• GEN Facebook
    Facebook Pagelike Widget

ผ้าไทยใส่ได้ทุกวัน จริงหรือ?

พอพูดถึงผ้าไทย ภาพแรกที่แวบขึ้นมาในหัวของหลายคน คงเป็นภาพของคุณหญิงคุณนายในชุดผ้าไหมกับผมตีโป่ง ไปจนถึงแม่ป้าในชุดผ้าซิ่นทอที่ใส่ไปงานบุญงานวัดทั้งหลาย

 

มันคือภาพจำของความแก่ ความเชย ที่ทำให้หลายๆคนเกิดอาการอี๋ เมื่อนึกว่าตัวเองจะต้องใส่ผ้าไทยในชีวิตประจำวัน ทั้งๆที่ทุกคนก็ยอมรับกันโดยถ้วนทั่วว่าผ้าไทย โดยเฉพาะผ้าไหมนี่แหละที่มีความสวยงามเป็นเลิศ เป็นที่ยอมรับไปทั่วโลก แล้วทำไมถึงไม่อยากใส่กัน ดูจะใส่ยากใส่เย็นกันเสียจริง

 

อันที่จริงได้มีความพยายามในการส่งเสริมการใช้ผ้าไทยกันมาเนิ่นนานแล้ว โดยเฉพาะในภาครัฐ เพราะผ้าไทยถือว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมและมีความหลากหลาย สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ในชีวิตประจำวัน ดังที่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 ได้ทรงเล็งเห็นคุณค่าและพัฒนาผ้าไทยมาตลอดหลายทศวรรษ โดยหน่วยงานหนึ่งที่มีส่วนสำคัญในการสานต่อและส่งเสริมเรื่องนี้ออกสู่วงกว้างมาในระยะหนึ่ง คือ สำนักงานศิลปะวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม โดยเฉพาะการสนับสนุนนักออกแบบเสื้อผ้ารุ่นใหม่ให้หันมาสร้างผลงานจากผ้าไทย โดยเริ่มจากโครงการประกวดผลงานของดีไซเนอร์รุ่นใหม่ Contemporary Fashion Contest หรือ CFC ซึ่งภายหลังได้เปลี่ยนชื่อเป็น Contemporary Fashion Competition รวมไปถึงโครงการจัดแสดงผลงานของนักออกแบบอาชีพที่คร่ำหวอดในวงการที่นำผ้าไทยพื้นบ้านจากภูมิปัญญาท้องถิ่นมาผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูป ไม่ว่าจะเป็น โครงการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (ปี 2014) หรือโครงการ Contemporary Essense (ปี 2016) และในปีนี้คือโครงการ ‘ผ้าไทยร่วมสมัยเพื่อการสวมใส่ทุกวัน Ready to Wear’ โดยได้จัดแฟชั่นโชว์ไปเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน และมีนิทรรศการแสดงผลงานการออกแบบในวันที่ 30 มิถุนายน ถึง 2 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ที่ Lifestyle Hall สยามพารากอน โดยมีดีไซเนอร์ชั้นนำของบ้านเราทั้งหมด 4 คนด้วยกันที่มาร่วมสร้างสรรค์ผลงานออกแบบ ได้แก่ ธีระ ฉันทสวัสดิ์, เอก ทองประเสริฐ, พลัฏฐ์ พลาฎิ และประภากาศ อังศุสิงห์

 

 

