• GEN Facebook
    Facebook Pagelike Widget

โอกาสของชาว LGBTQ และมุมมองที่เปิดมากขึ้นของอินเดีย

ในแง่วิทยาศาสตร์ การได้เกิดมาเป็นคนนั้นยากนัก มิหนำซ้ำ การที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ บนโลกใบนี้กลับยากยิ่งกว่า หลายชีวิตไม่ได้เกิดมาท่ามกลางสภาวะแวดล้อมที่จะช่วยให้เขามีชีวิตต่อไปได้อย่างราบรื่น หนทางของแต่ละคนนั้นแตกต่าง..ทุกชีวิตล้วนตะเกียกตะกายให้รอดพ้นจากความทุกข์และอยู่ให้ห่างที่สุดจากความตาย

จะว่าไปแล้ว เรื่องราวของชาว LGBTQ ไม่ได้มีแต่ในหมู่เพศชายเท่านั้น เพียงแต่ในกลุ่มเพศชายพบเห็นได้ชัดเจนกว่าในกลุ่มเพศหญิง เรื่องนี้โดยส่วนตัวคิดว่าเป็นเพราะความอดทนต่อการแสดงออกของชายนั้นมีต่ำกว่าผู้หญิง สิ่งที่เกิดขึ้นในกลุ่มสังคมชาว LGBTQ ชายจึงสังเกตได้ชัดเจนกว่า และมีเรื่องเล่าให้ฟังได้มากกว่าชาว LGBTQ หญิง

ความจริงอย่างหนึ่งในทุกๆสังคมคือ บรรดาเกย์หรือกะเทยนั้นถูกมองแบบเหยียดหยาม ดูถูกดูแคลนเสมอ มันมักจะเป็นเช่นนี้หากคนเรามองด้วยกรอบความคิดแบบสองเพศ ถึงแม้ว่าสังคมสมัยใหม่จะพยายามขจัดความคิดเหล่านี้ออกไปจากสมองของคน ด้วยวิธีต่างๆแล้วก็ตาม แต่มันก็ไม่ได้เป็นผลจริงในทางปฏิบัติสักเท่าใดเลย สังคมยังคงปากว่าตาขยิบ

เมื่อถูกกดถูกหยามมาตั้งแต่วัยเยาว์ ชาวสีม่วงก็ไม่ต่างจากคนเพศอื่น พวกเขามักตั้งเป้าหมายในชีวิตตั้งแต่เริ่มรู้ตัวว่าตัวเองเป็นอะไร ถ้าสังเกตกัน ชาวเกย์มักเป็นคนมีพรสวรรค์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง (ยังไม่นับรวมพวกอีแอบนะ) เหตุเพราะพวกเขา ต้องพยายามพัฒนาชีวิตของตัวเองให้ดีขึ้น ไม่ว่าด้วยการศึกษาเล่าเรียน การทำงาน หรือหาโอกาสทางการเรียนรู้ เพื่อยกระดับจากคนธรรมดาที่ถูกข่มเหง ไปสู่สถานะทางสังคมอื่นๆที่สูงขึ้น

ทุกคนต้องการให้มีคนยกย่องเชิดชูในความสามารถ ฉีกตัวเองออกจากกรอบความคิดและมายาคติเดิมๆของสังคม ความจริงที่สนับสนุนเรื่องนี้คือ เราจะเห็นว่ามีชาวสีม่วงประกอบอาชีพที่หลากหลายขึ้นมากกว่าการร้องรำทำเพลง รับจ้างแต่งหน้า หรืออาชีพอื่นๆที่ติดตาติดใจคนมานานนับตั้งแต่รู้จักเกย์และกะเทยมา

Marvia Malik ผู้ประกาศข่าวสาว LGBTQ คนแรกของปากีสถาน

 

อาชีพที่คนไม่คุ้นชินนั้นมีหลายระดับ ตั้งแต่แปลกมากสุดๆอย่างในกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ระดับโลกขององค์การนาซ่า นักบินอวกาศ หรืออาชีพหนักๆของผู้ชาย อย่างงานบนแท่นขุดเจาะน้ำมันกลางทะเล รวมไปจนถึงหลากหลายสาขาอาชีพที่ภาพลักษณ์เป็นงานของผู้ชาย แต่มีเกย์เข้าไปทำ คนกลุ่มนี้ไม่มีความจำเป็นต้อง ‘ออกสาว’ ในเวลาทำงาน ไม่ใช่เพราะเขาไม่จริงใจกับเพศตัวเอง แต่มันเป็นเรื่องของกาลเทศะที่คนทุกเพศพึงมี

