• GEN Facebook
    Facebook Pagelike Widget

‘6 โอกาส’ ในการเรียนรู้ชีวิตไปกับภาพยนตร์เรื่อง The Intouchables

“Spoiler alert บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาภาพยนตร์”
……………………………………………..

It’s a new dawn, it’s a new day, it’s a new life….
“คือเช้าคราใหม่ในวันใหม่และในชีวิตใหม่”

เป็นเพลงประกอบในฉากหนึ่งของภาพยนตร์เรื่อง The Intouchables ซึ่งจะเป็นหัวข้อของบทความในครั้งที่สองนี้

หลายๆปีก่อนดิฉันได้ยินชื่อภาพยนตร์เรื่องหนึ่งที่มาจากฝรั่งเศสซึ่งนอกจากรายได้ที่กลายเป็นปรากฏการณ์ในประเทศบ้านเกิดเมืองนอนแล้วยังได้รับคำชมอย่างท่วมท้นในวงกว้างซึ่งนับจากวันนั้นภาพยนตร์เรื่องนี้ก็อยู่ในรายชื่อหนังที่ปฏิญาณกับตัวเองว่าก่อนตายต้องดูให้ได้สักครั้งหนึ่งและในที่สุดฝันของดิฉันก็เป็นจริงแล้ว 😂

นอกจากการทำตามคำปฏิญาณของตัวเองแล้วอีกหนึ่ง Agenda คือได้เวลาส่งบทความชิ้นที่ 2 ให้ Genonline อีกแล้วค่าาาา 😂😂

ตอนแรกจะเขียนเรื่อง Your Name แต่ยอมรับอย่างหน้าไม่อายเลยว่าอกหักจากภาพยนตร์เรื่องนั้น ไม่ค่ะ​ อย่าเข้าใจดิฉันผิด ไม่ใช่ว่า Your Name นั้นไม่ดีแต่เอาเป็นว่านั่นไม่ใช่สไตล์ของภาพยนตร์ที่ดิฉันจะรู้สึกเข้าถึงได้โดยง่ายรวมถึงเป็นคนที่ไม่ใช่แฟนตัวยงของภาพยนตร์อนิเมะด้วยจึงไม่อาจบีบคั้นหาประเด็นให้ตัวเองเขียนถึงเรื่อง Your Name ได้อย่างที่ใจต้องการ 

แล้วพอมาได้ดู The Intouchables จนจบประโยคแรกดิฉันก็รำพึงกับตัวเองเบาๆว่า

“รอดตายแล้วตรู”

 

Credit: Amazon

 

โน่ววว….ไม่ใช่แค่เพราะต้องเขียน แต่เพราะหนังเรื่องนี้มันถูกจริตและจุดประกายบางอย่างให้ดิฉันอยากถ่ายทอดมันออกมาเป็นตัวอักษรมากกว่าการจะปล่อยให้มันถูกลืมไปในสายธารแห่งกาลเวลา

The Intouchables บอกเล่าเรื่องราวที่สร้างจากชีวิตจริงของฟิลิปเศรษฐีพิการที่ประสบอุบัติเหตุจากงานอดิเรกที่ชอบนั่นคือการเล่นพาราไกลด์ดิ้ง (Paragliding) ที่ส่งผลให้เขาเป็นอัมพาตตั้งแต่ช่วงคอลงมากับดริสชายผิวสีผู้ซึ่งได้รับการว่าจ้างให้เป็นผู้ดูแลประจำตัวของฟิลิปซึ่งสิ่งที่คนทั้งคู่ค้นพบร่วมกันมันยิ่งใหญ่เกินกว่าค่าจ้างและการดูแลและทั้งหมดนั้นจะไม่เกิดขึ้นได้เลยหากฟิลิปไม่ให้โอกาสกับดริสตั้งแต่ต้น

“นี่คือภาพของPhilip และDriss ตัวจริง”
Credit: Jublier24h

 

