• GEN Facebook
    Facebook Pagelike Widget

ขยะแฟชั่นในสังสารวัฏ

ลองถามตัวเองกันดูสิว่า ครั้งสุดท้ายที่ซื้อเสื้อผ้าคือเมื่อไหร่?

มั่นใจว่าหลายคนคงตอบว่าเมื่อวาน งั้นขอถามต่อว่า แล้วเสื้อผ้าหนึ่งชุดนี่ใส่กี่ครั้ง ลองไปรื้อในตู้เสื้อผ้ากันดูว่าแต่ละชิ้นนั้นใส่ไปแล้วกี่ครั้ง แล้วยิ่งพวกเสื้อผ้าประเภทที่ใส่ไปงานสำคัญๆด้วยแล้ว เชื่อว่าหลายคนคงเป็นเหมือนกันคือ ซื้อมาแค่ใส่ไปงานหรืออีเวนท์นั้นๆเพียงครั้งเดียว เสร็จแล้วก็เก็บเข้าตู้ไป แล้วชุดสวยนั้นก็ถูกลืมไปจนกว่าจะได้เวลาโละตู้เสื้อผ้าครั้งหน้านั่นแหละถึงจะเห็นว่ามีชุดนี้อยู่ ในที่นี้เราไม่ได้พูดถึงชุดแต่งงาน ซึ่งแน่ล่ะ ใครจะเอาชุดแต่งงานมาใส่กันได้บ่อยๆ

จากการสำรวจสถิติพบว่า ปีที่ผ่านมา คนไทยประมาณ 40% ใส่เสื้อผ้าเพียงแค่ครั้งเดียวแล้วไม่เอามาใส่อีกเลย ทั้งนี้ทั้งนั้นเป็นเพราะกระแสแฟชั่นแบบ Fast Fashion ที่มาไวไปไว เคลมเร็ว บริโภคกันจุไม่แพ้อาหาร Fast Food เพราะเราตามกระแสแฟชั่นจากตะวันตกที่ใน 1 ปี จะมีสองซีซั่นใหญ่ๆคือ สปริงและซัมเมอร์ กับออทั่มวินเทอร์ นั่นหมายความว่าหากคิดจะตามแฟชั่นให้ทันเพื่อให้ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นคนเก๋แล้วนั้น หลังหกเดือนจะเอาเสื้อผ้าชิ้นนั้นมาใส่อีกไม่ได้เพราะถือว่าตกเทรนด์ไปแล้ว (ทั้งนี้ทั้งนั้นยังไม่นับรวมคอลเลคชั่นยิบย่อยที่แทรกคั่นมาในแต่ละซีซั่น) แล้วเสื้อผ้าที่ตกเทรนด์ หรือ ‘เอ้าท์’ ไปแล้วนั้นไปไหนกันหมด?

หลายคนมีวิธีจัดการกับเสื้อผ้าที่ไม่ใช้แล้วแตกต่างกันออกไป ถ้าเป็นคนรุ่นเก่าพวกเจนเอ็กซ์ (Generation X) หรือพวกที่เกิดมาในยุคเบบี้บูมที่ถูกสอนมาว่าเสื้อผ้าคือหนึ่งในปัจจัยสี่ อาจจะรู้สึกผิดในการที่จะทิ้งของพวกนี้ ส่วนใหญ่จะนำไปบริจาคเพื่อให้คนได้ใช้ต่อ ว่ากันว่าได้บุญกุศลไปอีกนั่น ส่วนคนในยุคหลังคือพวกเจ็นวาย (Generation Y) และพวกมิลเลนเนียล ที่เพิ่งจะเริ่มแต่งตัว และตามกระแสแฟชั่นซึ่งนับวันจะเข้าถึงได้ง่ายขึ้นมาก โดยเฉพาะแบรนด์แมสราคาย่อมเยาอย่าง H&M หรือ Zara ที่มีทุกอย่างอย่างที่ไฮแบรนด์หรือแฟชั่นกระแสหลักมี เสื้อผ้าพวกนี้ราคาถูกกว่าปราด้า ชาเนลหลายเท่าตัว ก็ไม่ต้องเสียดายมาก แถมคนรุ่นนี้เติบโตมาในยุคที่ถูกปลูกฝังค่านิยมในการบริโภคด้วยโฆษณาที่ฟุ้งเฟ้อ สินค้าแฟชั่นคือเครื่องเติมเต็มที่ไม่ใช่ของจำเป็นในการดำรงชีวิต การตัดใจทิ้งจึงไม่ใช่เรื่องที่ต้องทำใจอะไรมากมาย ยกเว้นถ้าเป็นของดีมีราคาก็อาจจะไปจบลงที่ช่องทางการขายสินค้ามือสองออนไลน์ต่างๆ