แต่ในอีกมุมหนึ่ง ชาวสีม่วงทุกคนมีโอกาสในชีวิตไม่เท่ากัน บางคนเกิดในชนชั้นวรรณะที่ต่ำต้อยติดดิน โอกาสที่จะได้รับการเพาะบ่มนิสัยใจคอให้คิดดีก็มีน้อย ต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด หลายคนจึงใช้ทางลัด ไม่ว่าจะพยายามทำตัวให้เหมือนสตรีแล้วตั้งเป้าเป็นโสเภณี หรือพยายามทำตัวเป็นคนมีองค์ประทับ เลือกอาชีพต่างๆเกี่ยวกับจิตสัมผัส หมอดู คนทรงเจ้า ตามแต่ตนเองเชื่อและคิดว่าคนอื่นเชื่อ ไปจนถึงการยกระดับเลื่อนสถานะทางสังคมของตนเองขึ้นไปให้คนกราบไหว้

ในอินเดีย มีเกย์กลุ่มหนึ่งที่เขาเรียกกันว่า ฮิจรา (Hijra) หรือเพื่อให้เข้าใจง่ายๆก็คือกะเทยหรือเกย์ออกสาวนี้แหละ สังคมอินเดียโหดกว่าไทยในเรื่องการดูถูกเหยียดหยาม แต่เนื่องจากสังคมเขามาก่อน พื้นฐานสังคมฮินดูของเขาโบราณกว่าเรา การปรับสมดุลทางสังคมจึงเกิดขึ้นมานานแล้วตั้งแต่สมัยก่อนพุทธกาลเสียอีก

ฮิจราในอินเดียถือว่าเป็นคนชั้นต่ำกว่าวรรณะจัณฑาล พวกเขาต้องอยู่รวมกลุ่มกันเพื่อเอาตัวรอดในสังคม เพราะมีแต่คนรังเกียจไม่อยากยุ่งด้วย บางครอบครัวเมื่อรู้ว่าลูกตัวเองเป็นฮิจรา ก็ทั้งเสียใจทั้งห่วงใยในคราวเดียวกัน เพราะรู้ว่าลูกตัวเองต้องลำบากต่อไปในอนาคตแน่นอน หลายครอบครัวในชนชั้นล่างจึงเอาเด็กไปฝากฝังไว้กับฮิจรารุ่นใหญ่อย่างเป็นเรื่องเป็นราว หากมองแล้วรู้ว่าลูกตัวเองไม่สามารถไต่ระดับทางสังคมขึ้นไปได้ทัดเทียมกับคนทั่วไปด้วยความสามารถอื่นๆ…ทำไมต้องทำเช่นนั้น

 

ฮิจรา ในสังคมอินเดียคือกลุ่มคนพิเศษที่เชื่อกันว่า ‘มีเทพคุ้มครองและมีสิ่งที่เหนือกว่าคน’ พวกเขาแสดงออกชัดเจนจากการแต่งกายแบบหญิงอินเดียห่มส่าหรี บูชาพระแม่พหุชระหรือพระแม่มาตากี วันละสามเวลา เพื่อขอพรให้ปกป้องดูแลตัวเองไม่ให้ใครมารังแก บางคนถึงขั้นตัดอัณฑะตัวเองบูชาเทพเลยก็มี พระแม่มาตากีนี้เป็นปางหนึ่งของพระแม่อุมาเทวีนั่นเอง ประทับบนพาหนะคือไก่ตัวผู้เป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์

 

ฮิจรา หาเลี้ยงชีพด้วยการรับจ้างอวยพรและให้พรคนในงานแต่งงาน อวยพรให้มีลูกดกและครอบครัวมั่นคง พวกเขาจะแต่งตัวสวยๆ ร้องรำทำเพลงไปตามงานต่างๆที่ได้รับเชิญไปอวยพร แต่ก็มีบ้างที่ฮิจรานิสัยไม่ดีบางคน ไม่มีงานก็ไปยัดเยียดอวยพรให้คนเพื่อขอเงินมาใช้จ่าย ชาวอินเดียเชื่อว่าฮิจรามีวาจาสิทธิ์ อวยพรอะไรก็จะสำเร็จ แต่ถ้าโดนฮิจราด่าก็ถือว่าซวยไปอีกนาน พวกเขาถึงกลัวและไม่อยากทำให้ฮิจราโกรธ.. สังคมมันก็มีความเชื่อแบบนี้มานานแล้วเพื่อรักษาสมดุลในตัวเอง