และสำหรับความเห็นส่วนตัวของดิฉัน โอกาส’ ก็ดูจะเป็นคำสรุปที่เหมาะสมกับการถ่ายทอดแง่มุมที่งดงามของภาพยนตร์เรื่องนี้ซึ่งโอกาสเหล่านั้นคือสิ่งที่กำลังจะผ่านตาคุณต่อไปด้านล่างนี้ค่ะ

1. โอกาสในการเป็นคนปกติได้รับการปฏิบัติเยี่ยงคนปกติ

มันช่วยไม่ได้ที่สิ่งที่คุณจะได้รับการปฏิบัติเมื่อคุณเป็นคนพิการคือความสงสารความเห็นใจทั้งต่อร่างกายและจิตใจ ทว่า คุณเคยถามเขาเหล่านั้นหรือไม่ว่าพวกเขาต้องการให้เราปฏิบัติกับเขาอย่างนั้นจริงๆหรือ

ข้อนี้ดิฉันมีประสบการณ์พบเจอมาด้วยตัวเอง​ คือเมื่อ 2 ปีก่อน ระหว่างทริปของการท่องเที่ยวถ่ายรูปในประเทศเยอรมันในบ่ายวันหนึ่งโดยไม่รู้อะไรล่วงหน้าเพื่อนสนิทชาวเยอรมันซึ่งเป็นคนที่ดิฉันเดินทางไปพำนักอยู่ด้วยระหว่างอยู่ในเยอรมันได้ขับรถพาดิฉันไปเยี่ยมเอเนตต้าซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของเขาซึ่งอาศัยยังหมู่บ้านนอกเมือง เอเนตต้านั้นเป็นโรคร้ายที่ได้รับการวินิจฉัยว่าจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่เกิน3 ปี มีชีวิตอยู่ติดเตียงและรถเข็นไม่ต่างอะไรกันกับฟิลิปในภาพยนตร์ ต่างกันหน่อยตรงที่ร่างกายของเอเนตต้ายังรู้สึกแต่เคลื่อนไหวไม่ได้ มีความสุขได้บนนาฬิกาชีวิตที่กำลังเดินถอยหลัง

เมื่อไปถึงที่นั่น ดิฉันได้พบญาติของเอเนตต้ามากมาย ไอเดียของค่ำคืนวันนั้นคือแคมป์ไฟ.. ใช่แล้วค่ะ แคมป์ไฟในหมู่บ้านนอกเมืองทางใต้ของแคว้นบาวาเรียกลางอากาศหนาวเหน็บ เราก่อกองไฟร้องเพลงเล่นดนตรีกันอย่างมีความสุข ณ ที่นั่น ไม่มีความต่างของเชื้อชาติไม่มีความต่างทางด้านวัยและไม่มีความต่างของร่างกายแต่อย่างใด ดิฉันชวนเอเนตต้าคุยในเรื่องของชีวิตทั่วๆไปอย่างคนแปลกหน้าที่เริ่มมักคุ้น อย่างนักเดินทางที่มองหาช่วงเวลาอบอุ่นและอย่างคนที่กระหายในการพูดคุยเพื่อเป้าหมายแห่งการเป็นเพื่อนมากกว่าคนแปลกหน้า และ ณ ขณะหนึ่งดิฉันขอกอดเอเนตต้าไม่ใช่ด้วยความรู้สึกอื่นใดมากไปกว่าขอบคุณที่ให้โอกาสดิฉันเป็นเพื่อนใหม่และมีช่วงเวลาที่งดงามในค่ำคืนนี้

หลังกลับจากปาร์ตี้ภายหลังเพื่อนดิฉันมากล่าวขอบคุณและเล่าให้ฟังว่า​ เอเนตต้ารวมถึงญาติๆและทุกคนที่นั่นพูดถึงความสนุกในค่ำคืนนั้นรวมถึงเพื่อนใหม่อย่างดิฉันในมุมของความรู้สึกที่ดีๆมากมาย แต่สิ่งที่เอเนตต้าประทับใจเป็นพิเศษคือการที่ดิฉันปฏิบัติเธออย่างเพื่อนอย่างคนทั่วไปหาใช่การปฏิบัติต่อผู้ป่วยหนักอย่างที่เธอได้รับตลอดเวลาไม่

