• GEN Facebook
    Facebook Pagelike Widget

The Road to เลือกตั้ง บัตรเดียวได้ ส.ส. สองระบบ เลือกอย่างไร  คำนวณวิธีไหน

 

  • การลงคะแนนในระบบใหม่นี้ขึ้นกับผู้ลงคะแนนว่าจะตัดสินใจให้อะไรเป็นสิ่งสำคัญที่สุด  ระหว่าง 1.  ตัวผู้สมัคร
    2.  พรรค 
    3.  ผู้ที่พรรคเสนอชื่อให้มีสิทธิ์เป็นนายกฯ
    แต่ไม่ว่าลำดับความสำคัญเป็นอย่างไร  1 เสียงโหวตที่ลงไปจะส่งผลถึงกันทั้งหมด  และไม่มีคะแนนเสียงใดที่สูญเปล่า

 

  • พรรคการเมืองจะส่งผู้สมัครในนามของพรรคได้เขตเลือกตั้งละ 1 คน  โดยไม่ซ้ำกัน  และไม่ซ้ำกับผู้สมัครในแบบบัญชีรายชื่อ

 

  • เมื่อตัดสินใจแล้วให้ดูว่าหมายเลขของผู้สมัครพรรคที่ผู้มีสิทธิ์พอใจในเขตที่มีสิทธิ์นั้น​ ตรงกับหมายเลขอะไร(เพราะเบอร์ของพรรคเดียวกันจะไม่เหมือนกันแล้วในแต่ละเขตเลือกตั้ง)

 

  • 1คะแนนที่ลงไปนั้นจะส่งผลดังต่อไปนี้คือหากผู้สมัครที่ท่านเลือกในเขตนั้นได้คะแนนอันดับที่หนึ่ง  และสูงกว่าเสียงโหวตโน  จะได้รับเลือกเป็น ส.ส.  ขณะเดียวกัน​ คะแนนนั้นจะไปรวมกับทุกคะแนนในทุกเขตที่พรรคการเมืองนั้นส่งผู้สมัคร  เพื่อไปคำนวณสัดส่วนของ ส.ส.บัญชีรายชื่อได้อีกครั้ง

 

  • วิธีการคำนวณสัดส่วนคือเอาทุกคะแนนที่มีการโหวต(ไม่นับบัตรเสีย โหวตโน)  มาหาร 500 ที่นั่ง ส.ส.  แล้วคำนวณเป็นสัดส่วนตามคะแนนที่แต่ละพรรคได้รับมาตัวอย่างเช่น พรรค ก.ได้สัดส่วนมา 10% ของ 500 ที่นั่ง  ก็จะต้องได้ ส.ส. 50 คน​ เป็นต้น  (หากคำนวณแล้วเหลือเศษ  ก็จะเอาพรรคที่มีเศษมากที่สุดมาไล่ลำดับจนกว่าจะมีจำนวน ส.ส. ครบ 500 คน)

 

  • เมื่อพรรคใดคำนวณได้ผลที่นั่ง ส.ส. ออกมาแล้วให้กลับมาดูว่าพรรคนั้นมีที่นั่ง ส.ส. จากการชนะที่เขตเลือกตั้งแล้วกี่ที่นั่ง  เช่น  พรรค ก. ได้สัดส่วนมา 50 ที่นั่ง แต่ชนะ ส.ส. เขตมาแล้ว 35 ที่นั่ง  ก็จะได้ที่นั่งแบบบัญชีรายชื่อเพิ่มอีก15 คน  จนครบ 50 ที่นั่ง 

 

 

  • พรรค ข. ได้สัดส่วนมา 5 ที่นั่งไม่ชนะเขตเลือกตั้งเลย  ก็จะได้ ส.ส. จากบัญชีรายชื่อทั้ง 5 คน 

 

  • แต่ในกรณีของ พรรค ค. หากได้สัดส่วนมา 10 ที่นั่งแต่ชนะแบบแบ่งเขตมา 12 คน  ก็จะไม่มีโอกาสได้ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อเพิ่มอีกแล้ว  เพราะได้มาเกินสัดส่วนไปแล้ว

 