นี่เราว่ากันแค่ในเมืองไทยที่ยังถือเป็นประเทศโลกที่สามที่ไม่ได้ร่ำรวยอะไร แล้วนับประสาอะไรกับประเทศโลกที่หนึ่งที่สองเขาล่ะ ลองหลับตาจินตนาการถึงกองภูเขาเสื้อผ้าตกเทรนด์ทั่วโลกดูสิว่าจะมีจำนวนกี่ล้านตันกัน แล้วคนทั่วโลกก็มีวิธีการจัดการกับเสื้อผ้าเหล่านี้ไม่ต่างกัน ทางเลือกต้นๆคือการบริจาคหรือขายให้องค์กรการกุศลในราคาถูก เพื่อที่จะได้มีการนำไปใช้ใหม่อีกครั้ง (reuse) แต่ล่าสุดมีรายงานว่า ยอดเสื้อผ้าบริจาคนั้นเกินความต้องการไปมาก โดยเฉพาะเสื้อผ้าที่ไม่ได้อยู่ในสภาพที่จะนำไปสวมใส่ต่อได้ หลายชิ้นจึงกลายเป็นขยะอยู่ดี ในบางประเทศมีการรณรงค์ให้นำเสื้อผ้าเก่าเหล่านี้นำไปเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล แต่ในกระบวนการนี้ถือว่าเป็นเปอร์เซ็นต์ที่น้อยมาก เนื่องจากในการรีไซเคิลเสื้อผ้าใช้แล้วนั้นมีกรรมวิธีและขั้นตอนที่ยุ่งยากและต้นทุนไม่ใช่น้อย อีกทั้งเส้นใยที่ได้จะสั้นลงและมีคุณภาพต่ำกว่าของเดิม การรีไซเคิลและการบริจาคเสื้อผ้าใช้แล้วจึงไม่ใช่คำตอบในการกำจัดขยะที่เกิดจากอุตสาหกรรมแฟชั่นที่นับวันจะเพิ่มมากขึ้นตามกระแสการบริโภคแบบฟาสต์แฟชั่น ซึ่งแม้ตอนนี้อาจจะยังไม่ได้เรียกว่าอยู่ในขั้นวิกฤติ แต่ช่วงสองสามปีที่ผ่านมานี้ก็มีแนวโน้มสูงมาก และอาจจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคต

กลุ่มกรีนพีซเองก็ได้รณรงค์เรื่องนี้เช่นกัน เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าอุตสาหกรรมแฟชั่นและสิ่งทอนั้นมีกระบวนการผลิตที่ไม่ค่อยเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะขั้นตอนของการฟอกย้อม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสารเคมีหรือคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกปล่อยออกมา ในต่างประเทศจึงมีการหารือและขอความร่วมมือกับแบรนด์ชั้นนำเพื่อปรับปรุงกระบวนการผลิตไปจนถึงใช้วัตถุดิบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นทางยุโรปที่มี Zero Waste Model โดยเฉพาะในอังกฤษที่ถือเป็นจุดกำเนิดของแนวคิดนี้ ส่วนทางอเมริกานั้นก็มี Renewal Workshop ที่เป็นการนำเสื้อผ้าเก่าหรือเสื้อผ้าที่ไม่ผ่านมาตรฐานการผลิตหรือมีตำหนิมาแยกชั้นส่วนและประกอบขึ้นมาเป็นสินค้าใหม่ แปะป้าย Renewal Workshop เข้าไปเพื่อให้คนได้ทราบและสนับสนุนสินค้าชิ้นนั้นๆ

สำหรับในแวดวงแฟชั่นและบันเทิงนั้น ช่วงสองสามปีหลังก็ได้มีการให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ หลายแบรนด์ให้ความสำคัญกับกระบวนการผลิตและวัตถุดิบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงเน้นการออกแบบที่ใช้ได้นาน ทนทาน และคุ้มค่า แต่ถึงกระนั้น ตัวผู้บริโภคเองก็ยังมีจำนวนน้อยที่จะเห็นถึงปัญหาเหล่านี้ แม้แต่เราๆท่านๆเองก็อาจจะนึกไม่ถึง ด้วยเหตุนี้จึงมีเหล่าคนดังที่นับว่าเป็นผู้นำแฟชั่นและมีอิทธิพลต่อไลฟ์สไตล์ชาวโลก ลุกขึ้นมารื้อตู้เสื้อผ้าหยิบชุดเก๋าเก่าเก็บในวันวานออกมาใส่เฉิดฉายอีกครั้ง เพราะไอ้เสื้อผ้าออกงานนี่แหละตัวดี ใครจะอยากใส่ซ้ำให้คนจำได้ อย่าว่าแต่ดาราเซเล็บดังๆเลย เราเองก็คงไม่อยากให้ใครเห็นเราใส่ชุดเดิมๆออกมันทุกงาน แต่ถึงเวลาแล้วหรือเปล่าที่เราจะช่วยกันเปลี่ยนทัศนคติในการสวมใส่และเสพแฟชั่น ไม่ใช่สักแต่ว่าจะวิ่งตามเทรนด์อย่างเดียว