ย้อนกลับมายังหนังเรื่องนี้หลายๆฉากที่เราจะได้เห็นคือฉากที่ดริสแสดงความตรงไปตรงมากับฟิลิปทั้งสิ่งที่เขามองว่าแย่และมองว่าดี รวมไปถึงการปฏิบัติของดริสที่มีต่อฟิลิปที่หลายๆครั้งเกือบจะลืมไปว่าฟิลิปเป็นผู้พิการ ฉากหนึ่งที่อธิบายความพิเศษของข้อนี้ได้เป็นอย่างดีคือ​ ตอนที่ฟิลิปคุยกับเพื่อนสนิทถึงดริสและสิ่งที่ฟิลิปพูดออกมาคือ

“นั่นแหละใช่เลย ฉันต้องการมัน ความไม่สงสาร เขาชอบยื่นโทรศัพท์ให้เพราะว่าลืม เขาไม่ค่อยเห็นอกเห็นใจคนอื่น แต่สมองปกติแขนและขาของเขาแข็งแรง”

ซึ่งประโยคนี้แหละที่อธิบายเป็นอย่างดีว่าสิ่งที่คนพิการอย่างฟิลิปต้องการความช่วยเหลือก็มีเพียงแค่ความจำเป็นด้านร่างกาย ความพิการอาจสร้างข้อจำกัดบางประการให้ร่างกายแต่ก็ไม่ควรถูกนำมาเป็นปัจจัยในการแสดงความเคารพต่อความคิดของคนพิการแต่อย่างใดไม่ นั่นเพราะนอกเหนือจากร่างกายแล้วสมองและจิตใจก็ยังคงสภาพเจิดจำรัสเช่นที่มันเคยเป็นมา

ดังนั้นแล้วลองพิจารณาทางเลือกในการปฏิบัติต่อเขาเหล่านั้นในอีกแง่มุมหนึ่งที่คุณอาจจะเคยมองข้ามดูก็ไม่เลวนะคะ

 

Credit: vladlitinetsky

 

2.โอกาสในการใช้ชีวิตอย่างคนปกติ

อะไรคือความแตกต่างระหว่างเรากับคนพิการที่ไม่สามารถขยับร่างกายตั้งแต่คอลงมาได้? เอาอย่างง่ายๆ ก็คงเป็นการใช้ชีวิตประจำวันอย่างปกติทั่วไป นึกสภาพเราในภาวะปกติหิวตอนตี 3 เราก็แค่ขับรถไปรับประทานข้าวที่ “ถูกและดี” ฟู้ดแลนด์ ในวันที่โลกมันน่าชังนักเราก็ยังมีทางเลือกอย่างการซิ่งรถไปบางแสน​ ละเลียดเบียร์ริมทะเลตอนตี 2 แค่พอครื้มๆและรอจนไม่มีอาการเมาก็ขับรถกลับกรุงเทพฯ หรือในวันที่เราอยากเห็นแสงไฟ เราก็แค่ขับรถออกไปดูแสงสีในยามราตรี หรือแม้เมื่อเราทำงานจนมีเวลาพักร้อนสักนิดเราก็แค่จองตั๋วแพ็คกระเป๋าแล้วโผบินไปฝังตัวอยู่ในมุมใดมุมหนึ่งของโลกกว้าง

ทั้งหมดนั้นไม่ใช่ชีวิตที่ฟิลิปจะมีโอกาสได้ทำเลยหากว่าไม่มีดริส

ก่อนการเข้ามาของดริสนั้น ฟิลิปใช้ชีวิตที่หนักกว่าผู้พิการคือการเป็นผู้ป่วยต้องทำกายภาพบำบัดเข้านอนเป็นเวลา รับประทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะและเป็นประโยชน์ งดเว้นของต้องห้ามกับร่างกาย ‘ผู้ป่วย’ ทั้งหลาย ซึ่งก็รวมไปถึงการออกไปซิ่งรถ สูบบุหรี่ กินขนม ชมแสงไฟกรุงปารีสยามค่ำคืน เล่นปาหิมะ ซิ่งรถเข็น รวมไปถึงการมีSex