ดีไซเนอร์แต่ละคนต่างเลือกผ้าไหมไทยที่มาจากหลากหลายกลุ่ม หลากหลายพื้นที่ของประเทศ
ประภากาศ เจ้าของแบรนด์ HOOK’S by Prapakas เลือกที่จะใช้ผ้าไหมทอมือจากผู้ผลิตผ้าไหมกลุ่มร้อยแก่นสารสินธุ์ เป็นวัสดุหลัก โดยใช้เทคนิคการตัดต่อผ้าต่างน้ำหนักและเท็กซ์เจอร์ ออกมาเป็นชุดที่เน้นหนักไปทาง Evening dress ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ โดยได้แรงบันดาลใจมาจากการเดินทางท่องเที่ยวไปชมงานศิลปะตามพิพิธภัณฑ์ในยุโรปของตัวดีไซเนอร์เองเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งเจ้าตัวเรียกผลงานนี้ว่า Museum Collection ด้วยความประทับใจในงานประติมากรรมคลาสสิกแบบยุโรป โดยเฉพาะพวกรูปปั้นกรีกโรมัน ชุดราตรีของประภากาศจึงให้ซิลลูเอทราวกับสคัลป์เจอร์ นอกจากนี้ยังถ่ายทอดออกมาในเรื่องของแอ็กเซสซอรี่ที่นำเอาโมทีฟของรูปปั้นต่างๆมาใช้ รวมไปถึงเทคนิคด้านงานปัก ที่เด่นมากๆในคอลเลคชั่นนี้คือการปักมุกเทียมลงไปบนผ้าไหม เมื่อมาสไตลิ่งกับรองเท้ากลาดิเอเตอร์หนังสีทองวาววับ จึงกลายเป็นภาพลักษณ์แบบเทพีและนักรบกรีกโบราณ แล้วถามว่าชุดแบบนี้ใส่ได้ทุกวันจริงหรือ ดีไซเนอร์ตอบว่า “ใส่ได้สิ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเลือกใส่ไปในงานและโอกาสไหน ที่เลือกทำชุดแบบนี้ เพราะลูกค้าของ Hook’s ก็ใส่ชุดแบบนี้แหละ คอลเลคชั่นนี้จึงออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าของ Hook’s”

 


HOOK’S by Prapakas
“Museum Collection”
Fashion จากผ้าไทย ในงาน “ผ้าไทยสวมใส่ทุกวัน”

 

 

เช่นเดียวกับประภากาศ พลัฏฐ์ พลาฎิ ก็ออกแบบคอลเลคชั่นนี้ โดยยึดแคแร็กเตอร์ของแบรนด์ตัวเอง คือ Realistic Situation เป็นหลัก ซึ่งเอกลักษณ์ของแบรนด์คือการผสมผสานระว่างแพทเทิร์นของเสื้อผ้าผู้ชายใน Womenswear เราจึงได้เห็นโครงสร้างของสูทบนเสื้อผ้าผู้หญิงซึ่งถูกปรับขยายให้เป็นโอเวอร์ไซส์ตามเทรนด์การออกแบบโลก รวมไปถึงเดรสที่เกิดจากการสร้าง ตัดทอน และต่อเติมแพทเทิร์นในแบบดีคอนสตรัคชั่น ซึ่งถือว่า พลัฏฐ์คือดีไซเนอร์ไทยรุ่นแรกๆที่ทำงานในแนวนี้ โดยครั้งนี้เขาได้ผสมผสานผ้าหลากชนิด หลายเท็กซ์เจอร์และน้ำหนักที่แตกต่างลงไปในคอลเลคชั่น ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อตอบโจทย์ที่ได้รับมอบหมายมานั่นคือ การใช้ผ้าไหมที่ได้รับตรานกยูงพระราชทาน มาใช้ในการออกแบบ “ผ้าตรานกยูงพระราชทานมีทั้งหมดสี่กลุ่ม คอลเลคชั่นนี้จึงเลือกใช้ผ้าไหมที่หลากหลายเพื่อให้ครอบคลุมผ้าทั้งสี่ประเภท จะเห็นได้ว่ามีทั้งผ้าพื้น ผ้าไหมมัดหมี่ ผ้าไหมพิมพ์ลาย ไปจนถึงผ้าไหมทอผสมดิ้น” ดีไซเนอร์กล่าว โดยยึดหลักในการออกแบบที่ว่า