ผลดีจากระบบวิธีการเลือกตั้งระบบจัดสรรปันส่วนผสม

สมัยก่อนเวลาเลือกตั้ง  เขตเลือกตั้งไหน​ ผู้สมัครของพรรคใดชนะเลือกตั้ง  เขาจะเอาใจใส่เฉพาะในฐานเสียงของตัวเอง  ตั้งแต่หัวคะแนนจนถึงหมู่บ้านที่ให้การสนับสนุน  ส่วนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่ไปเลือกพรรคอื่น  อาจจะไม่ได้รับการเอาใจใส่เลยก็เป็นได้  เพราะเขตเลือกตั้งใดที่มีผู้แข่งขันมากกว่า3 คนขึ้นไป  และเป็นคู่แข่งที่สูสีกัน  หากเขตนั้นมีสถิติคนไปใช้สิทธิ์ไม่มากแล้ว  ผู้ที่ครองคะแนนเสียงเพียง 30% ก็มีโอกาสได้รับเลือก  หรืออีกนัยหนึ่ง  ผู้สมัครอาจไม่ต้องใส่ใจกับผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งกว่า70% ในเขตเลือกตั้งนั้นเลยก็ได้

 

แต่ระบบการเลือกตั้งแบบใหม่นี้  แม้จะถูกโจมตีว่าทำให้สิทธิของผู้มีสิทธิ์ลดลง  จากเดิมที่เคยกาบัตรได้ 2 ใบ  เลือกได้ทั้งแบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อ  ต่างจากระบบใหม่ที่กาใบเดียว  เลือกแบ่งเขตส่งผลถึงบัญชีรายชื่อนั้น แท้จริงแล้วมีข้อเท็จจริงที่ไม่ถูกอธิบายอย่างน้อย4 ประการ  ดังนี้

  1. การกาบัตรสองใบเพิ่งมาเกิดขึ้นในการเลือกตั้งเมื่อวันที่6 ก.พ. 2544 (เนื่องจากรัฐธรรมนูญ 2540) ซึ่งเป็นการเลือกตั้งครั้งที่23 ของประเทศไทยแต่ 22ครั้งก่อนหน้านั้นการเลือกตั้งเป็นการกาบัตรใบเดียวทั้งสิ้น!

 

  1. การสนับสนุนการกาบัตร2 ใบแท้จริงเป็นสิ่งเกื้อหนุนนักการเมืองที่มีอิทธิพลในเขต  ด้วยการประชาสัมพันธ์ต่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่ต้องการเลือกพรรคอื่นเพราะกระแสของพรรค  ให้แยกเลือกตนในฐานะคนคุ้นเคยในพื้นที่  เพื่อให้ตนเองยังคงดำรงสถานะเป็น ส.ส.  แต่สิ่งที่ทำลายเจตนารมณ์ของผู้ใช้สิทธิ์คือ หาก ส.ส. เขตที่เลือก  อยู่คนละข้างกับพรรคที่เลือก  คือฝ่ายหนึ่งเป็นรัฐบาล​ อีกฝ่ายเป็นฝ่ายค้าน  1 คะแนนที่เลือกไปก็จะถูกหักล้างในการลงมติในสภาจนหมดคุณค่าในการกำหนดทิศทางการตัดสินใจในสภา ฯ

 

  1. เป็นระบบที่ทำให้ทุกคะแนนเสียงมีความหมายเพราะพรรคการเมืองต้องกำชับผู้สมัครให้เอาใจใส่ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในเขตให้มากที่สุด  เพื่อไม่ให้คะแนนเสียงตกไปเป็นของพรรคคู่แข่ง  ที่จะแปรเป็น ส.ส. บัญชีรายชื่อ  จึงมีผลทำให้ผู้มีสิทธิ์ในเขตเลือกตั้งทุกคนมีความสำคัญขึ้น  ไม่ใช่เอาใจแค่ 30% เหมือนในอดีต

 