อีกครั้งหนึ่งที่ต้องบอกว่าผู้พิการอาจเป็นผู้ป่วยในนัยหนึ่งแต่สภาวะความพิการและอาการป่วยนั้นก็ไม่ควรถูกนำมาเป็นตัวลิดรอนสิทธิเสรีภาพของพวกเขาในการที่จะได้ใช้ชีวิตอย่างคนปกติ ลำพังโชคร้ายที่เกิดขึ้นก็แย่มากแล้วพวกเขาจึงไม่ควรถูกซ้ำเติมให้ต้องมีชีวิตที่ผิดเพี้ยนไปภายใต้การหงายการ์ดของคำว่า ‘คนป่วยและความเป็นห่วง’

เมื่อมีดริสเข้ามา ทุกอย่างที่ดิฉันเอ่ยไปข้างต้นคือสิ่งที่ฟิลิปมีโอกาสได้ทำทั้งหมดและความที่หนังเรื่องนี้สร้างจากเรื่องจริง คงไม่แปลกเกินไปนักที่จะบอกว่าฟิลิปคงเป็นคนโชคร้ายไม่กี่คนที่ได้ใช้ชีวิตที่ ‘ปกติ’ ที่สุด


Credit: Articles and reviews

 

Credit: Madison Movie

 

3.โอกาสในการเป็นตัวของตัวเองและซื่อสัตย์ต่อความเชื่อของตัวเอง

เคยได้ยินวรรคทองวรรคหนึ่งที่พูดว่า
“You were born an original, don’t die a copy” มั้ยคะ

เคยกล้าที่จะซื่อสัตย์กับความเชื่อและความรู้สึกของตัวเองโดยมิพักต้องพะวงกับสายตาและทัศนคติของคนรอบข้างมั้ยคะ
ถ้าคุณเคยขอแสดงความยินดีด้วยค่ะ เพราะคุณคือคนกล้าหาญ อย่างน้อยก็กล้าที่สุดที่จะเป็นตัวของตัวเอง สิ่งที่คุณเป็นคือการแสดงความเคารพตัวเองอย่างสูงสุดด้วยการไม่ทรยศในการที่จะเป็นตัวเองค่ะ

นัยในประเด็นนี้ถูกถ่ายทอดผ่านออกมาทางหลายฉากตอนในภาพยนตร์เช่น ในฉากงานวันเกิดของฟิลิปซึ่งมีการแสดงดนตรีสดประเภทคลาสสิกพร้อมวงออเคสตร้าครบวง สำหรับดริสนั้น มันคือการแสดงที่ดริสรู้สึกห่างไกลและเข้าไม่ถึง และดริสเองก็ไม่ได้มุ่งมั่นที่จะแสดงความพยายามว่าเขาเข้าใจความงดงามของเพลงคลาสสิกที่เขาฟังไม่รู้เรื่องและเขาก็แน่ใจว่าผู้คนกว่าครึ่งในนั้นก็คงไม่ได้รู้สึกอินตามจริงๆเช่นเดียวกันกับเขา และนั่นจึงเป็นที่มาของฉากรื่นเริงในเพลง Boogie Wonderland ของEarth, Wind & Fire ที่ดริสขอนำเสนอจากเพลย์ลิสท์ในมือถือตัวเองแทน แล้วเราก็ได้เห็นว่า คนจำนวนไม่น้อยปลดปล่อยมากกว่าเมื่อเจอท่วงทำนองที่เข้าถึงเขามากกว่า มีความสุขมากกว่าเมื่อได้ผ่านพบประสบการณ์ที่เขารู้สึกถึงความ‘เป็นพวกเดียวกัน’ มากกว่า… เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคมความรู้สึกของการเป็นพวกเดียวกันจึงเป็นสิ่งที่เราเรียกร้องหาอย่างเงียบๆมาตลอดเวลา

ว่าแต่วันนี้.. คุณได้แวะกลับไปเป็นตัวเองบ้างหรือยังคะ?