“เราทรีตผ้าไหมเหมือนกับผ้าชนิดหนึ่ง ทำให้เห็นว่าผ้าไหมทำอะไรได้บ้าง เพราะจริงๆผ้าไหมมีความหลากหลายของเนื้อผ้าที่เกิดจากกรรมวิธีการทอที่ต่างกัน สามารถทำเสื้อผ้าได้หลากหลายแบบ ตั้งแต่เสื้อที่เป็นโครงแข็งไปจนถึงเดรสพลิ้วๆ เราไม่จำเป็นต้องทรีตให้เป็นผ้าพิเศษ จะเห็นว่า 90% ของคอลเลคชั่นนี้ขึ้นรูปโดยที่แทบไม่มีการอัดกาวอย่างที่ช่างส่วนมากมักจะใช้ในการตัดชุดผ้าไหม” ส่วนตัวพลัฏฐ์มีความเห็นว่า โดยธรรมชาติของผ้าไหมเองนั้นมีคุณสมบัติที่ดูแลรักษาง่าย เหมาะกับเมืองร้อนอย่างบ้านเราอยู่แล้ว สามารถนำมาตัดชุดสวมใส่ได้หลายโอกาสไม่จำเป็นต้องยึดติดว่าผ้าไหมคือผ้าที่ต้องใส่ไปในงานพิธีที่เป็นทางการเท่านั้น ซึ่งในข้อนี้เอง เสื้อผ้าของดีไซเนอร์อีกสองคนตอกย้ำให้เราเห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

 

สามารถชมข้อมูลมาตรฐานตรานกยูงพระราชทาน โดยกรมหม่อนไหม
ซึ่งตั้งโดยพระราชดำริในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ ๙
โดยแบ่งมาตรฐานผ้าไหมต่างๆ สามารถอ่านรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ของกรมหม่อนไหม
https://qsds.go.th/newqsds/inside_page.php?pageid=7

 

พลัฏฐ์ พลาฎิ
Fashion จากผ้าไทย ในงาน “ผ้าไทยสวมใส่ทุกวัน”

 

คอลเลคชั่น ‘บทสนทนาของคนต่างถิ่น’ ของ เอก ทองประเสริฐ เลือกที่จะนำเสนอผ้าไหมที่ต่างออกไป เอกใช้ผ้าไหมและรูปแบบการใช้งานแบบดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็นกระโปรงรูปทรงผ้าซิ่น กางเกงเล หรือผ้าขาวม้าคาดพุง มาผสมผสานกับการออกแบบเสื้อผ้าแบบสตรีทสไตล์ ไม่ว่าจะเป็นแจ๊คเก็ตฮู้ดทรงสปอร์ต หรือเสื้อโค้ท เป็นการบอกเล่าเรื่องราวของเส้นไหมด้วยภาษาของวัฒนธรรมร่วมสมัย เป็นการพบกันระหว่างวิถีชนบทและคนเมือง กลายเป็น Urban Streetwear ที่ม่วนแซ่บ โดยเฉพาะกิมมิคแบบ Kitsch ที่มาในรูปแบบของลายปักบนตัวเสื้อและแอ็กเซสซอรี่ที่บ่งบอกแหล่งที่มาของผ้า คือผ้าไหมจากกลุ่มชัยบุรินทร์ เป็นความเฉิ่มเชยที่กลายมาเป็นความเก๋ ไม่แพ้กระแสสตรีทแฟชั่นที่กำลังระบาดในแฟชั่นชั้นสูงที่ต่างประเทศในขณะนี้ นอกจากนี้ยังมีการนำผ้าไหมยีนส์ซึ่งนับเป็นนวัตกรรมล่าสุดจากไหมทองสะเร็น ผ้าซิ่นตีนแดงจากอำเภอนาโพธิ์ จังหวัดบุรีรัมย์ มาร่วมในการออกแบบด้วย

 

เอก ทองประเสริฐ
“บทสนทนาของคนต่างถิ่น”
Fashion จากผ้าไทย ในงาน “ผ้าไทยสวมใส่ทุกวัน”

 

และถ้าจะว่ากันถึงเสื้อผ้าทั้งสี่คอลเลคชั่นในงานนี้ เสื้อผ้าของ ธีระ ฉันทสวัสดิ์ ดูจะมีความแคช่วลสุด แต่ลุคที่ดูเหมือนจะง่ายนี้มีที่มาที่ไม่ได้ง่ายเลย ในขณะที่คนอื่นเลือกผ้าจากผู้ผลิตกลุ่มต่างๆ ธีระเลือกที่จะใช้ผ้าไหมทอมือจากโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนที่ตัวเองริเริ่มขึ้นมาเมื่อสองปีก่อนมาใช้ในโครงการนี้ เริ่มจากการเดินงานโอท็อปและเห็นว่าผู้ผลิตเกือบทุกรายมีสินค้าที่เหมือนกันหมด จึงได้ร่างโครงการพัฒนาสินค้าขึ้นมาแล้วได้รับความร่วมมือและสนับสนุนเป็นอย่างดีจากภาครัฐ งานของธีระจึงเริ่มตั้งแต่การเข้าไปคลุกคลี พัฒนาออกแบบลายผ้า ให้ความรู้เรื่องเทรนด์กับกลุ่มชาวบ้านผู้ประกอบการ จนได้เป็นผ้าไทยที่ยังคงความประณีตแบบงานฝีมือ แต่ลวดลายทันสมัย และการให้สีที่อิงกับเทรนด์ของแฟชั่นในขณะนั้น