  1. พรรคการเมืองที่มีแนวคิดใหม่ ๆ มีความตั้งใจจะลงแข่งขันแต่ไม่มีฐานเสียงในพื้นที่​ มีโอกาสเกิดขึ้นได้ ส่วนจะมีโอกาสแค่ไหน​ อยู่ที่แนวคิด นโยบายตรงใจหรือไม่  (ตัวอย่างกรณีพรรคอนาคตใหม่ พรรครวมพลังประชาชาติไทย) แม้ว่าโอกาสที่เกิดพรรค ‘One Man Show’อย่างพรรครักษ์ประเทศไทยของนายชูวิทย์ กมลวิศิษฐ์ ที่ไม่ส่ง ส.ส. รายเขตเลย  แต่ได้ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อมาถึง4 คน จะไม่มีแล้วก็ตาม  แต่พรรคที่จะมี ส.ส. ได้ในอนาคต  จะต้องเป็นพรรคที่มีรากฐานมั่นคงพอสมควรในระดับหนึ่ง  ไม่ใช่เพียงแค่ชื่อว่าพรรคมี ส.ส. แต่ ส.ส. มาแตกคอกันเองหรือถูกพรรคอื่นซื้อตัวไปภายหลัง

 

                                                                   

จากกราฟวงกลมของกรณีตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงจะพบว่า  ผู้สมัครที่ชนะคะแนนลำดับที่หนึ่งนั้น  เพียงแค่ทำให้ผู้มีสิทธิ์ในพื้นที่พอใจ (โดยการเอาใจใส่ หรือซื้อเสียง) เพียง28% ก็สามารถชนะการเลือกตั้งในเขตนั้น  หรืออีกนัยหนึ่ง  ต่อให้ผู้สมัครนั้นเมินเฉยกับผู้มีสิทธิ์ในเขตเดียวกัน72% ก็ไม่ทำให้โอกาสในการได้เป็น ส.ส. ของเขาสั่นคลอน

 

แต่ด้วยระบบการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม  ทำให้พรรคการเมืองต้องมาประเมินตัวผู้สมัครในเขตนั้น กล่าวคือต้องกระตุ้นให้ผู้สมัครอันเป็นผู้แทนของพรรค  สาขาพรรค​ หรือผู้แทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด  เอาใจใส่กับผู้มีสิทธิ์ในเขตนั้นให้มากขึ้น  เพราะผลจากคะแนนเลือกตั้งจากกราฟวงกลมข้างต้น  แม้พรรคนั้นจะได้ ส.ส. แบบแบ่งเขตใดก็ตาม  แต่คะแนนอีก 40% ในเขตนั้น  จะถูกนำไปบวกสะสมในพรรคคู่แข่งอีก 7 พรรค  ที่อาจทำให้ได้ ส.ส. จากบัญชีรายชื่อ  มาเป็นคู่แข่งในการโหวตนายกฯ  เพื่อกำหนดการเป็นฝ่ายรัฐบาลในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรก็เป็นได้

 

สรุปความได้ว่า  นักการเมืองและพรรคการเมืองต้องทำงานหนักขึ้น  แต่ประชาชนได้รับการเอาใจใส่  ถูกยกระดับความสำคัญมากขึ้น

 

เมื่อได้เห็นภาพชัดเจนแบบนี้  คุณยังมีข้อสงสัยอีกหรือไม่ว่า​ ทำไมนักการเมือง พรรคการเมืองถึงไม่ชอบระบบนี้

……………………………………………..

อ่านบทความ “The Road To เลือกตั้ง” ในตอนก่อนหน้านี้ได้ที่

ตอนที่ 1 Roadmap To เลือกตั้ง 4 Step หลัก สู่การจัดตั้งรัฐบาลประชาธิปไตย
http://genonline.co/2018/05/30/roadmap-to-election-thailand/

ตอนที่ 2 The Road To เลือกตั้ง ตอน ใครคือผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง
http://genonline.co/2018/06/06/right-to-votes/

ตอนที่ 3 The Road To เลือกตั้ง ตอนคุณสมบัติของผู้สมัคร ส.ส.
http://genonline.co/2018/06/15/assembly-man-specification/

ตอนที่ 4 The Road To เลือกตั้ง ตอน เลือก ส.ส. เห็นว่าที่นายกฯ
http://genonline.co/2018/06/29/prime-minister-i-choose-you/

ตอนที่ 5 The Road To เลือกตั้ง ตอน การมี Primary Vote ทำอย่างไร? เพื่ออะไร?
http://genonline.co/2018/07/09/primary-vote/

…………………………….
บทความ: นามนั้นสำคัญไฉน ความจริงสิสำคัญกว่า
Illustrator: Aonnta Boonnam