Credit: Movie4U

 

4. โอกาสในการไม่มองคนแค่เปลือกนอกและให้โอกาสเขาในการจูงใจให้เราค้นพบด้านที่ดีๆ

ภาพลักษณ์ภายนอกของดริสตั้งแต่รูปลักษณ์สีผิวไปยันรองเท้าและการแต่งกายของดริสในจังหวะแรกๆของการปรากฏตัวผนวกด้วยปูมหลังของครอบครัวที่ยากจน ประวัติการทำงานที่ไม่มีใครรับล้วนแล้วเป็นหลุมพรางที่ถูกขุดไว้ เพื่อให้เราตกไปในกับดักแห่งการตัดสินคนแค่เพียงภายนอกทั้งสิ้น ภายใต้ลักษณะของการพร่องมารยาททางสังคม กิริยาอาการอย่างคนที่ไม่ได้ผ่านสังคมตั้งแต่ระดับปานกลางขึ้นไปมามากนัก หรือท่าทีการพูดและทัศนคติที่ช่วยให้เราสรุปได้โดยง่ายว่า นี่คือชายที่ไร้การศึกษาคือเนื้อแท้ของชายผู้ฉลาดเฉลียว เรียนรู้ไว ช่างสังเกต ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ยังไม่น่าประทับใจเท่ากับการได้ค้นพบว่านี่คือชายผู้ที่เต็มไปด้วยความจริงใจ กตัญญู เอาใจใส่ต่อผู้อื่น อ่อนโยนอบอุ่นให้เกียรติผู้อื่นและมีจิตใจงดงามเหลือเกิน

ฉากที่ดริสบอกให้ฟิลิปสั่งสอนลูกเลี้ยงเพื่อให้ปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างให้เกียรติและให้ความเคารพโดยเฉพาะกับฟิลิปซึ่งเป็นพ่อผู้เลี้ยงดูมาคือนาทีที่เราได้เห็นดริสคนที่เต็มไปด้วยความเคารพต่อผู้อื่น
ฉากที่ดริสกระตุ้นเตือนอีวอนให้ใส่ใจในเรื่องอาหารการกินเพื่อที่จะได้หลีกเลี่ยงการกินยาคือนาทีที่เราได้เห็นดริสคนที่เต็มไปด้วยความใส่ใจ
หรืออย่างฉากที่เราได้เห็นดริสพยายามปกป้องความรู้สึกของแม่และสายตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใยยามที่มองเห็นแม่ผู้ทำงานเหนื่อยหนักบอกให้เรารู้ว่า นี่คือชายที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณแห่งความกตัญญู

ถึงตรงนี้แล้วเราคงต้องตั้งคำถามกับตัวเองแล้วล่ะค่ะว่า ครั้งสุดท้ายที่เราได้ค้นพบด้านดีๆของผู้คนที่หลบเร้นอยู่หลังภาพลักษณ์ภายนอกนั้นคือเมื่อไหร่ แล้วถึงเวลาที่เราจะมีนาทีแสนพิเศษในการเห็นด้านที่ดีๆของผู้คนอีกครั้งแล้วหรือยัง

 

5. โอกาสในการมีเพื่อน

บางทีการแปะมือกับเพื่อนมันก็สนุกกว่าการแปะมือกับแฟน
บางทีก็มีแค่บางหมายเลขโทรศัพท์ที่เราไม่เคยลังเลที่จะยกหูหาและจะโทร.จนกว่ามันจะรับ
บางทีก็มีแค่กับคนบางคนเท่านั้นที่เราอยากบอกเล่าสารพัดเรื่องราวในชีวิตที่เกิดขึ้นแม้มันจะไม่ว่างฟังก็ตาม
บางทีก็มีแค่คนที่เรียกว่าเพื่อนที่เราจะกล้ายอมรับอย่างหน้าไม่อายว่า ‘ชีวิตมันโคตรแย่เลย’ แล้วร้องไห้
บางทีก็มีแค่คำด่าจากคนบางคนที่เราอยากจะได้ยินอย่างตรงไปตรงมา โดยไม่นึกโกรธ อาจจะมีด่ากลับแต่แล้วเราก็จะยังคงยิ้มกว้างให้กันได้อย่างเดิม 

