วนเท่าๆกัน คนครึ่งหนึ่งคือ 34 ล้านคนจะมีอายุต่ำกว่า 37 ปี
และ อีก 34 ล้านคนจะมีอายุมากกว่า 37 ปี

นั่นหมายความว่า​ คนไทยจำนวนครึ่งหนึ่งเกิดหลังจากปี พ.ศ.​ 2524 เป็นต้นมาจนถึงปีนี้ พ.ศ.​2561 เป็นเวลา 37 ปี ซึ่งหากจะนับว่าคนในกลุ่มนี้กว่าที่จะจับใจความทางสังคมได้ก็น่าจะวัยประมาณ 15 ซึ่งก็คือ 22 ปีที่ผ่านมา​ ซึ่งก็คือราวๆปี พ.ศ.​2539 ซึ่งเป็นปีที่เราใช้มือถือ เริ่มใช้อินเตอร์เน็ตกันบ้างแล้ว 

แต่อันที่จริง​ ประเทศไทยเดินหน้ามาเรื่อยๆจากจุดที่ห่างไกลจากจุดปัจจุบันนี้มากมาย บทความนี้จะเล่าเรื่องวิวัฒนาการของสังคมสาวไทยในรอบ 50​ ปี ด้วยการเล่าผ่านเนื้อหาของเพลงที่ดังในแต่ละยุค

50 ปีก่อน​ สังคมไทยแบ่งออกเป็นสองส่วนชัดๆคือ กรุงเทพฯและชนบทที่ส่วนมากคือ เกษตรกร 

เพลง​ ‘สาวผักไห่’ เป็นตัวอย่างของเพลงในราวปี พ.ศ.​2512 ที่มีท่อนที่ร้องว่า 

‘น้ำตาลใกล้มดอย่าให้พี่อดอาลัยหา ไม่นานพี่ก็กลับมา มาหมั้นสาวนาชื่อว่าวิไล
โอกาสหน้าเข้าพรรษาเทศกาล จงคอยพี่ก่อนไม่นานพี่กลับบ้านกรุงไกร’

 

เนื้อเพลงสะท้อนถึงความสัมพันธ์ของหนุ่มกรุงกับสาวต่างจังหวัดที่ทำอาชีพทำนา ในวันนั้นโอกาสทางสังคมของสาวไทยในต่างจังหวัดมีน้อยมาก สาวๆเกือบทั้งหมดในวันนั้นจึงต้องช่วยงานเกษตรกรรมของครอบครัวเป็นหลัก จะมีก็บางส่วนที่เข้ามาเป็นคนรับใช้ทำงานบ้าน ที่เราจะเห็นจากละครซึ่งในทุกวันนี้แทบจะหาไม่ได้แล้ว สาวๆในวันนั้นในต่างจังหวัดดูเหมือนจะมีความน้อยเนื้อต่ำใจในความเป็นเกษตรกรอยู่มาก เนื้อร้องท่อนหนึ่งของเพลง สาวอีสานรอรัก’ ที่ออกมาในราวปี พ.ศ.​2520 ท่อนหนึ่งร้องตัดพ้อหนุ่มกรุงที่ไม่เห็นพวกเธอในสายตาว่า



‘สาวอีสานมองเหม่อ นอนละเมอเหม่อคอย ใจเลื่อนลอยคอยหาย
เห็นเป็นลูกชาวนา อ้ายจึงบ่อยากจา บ่อยากมาหมั้นหมาย’

 

แต่พวกเธอจะรู้ไหมว่า ความเปลี่ยนแปลงทางสังคมกำลังจะเกิดขึ้นกับพวกเธออย่างมากในเวลาอีกไม่เกินสองปีเท่านั้น 

อุตสาหกรรมสิ่งทอที่หนีต้นทุนจากค่าแรงที่แพงขึ้นจากฮ่องกง หันหัวมาที่ประเทศไทยในราวปี พ.ศ.​ 2521 โรงงานทอผ้า ตัดเย็บเสื้อผ้า​ เกิดขึ้นเป็นดอกเห็ด ด้วยความที่อุตสาหกรรมสิ่งทอต้องการค่าแรงที่ถูก (วันนี้เขาจึงหนีประเทศไทยไปเวียดนาม กัมพูชา และบังคลาเทศ) ทำให้ความต้องการในแรงงานค่าแรงถูกจำนวนมากบูมขึ้นอย่างรวดเร็ว และชีวิตของสาวๆในต่างจังหวัดก็เปลี่ยนแปลงไปทันที จากที่เคยเป็นแค่สาวชาวสวนชาวไร่ชาวนา พวกเธอย้ายเข้ามาในกรุงและกลายเป็นสาวโรงงาน การเป็นสาวโรงงานจำนวนมากของสาวไทยจากต่างจังหวัด ได้ผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล เดิมทีพวกเธอต้องแบมือขอเงินครอบครัวที่ได้มาจากการขายสินค้าเกษตร พวกเธอกลายเป็นคนมีเงินที่จะซื้ออะไรที่เธออยากได้ ไม่ต้องขอใคร และแถมยังส่งเงินไปช่วยพ่อแม่ที่ต่างจังหวัดได้อีก เพลง ฉันทนาที่รัก’ ที่ดังกระหึ่มฟ้าเมืองไทยในปี พ.ศ.​ 2522 ถูกแต่งขึ้นมาเพื่อจับกระแสการบูมของสาวโรงงานนี้