 

มีเรื่องเล่าระดับตำนานอินเดียอ้างอิงว่า ในคัมภีร์รามายณะตอนพระรามเข้าป่าเพื่อบำเพ็ญเพียรภาวนา มีกลุ่มคนมากมายเดินมาส่งพระรามที่ภูเขา ก่อนเข้าป่า พระรามเอ่ยขึ้นว่า “ชายหญิงทั้งหลายจงกลับไปเถิด เมื่อเสร็จสิ้นการปฏิบัตินี้แล้วเราจะพบกันใหม่” จากนั้นก็เข้าป่าหายไป อีก 15 ปีต่อมา เมื่อพระรามเสด็จออกจากป่า พบว่าฮิจรายังนั่งเฝ้าพระองค์อยู่ที่เดิม เมื่อถามก็ได้คำตอบว่า พระรามกล่าวถึงแค่ชายหญิงให้กลับไป ไม่ได้กล่าวถึงพวกตนที่ไม่ใช่ทั้งชายและหญิง พระรามเห็นความศรัทธาในคำพูดและความยึดมั่นนี้ จึงให้พรว่า ฮิจราสามารถให้พรใครก็ได้ พรนั้นจะมีความศักดิ์สิทธิ์เช่นเดียวกันกับคำสาปแช่ง

ภาพสลักผสมผสานชายหญิง ของพระศิวะและพระแม่อุมา เป็นปาง พระอรรถนารีศวร
ที่ถ้ำ Elephanta ทางตะวันตกของอินเดีย และจัดเป็นมรดกโลกขององค์การ UNESCO

 

โลกทุกวันนี้เปลี่ยนไปเร็วมาก ความหลากหลายทางเพศเริ่มกลายเป็นสิ่งปกติ อย่างล่าสุดมีกระแสชื่นชอบนักข่าวชายชาวต่างประเทศคนหนึ่งที่มาทำงานข่าวชั่วคราวในเมืองไทย สาวๆและเกย์กรี๊ดกันมาก และเมื่อเริ่มขุดค้นเจาะลึกลงไปก็พบว่า เขาเป็นชาว LGBTQ เป็นเกย์ที่มีคนรักแล้วและรับเด็กมาอุปการะ เป็นครอบครัวที่มีความสุข สังคมก็ไม่ได้ตกอกตกใจอะไรเลย กลับชื่นชมในความมีเสน่ห์ของเขาเช่นเดิมหรือยิ่งกว่าเดิม

James Longman(ขวา) นักข่าว ABC
จากเหตุการณ์ทีมนักฟุตบอลติดถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอน จังหวัด เชียงราย

 

ในอินเดียก็เช่นกัน หลายปีที่ผ่านมา มีวงดนตรีกะเทยแบนด์ ชื่อ 6 Pack Band ซึ่งสมาชิกทั้ง 6 เป็นฮิจราทั้งหมด พวกเขาประกาศจุดยืนว่าไม่ใช่แค่สร้างชื่อเสียงเพื่อเงินทอง แต่มีจุดประสงค์เพื่อเปลี่ยนมุมมองของบุคคลข้ามเพศในสังคมอินเดียด้วย ต่อไปคงไม่แปลกใจที่เราจะพบชาว LGBTQ ในสาขาอาชีพต่างๆที่หลากหลายขึ้น หลุดกรอบไปจากอาชีพพิมพ์นิยมเดิมๆ…ไม่แน่นะ สักวัน เราอาจจะมีประธานาธิบดีเป็นเกย์ออกสาวก็ได้ใครจะไปรู้ เพราะขนาดตัวตลกยังเป็นประธานาธิบดีได้เลย

…………………………………….

บทความ: เทพประทาน เหมเมือง

Photos Credit:
https://images.dawn.com/news/1179722

https://www.globalcitizen.org/en/content/one-of-the-worlds-oldest-trans-communities-is-trap/

https://marginalrevolution.com/marginalrevolution/2017/04/the-hijra-of-india.html

http://www.transindiafilm.co.uk/?page_id=16