และบางทีก็มีแค่บางเสียงที่เราอยากได้ยินในชั่วขณะที่อ้างว้างที่สุด เพื่อทำให้รู้สึกว่าโลกนี้ไม่อ้างว้างจนเกินไป

ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ดริสหยิบยื่นให้กับฟิลิป  ซึ่งรอบตัวมีเพียงความสัมพันธ์ของพ่อกับลูกเลี้ยงวัยรุ่นนายจ้างกับลูกจ้าง เป็นคอนเน็คชั่นสำคัญในวงสังคม เป็นทุกอย่างที่มายาคติของชีวิตสมัยใหม่พึงมีแต่ไม่มีสักอย่างที่ ‘ชีวิตอย่างที่แท้’ จะพึงมีนั่นคือ ‘เพื่อน’ ฉากที่เป็นความอบอุ่นใจและรู้สึกยิ่งใหญ่ในการมีใครสักคนที่เรามองหน้าและเรียกมันว่าเพื่อนได้อย่างเต็มปากเต็มคำที่สุดคือฉากที่ดริสแวะไปหาฟิลิปหลังจากตัดสินใจลาออก ซึ่งนับจากนั้น​ สิ่งที่หายไปจากชีวิตของฟิลิปไม่ใช่ลูกจ้างผู้รู้ใจแต่คือเพื่อนของชีวิต และเพียงแค่การมองอย่างยิ้มกว้างและคำถามที่ว่า 

“ดีใจใช่มั้ยล่าาาา เดี๋ยวผมจะเข้าไป” ก็ให้ความอบอุ่นยิ่งกว่าคำรักใดๆจากคนแปลกหน้าในโลกนี้…

Credit: Observer

 

6. โอกาสให้เราได้ผ่านพบและรักทุกความรู้สึกที่ดีๆจากหนังเรื่องนี้

บทสรุปสุดท้ายในเรื่อง “โอกาส” ที่เราได้ค้นพบจากหนังฟีลกู๊ดเรื่องนี้คือ ความอบอุ่นและรู้สึกดีๆในทุกๆช่วงเวลาที่เราหมดไปกับการนั่งชม นอกเหนือจากการเปิดโอกาสให้เราจ่อมจมไปกับความรู้สึกอันอิ่มเอมอย่างพอดิบพอดี ไม่มากไปไม่น้อยไป ไม่เยิ่นเย้อไม่ยัดเยียดแล้ว ยังคือการเปิดโอกาสให้เราได้มีความสุขกับเพลงประกอบที่ถูกนำมาประกอบอย่างพอเหมาะพอเจาะและสร้างความเชื่อมต่อของความรู้สึกได้อย่างลงตัว เพื่อผูกจูงให้เราก้าวเข้าไปหลงรักทุกๆเสนาะที่เราได้ยินจากหนังเรื่องนี้ได้อย่างไม่ยากเย็นเลยสักนิด แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ​ การอนุญาตให้เราค้นพบสารพัดโอกาสที่หนังต้องการถ่ายทอด เพื่อสักช่วงจังหวะของชีวิตเราจะได้มีโอกาสของเราเองเพื่อพินิจและขัดเกลาให้ชีวิตเราพร้อมจะเป็นชีวิตที่สุขมากขึ้น

ขอบคุณอีกครั้ง…สำหรับ 112 นาทีอันแสนมีค่านี้…

Credit: LuxNijmegen

 

………………………………….

บทความโดย: 8880708
Illustrator: Aonnta Boonnam