ขนาดมาดอนน่าที่เป็นถึงไอคอน เธอยังหยิบเอาเดรสสีเงินยาวของ Versace (อ่านว่า ‘เวอร์ซาเช่’ นะคะ ไม่ใช่ ‘เวอร์ซาชี่’ ป้าดอนนาเตลล่ากล่าว) ที่เธอเคยสวมขึ้นไปโชว์เพลง Bedtime Stories ในงาน Brit Awards เมื่อปี ค.ศ. 1995 กลับมาสวมใส่ในอาฟเตอร์ปาร์ตี้ของงาน MET GALA เมื่อคืนวันที่ 7 พฤษภาคมที่ผ่านมา ที่น่าทึ่งคือมาดอนน่าในวัย 59 ปี ยังเซียะขนาดยัดร่างลงไปในเดรสที่เคยใส่เมื่อ 23 ปีที่แล้วได้พอดีเป๊ะ แถมเลิกงานแล้วยังกลับบ้านไปโพสต์วิดีโอสะบัดกระโปรงโชว์กกน.ลงในไอจี ก่อนนอน

Madonna (1995)

Madonna (2018)

ถัดมาอีกเพียงแค่หนึ่งวัน ข้ามมาที่ตอนใต้ของฝรั่งเศส ที่ Cannes Film Festival เคท แบลนเช็ตต์ เลือกที่จะหยิบชุดสวยของ Armani Privé’ จากคอลเลคชั่นปี ค.ศ. 2013 ที่เธอเคยใส่ไปงานลูกโลกทองคำปี ค.ศ. 2014 มาใส่อีกครั้ง ซึ่งทางแบรนด์อาร์มานีเองได้ออกมาชี้แจงว่า การหยิบชุดนี้มาใส่อีกครั้งเป็นการตัดสินใจของเคทเอง เพื่อเป็นการแสดงสัญลักษณ์ของการเป็นผู้บริโภคที่มีความรับผิดชอบต่อส่วนรวม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมแฟชั่นที่ใครๆต่างก็ค่อนขอดว่าเป็นอุตสาหกรรมที่สิ้นเปลืองและก่อปัญหาขยะที่เพิ่มมากขึ้นทุกปีจากเสื้อผ้าที่ใส่เพียงแค่ไม่กี่ครั้งแล้วก็ต้องถูกโยนทิ้ง ทั้งนี้ทั้งนั้น ทั้งสองโอกาสนี้ถือเป็นวาระสำคัญของเคท เพราะในปีนี้ เคทคือประธานคณะกรรมการตัดสินภาพยนตร์เทศกาลเมืองคานส์ จึงถือเป็นการประกาศจุดยืนที่ “ถ่อมตนและแสดงความรับผิดชอบต่อส่วนรวมในฐานะประธาน” ตามที่เคทบอก นี่สิ ควีนออฟคานส์ ตัวจริง

Cate Blanchett (2014)

Cate Blanchett (2018)

การเลือกชุดเก่าแต่เก๋าเกมของสองแม่นี้ เป็นเสมือน Fashion Statement ที่สำคัญต่อปัญหาเรื่องขยะแฟชั่นต่อชาวโลก เรียกได้ว่าใครเอาชุดเก่ามาใส่ได้สวยคือเปรี้ยวที่สุด ณ โมเมนท์นี้

แล้วในแง่คนออกแบบเองล่ะ ถือว่าขัดต่อธุรกิจตัวเองหรือเปล่า คุณพลพัฒน์ อัศวประภา ไดเร็กเตอร์แห่งแบรนด์ Asava กล่าวว่า “ไม่เลย ไม่ได้รู้สึกว่ามันขัดกับธุรกิจ ชอบมากเวลาเห็นคนใส่ชุดเก่าๆของ Asava ทุกวันนี้ยังเห็นมีคนใส่ชุดคอลเลคชั่นแรกอยู่เลย (ปีนี้ Asava ครบรอบ 10 ปีแล้ว) คิดว่าดีเสียอีก มันแสดงถึงปัญญากับสติของคนซื้อ และทำให้เห็นชัดว่า เกลือคือเกลือ เพชรคือเพชร Investment piece is meant to be worn for a life time หากรู้จักซื้อของดี มีคุณภาพ มีคุณค่า เหมาะกับตัวตนอย่างแท้จริง มันควรจะไทม์เลส”

ว่าแล้วก็ได้เวลาคุ้ยตู้เอาชุดเก่าปัดฝุ่นส่งร้านซักแห้งเตรียมเฉิดฉายไปงานกันได้แล้ว อ้อ…อย่าลืมฟิตหุ่นด้วยล่ะ เดี๋ยวจะยัดไม่ลง

_________________

บทความ: วชิรปาณี วิสกี้ มากดี

Illustrator: SUNANTA