‘นั่งเขียนจดหมาย แล้วรีบทิ้งไปโรงงานทอผ้า
ถึงคนชื่อฉันทนา ที่เคยสบตากันเป็นประจำ
ลายมือไม่ดี ผมขอโทษทีเพราะความรู้ต่ำ’

 

จากสาวบ้านนอก กลายเป็นสาวโรงงาน หนุ่มๆกลับเป็นฝ่ายที่ต้องเกรงใจสาวๆแทน เพราะพวกเธอมีงานทำ มีเงิน เผลอๆยังมากกว่าผู้ชายที่มาจีบเธอเสียอีก ถ้อยคำที่เกรงใจของฝ่ายชายขอโทษขอโพยมาในทีว่า ความรู้ไม่ค่อยสูง​ แต่ก็อยากจะรักเธอนะ

ความเปลี่ยนแปลงของรายได้ จากหญิงสาวในต่างจังหวัดที่ไม่มีเงิน กลายเป็นคนทำเงินเสียเอง ผลักดันให้เศรษฐกิจเจริญเติบโต สินค้าจำนวนมากออกมาจับกลุ่มหญิงสาวกลุ่มนี้ เช่น ชุดชั้นในราคาถูกแต่สวย แป้งฝุ่นฮูลาฮูล่า แม้แต่เครื่องดื่มสปายก็ได้อานิสงส์จากกระแสการมีรายได้ของหญิงสาวกลุ่มนี้ พวกเธอส่งเงินกลับบ้านและเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นหลังในต่างจังหวัดออกจากนาเพื่อมาเป็นสาวโรงงานกันอย่างต่อเนื่อง 

ด้วยการบูมของอุตสาหกรรมสิ่งทอ เสื้อผ้าแฟชั่นที่เป็นแบรนด์นอกกลายเป็นสินค้าที่ผลิตจากประเทศไทยแล้วส่งออกไปเมืองนอก แล้วมีคนไทยไปซื้อกลับมา ในเวลานั้นประเทศไทยกำลังขยายตัวทางเศรษฐกิจ เรามีความจำเป็นต้องนำเข้าสินค้าทุนหลายอย่างเช่น เครื่องจักรกล เพื่อมาพัฒนาประเทศ ก่อให้เกิดการขาดดุลการค้าอย่างมหาศาลและสร้างความกังวลให้กับคนไทยจำนวนมาก ในปี พ.ศ.​2527 วงดนตรีวงหนึ่งจับกระแสความกังวลมาบวกกับการบูมของเสื้อผ้าส่งออกของไทย มาแต่งเป็นเพลงชื่อ เมดอินไทยแลนด์’ คาราบาวเคยมีผลงานดนตรีกันมานานแล้ว แต่เพลงนี้กลับทำให้พวกเขาแจ้งเกิดในวงกว้าง เพราะแม้แต่รัฐบาลยังต้องเอาเพลงนี้มาเปิดในวิทยุแห่งประเทศไทยเพื่อกระตุ้นกระแสการใช้สินค้าของไทย เนื้อร้องว่า 

‘ผลิตผลคนไทยใช้เองทําเอง ตัดเย็บเสื้อผ้ากางโกงกางเกง
กางเกงยีนส์ (ชะหนอยแน่) แล้วขึ้นเครื่องบินไปส่งเข้ามา
คนไทยได้หน้า (ฝรั่งมังค่าได้เงิน)
เมดอินไทยแลนด์ พอแขวนตามร้านค้า มาติดป้ายติดตราว่าเมดอินเจแปน
ก็ขายดิบขายดีมีราคา คุยกันได้ว่ามันมาต่างแดน’ 

 