ธีระนำผ้าที่ได้จากการพัฒนามาออกแบบเสื้อผ้าลำลองที่สามารถสวมใส่ได้หลายโอกาส ตั้งแต่ชุดลำลองอย่างกางเกงกระโปรงและเสื้อตัวโคร่ง ไปจนถึงชุดทำงานและเดรสที่สามารถใส่ไปงานที่ไม่ทางการมาก โดยคงเอกลักษณ์ส่วนตัวคือสีที่เจ้าตัวเรียกว่า Sad Pastel คือสีพาสเทลที่เหยาะสีดำและน้ำตาลลงไปให้มีความตุ่น และเทคนิคการจับเดรปที่ตัวเองถนัด กลายเป็นเสื้อผ้าที่สวมใส่สบายกับซิลลูเอทโคร่งๆ ความยาวคลุมเข่าแบบยุค 1960s ที่ตัวเองชื่นชอบ แมทช์กับรองเท้าแสนเก๋ ที่ถ้าไม่ก้มลงไปพินิจดูก็ไม่มีทางรู้ว่าทำมาจากป่านศรนารายณ์

 

ธีระ ฉันทสวัสดิ์
Fashion จากผ้าไทย ในงาน “ผ้าไทยสวมใส่ทุกวัน”

 

จากความพยายามในการนำเสนอดีไซน์ที่หลากหลายของดีไซเนอร์ชั้นนำของไทย คงไม่ต้องบอกซ้ำว่าผ้าไทยทำอะไรก็ได้ แต่เหตุผลหนึ่งที่เรายังคงเห็นผ้าไทยในรูปแบบเดิมๆ นั่นเป็นเพราะว่าราคาผ้าไหมที่ค่อนข้างสูง เมื่อถูกนำมาตัดเป็นเสื้อผ้าจึงมักจบลงที่เสื้อผ้าออกงานแบบเดิมๆ เพราะ (คิดว่า) ทำให้ขายได้มูลค่าสูง “แต่มันก็เป็นแค่เหตุผลบางส่วน ไม่ใช่ทั้งหมด ที่สำคัญน่าจะมาจาก Perception ของคนไทยเองที่มีต่อผ้าไหมมากกว่า” พลัฏฐ์กล่าว ซึ่งประภากาศเสริมอีกว่า “ผ้าไทยไปได้ ทำอะไรก็สวย ขึ้นอยู่กับว่าอยู่ในมือใคร ถ้าอยู่ในมือคนที่เก่ง มันก็จะออกมาสวย ถ้าไปอยู่ในมือของคนที่เชย มันก็จะเชย ตัวดีไซเนอร์นั่นแหละคือกระบอกเสียงให้กับผ้าไทย” ทั้งนี้ทั้งนั้น อนาคตของผ้าไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับดีไซเนอร์แค่ไม่กี่คน แต่ขึ้นอยู่กับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง

“ต้องมีการพัฒนาต่อยอดออกไป ไม่ใช่แค่จบงานนี้หรือโครงการใดโครงการหนึ่ง หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง มันต้องเป็นคณะบุคคล เป็นองค์กร มีหน่วยงานที่แข็งแรงสนับสนุน มีการพีอาร์และพัฒนาการตลาดอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่จบโครงการแล้วจบเลย ต้องมีคนสานต่อ” ประภากาศกล่าวทิ้งท้าย
……………………..

บทความ: วชิรปาณี วิสกี้ มากดี
Illustrator: Rawin Jarureangsri