ความสำเร็จของกระแสเมดอินไทยแลนด์ได้ทำให้คาราบาวกลายมาเป็นกระบอกเสียงของรัฐบาลในการผลักดันยุทธศาสตร์การหารายได้ เมื่อรัฐบาลผลักดันแผนการใหญ่การท่องเที่ยวไทยเป็นครั้งแรก คาราบาวก็ได้ทำเพลง ‘Welcome to Thailand’ ขึ้นมาด้วย เพื่อกระตุ้นจิตสำนึกการเป็นเจ้าบ้านของคนไทยให้ช่วยกันดูแลนักท่องเที่ยวให้ดีเพื่อรองรับการรณรงค์ครั้งใหญ่ครั้งนั้น

แต่แล้วเมื่อการส่งออกเสื้อผ้า สร้างรายได้จำนวนมหาศาลให้ไทย มันก็ต้องสร้างรายจ่ายจำนวนมากให้ใครในบางประเทศเช่นกัน อเมริกาออกมาจำกัดโควต้าการนำเข้าสิ่งทอของไทย และเค้าลางของปัญหาอุตสาหกรรมสิ่งทอก็เริ่มขึ้นไม่นานหลังจากนั้น คาราบาวร้องบันทึกไว้ช่วงหนึ่งในเพลง  อเมริโกย’ ว่า 

อเมริกา อเมริโกย ลิเก. อเมริกา อเมริโกย.
อเมริกา เล่นลิเก แก้ผ้าผ่อน
ฉันทนา เดือดร้อน ใครสนใจ
ทั้งสิ่งทอ ไหมไทย รวมทั้งผ้าเตี่ยว
บีบเสียจน หน้าเขียว เสียวตับไต’

 

ต่อมาอีกไม่นาน ค่าแรงของสาวฉันทนาที่ขึ้นอย่างต่อเนื่องมาตลอด​ ก็ได้ทำให้ผู้ซื้อเริ่มมองหาประเทศอื่นที่ค่าแรงถูกกว่า แต่ทว่ามันไม่ใช่ปัญหาของไทย เพราะอุตสาหกรรมสิ่งทอไม่ใช่อุตสาหกรรมเดียวที่กำลังบูมในตอนนั้น รัฐบาลในวันนั้นได้ขยายโอกาสแรงงานด้วยการผลักดันให้เกิดโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมากในเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็นโรงงานประกอบรถยนต์ โรงงานผลไม้กระป๋อง โรงงานแปรรูปสินค้าทางการเกษตร โรงงานทางปิโตรเคมี โรงงานผุดขึ้นทั่วประเทศ เราไม่มีเพลงที่แสดงความต่ำต้อยของหญิงสาวในต่างจังหวัดอีก พวกเธอหันหน้าเข้าหาโรงงาน ทิ้งบ้าน ทิ้งทุ่งนา เข้ามาเป็นสาวโรงงาน บ้างก็เข้ามาทำการขายแรงงานเช่นแม่บ้านสำนักงานและอาคารที่กำลังบูมตามภาวะเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมสิ่งทอที่เล็กลงทำให้สาวฉันทนาหายไป แต่เกิดสาวคนใหม่ขึ้นมา เธอมีเงิน เธอมีกำลังซื้อสร้างความสวยงามให้ตัวเอง และเธอก็ไม่รอผู้ชายมาเลือกเธออีกแล้ว 

ในปี พ.ศ.​2543 เพลง รองเท้าหน้าห้อง’ มีเนื้อร้องของผู้ชายที่พบว่า สาวที่ตนแอบรักนั้น พาหนุ่มที่ไหนมาค้างที่ห้องเช่าของเธอ เธอมีห้องเป็นของตัวเอง ไม่ง้อใครหรอก

‘ประตูห้องเช่ามีรองเท้าสองคู่เคียงกัน.
คู่หนึ่งนั้นเป็นรองเท้าเธอพี่จำได้ดี.
อีกคู่หนึ่ง ไม่เคยเห็นเลยก่อนนี้
แปลกใจอะไรกันนี่
ห้องน้องมี รองเท้าผู้ชาย’

 

และเพลงนี้ก็มีเพลงอีกเพลงออกมาปลอบใจ เป็นเพลงจากสาวที่เช่าห้องอีกห้องหนึ่ง เห็นความเศร้าของชายที่ถูกหักอก ด้วยเพลง ใจน้องห้องข้าง’ เพื่อขอทำความรู้จักกับชายหนุ่มเสียเองเลย

‘เห็นพี่รำพันว่าโดนย่ำใจ น้องอยู่ห้องข้าง
ได้รู้ถึงความเป็นไป ผู้หญิงที่พี่วางใจ
เขาพาชายแนบในห้องนอน
ใส่กลอนล็อคห้อง ภาพมันฟ้องตอนพี่มาเจอ

หากไม่รังเกียจ
แวะคุยห้องข้างเป็นไร
รองเท้าถอดวางข้างใน
แผลในใจน้องมียาทา’

 

สังคมไทยเปลี่ยนจากสภาพหญิงสาวในท้องไร่ท้องนา กลายมาเป็นสาวที่มีกำลังซื้อเป็นของตัวเอง มีห้องเป็นของตัวเอง ตกแต่งห้องและแต่งกายตามสไตล์ที่เธอเลือก แถมมั่นใจที่จะเป็นฝ่ายเข้าหาฝ่ายชายเองด้วยแล้วสิ

ความมั่นใจของสาวๆเริ่มพีคขึ้นเรื่อยๆ นอกจากกำลังซื้อที่เป็นของเธอเองแล้ว พวกเธอก้าวเข้าสู่ยุคสื่อสารทันสมัย ไม่ต้องอายใคร สนใจใครก็คุยกันเลยไม่ต้องอ้อมค้อม เพลงที่ดังทะลุฟ้าเมืองไทย  ‘ขอใจแลกเบอร์โทร’

‘ท่านกำลังเข้าสู่บริการรับฝาก หัวใจ
ลงทะเบียนฝากไว้ตัวเอากลับไป ใจให้เก็บรักษา
ยอมจำนนเธอแล้ววันนี้แค่แรก เห็นหน้า
ฝากไว้กับฉันนะหัวใจของเธอ แลกเบอร์โทร โอ๊ะโอโอย’

 

ความเปลี่ยนแปลงไม่ได้หยุดหรือชะลอลงเลย สาวๆก็ไม่ได้ลดความมั่นใจในตัวเองลงเช่นกัน วันนี้ในยุคที่สื่อโซเชียลเน็ตเวิร์คกำลังบูมสุดขีด ประเทศไทยมีพื้นที่น้อยมากที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึง​ ไฟฟ้าไม่ใช่สิ่งหรูหราฟุ่มเฟือยอีกต่อไป​ แทบทุกตารางนิ้วในประเทศไทย มีไฟฟ้าใช้ แต่สิ่งที่กำลังเปลี่ยนแปลงสังคมไทยต่อไปอีกคือ สัญญาณอินเตอร์เน็ตที่แรงและถูกมากของประเทศไทยกำลังแข่งกันครอบคลุมพื้นที่ ‘อีสาวทรานซิสเตอร์’ เพลงที่เคยสะท้อนการมีแค่วิทยุใส่ถ่านฟังวิทยุเอเอ็ม ไม่ใช่ภาพลักษณ์ของสาวไทยอีกต่อไปแล้ว พวกเธอคือฝ่ายเลือก และกล้าตัดผู้ชายออกจากชีวิตอย่างไม่มีเยื่อใย ด้วยการบอกเลิกด้วยไลน์และเฟสบุ๊ค ดังเนื้อเพลง ‘อย่าบล็อกเฟสอ้าย’ ที่มียอดวิวถึง 13 ล้านวิว

 

แม้แต่ในปี พ.ศ.​ 2528 เพลง ‘ดอกไม้พลาสติก’ ที่มีเนื้อร้องถึงคนที่ชอบทำศัลยกรรมซึ่งมีราคาแพงมากในวันนั้นว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่น่าชื่นชม 

‘เวลาดูผู้หญิงบางคน ที่แต่งเติม สวยเพียงอย่างเดียว​
ใครๆเจอ ก็เหลียวมองเธอเพราะหน้าตาและรูปกาย
อาจจะสวยจริงแต่เสียดาย ที่หัวใจไม่สวยเลย’

วันนี้ หากนำเพลงนี้มาแต่งใหม่อีกครั้ง ก็ไม่รู้ว่าสังคมจะคิดอย่างไร

 

ในรอบ 50 ปีที่ผ่านมา​ วิวัฒนาการของสาวไทยก้าวมาไกลมาก ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตลอดเวลา ความเปลี่ยนแปลงของสาวๆได้มีส่วนผลักดันโครงสร้างเศรษฐกิจให้เปลี่ยนไป และทำให้คนหลายคนมีความสุขมากขึ้น และมีบันทึกเรื่องราวเอาไว้ในเพลงทุกยุคทุกสมัย 

แต่จะว่าไป สังคมไทยก็มีความสุขดีอยู่นี่นะ

…………………
บทความ: Gen Writer
Illustrator: SUNANTA