• GEN Facebook
    Facebook Pagelike Widget

From Ice Ages To Gucci แฟชั่นเริ่มต้นจากอะไรหนอ ตอนที่ 3

“โลกหมุนไม่หยุด แน่นอนถ้าหากโลกนี้หยุดหมุน
นั่นหมายถึงทั้งจักรวาลคงมีปัญหา”

โลกเข้าสู่ศตวรรษที่20
หลังจากโลกเริ่มก้าวเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมมา150 ปี
ได้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 1
ซึ่งเป็นผลมาจากการแย่งชิงดินแดนและการแข่งขันในทางการค้า รัสเซียราชวงศ์โรมานอฟถูกโค่นล้มจากพวกบอลเชวิค ในระหว่างการดำเนินไปของสงครามโลกครั้งที่ 1
มนุษย์ใช้เครื่องจักรเข้ามาในอุตสาหกรรมแทนการใช้แรงงาน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมสิ่งทอ การเกิดขึ้นของเครื่องจักรไอน้ำ การพัฒนารถไฟ เรือกลไฟ การผลิตที่เคยทำในครอบครัว เมื่อเกิดโรงงาน ทำให้คนชนบทอพยพเข้ามาเป็นกรรมกรในเมือง ซึ่งส่งผลอย่างลึกซึ้งต่อสภาพเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม ที่เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของประวัติศาสตร์โลก

Alexandra Feodorovna จักรพรรดินี พระองค์สุดท้ายของราชวงศ์ โรมานอฟแห่งรัสเซีย

100 ปีก่อนเกิดสงครามโลกครั้งแรก
การปฎิวัติอุตสาหกรรม ทำให้ทุกประเทศเกิดการแข่งขันส่งผลให้ภายใน 4 ปีของสงคราม ยุโรปแตกเป็นเสี่ยงๆ ผู้แพ้สงครามถูกยึดครอง ตั้งแต่จักรวรรดิ ออตโตมัน แคว้นอนาโตเลีย
รัสเซียเสียดินแดนด้านตะวันตก เกิดเป็นประเทศใหม่หลายๆประเทศ เช่นโปแลนด์ ฟินแลนด์ ลิทัวเนีย เซอร์เบีย ทางด้านออสเตรีย แบ่งออกเป็น ยูโกสลาเวีย เชคโกสโลวาเกีย ฮังการี ช่วงเวลาเหล่านี้มีทหารเสียชีวิตจากสงครามราว 60 ล้านคน

ภาพวาดการผลิตสิ่งทอจากปี ค.ศ. 1839
ที่มาของภาพ pinsdaddy.com

ทางด้านวัฒนธรรม แต่ละชาติพันธุ์ที่เกี่ยวเนื่องกันมานานนับพันๆปี เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายยังคงมีอิทธิพลต่อมาในถิ่นฐานเดิม แม้สงครามได้ทำให้ทุกอย่างพังทลาย ชนชั้นสูงถูกลดทอนวิถีชีวิตลงโดยสภาพสังคม ต้องปิดบังความหรูหราเพราะเหตุแห่งความทุกข์ยากที่เกิดขึ้นไปทั่วในระหว่างสงคราม ละทิ้งวิถีชีวิตหรูหราของตระกูลที่สืบทอดศักดิ์ในเรือกสวนไร่นา วังอันโอ่อ่า เครื่องพลอย ไข่มุก ทองคำ เพชรนิลจินดาถูกถอดห่อหุ้มมิดชิดซ่อนเร้นไว้ เพียงใช้เป็นเครื่องมือในการพาชีวิตให้รอดจากสงคราม
ยุควิคตอเรียนในราชสำนักแทบจะสิ้นสุดลง
แต่แน่นอน เกิดชนชั้นที่ร่ำรวยขึ้นมาแทน จากผลของการปฏิวัติอุตสาหกรรมใหม่ สังคมแบบแบ่งชนชั้นยังคงมีอยู่ แทนที่สังคมชั้นสูงในราชสำนักอย่างเดิม
ปัญหาเศรษฐกิจภายหลังสงครามจบสิ้น ย่อมมีบรรดาคนที่ได้ประโยชน์จากสงคราม ไม่ว่าจะเป็นทั้งฝ่ายพ่ายทั้งฝ่ายมีชัย แน่นอน พ่อค้าย่อมเป็นพ่อค้า
ทุกอย่างจบก็ต้องมีการเริ่มต้น ..
แบรนด์ชื่อก้องโลกที่เกิดภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 1
มีแบรนด์หรูหราที่ยังทรงอิทธิพลอยู่ในอุตสาหกรรมแฟชั่นยุคใหม่ มาตราบจนทุกวันนี้

บรรยากาศในโรงงานทอผ้าช่วงปฏิวัติอุตสาหกรรม
ที่มาของภาพ i-am-bored.com

ฉันจะเล่าเรื่องของ Gucci
ด้วยเหตุที่แบรนด์นี้มีประวัติศาสตร์หวือหวา อื้อฉาว มีขึ้นมีลงราวกับชีวิตของใครสักคนที่ผาดโผนสูงสุดและร่วงลงเหว กลับมาทะยานขึ้นได้เกือบจดสายรุ้ง ในช่วงเวลาเพียงหนึ่งศตวรรษ
โลกของแฟชั่นหมุนดั่งวงแหวนที่ล้อมรอบดาว Saturn
แฟชั่นมีช่วงของการหมุนกลับไปกลับมาเสมอ

ฉันว่า แฟชั่นคล้ายกับระบบจักรวาล
ที่ประกอบไปด้วยดาวฤกษ์ หลายๆร้อยดวง ดาวเหล่านั้นก็คือบรรดาแบรนด์ต่างๆ ที่กำเนิดเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะการเจริญอย่างรวดเร็วของการผลิตแบบอุตสาหกรรมในศตวรรษที่ 20
ได้ปรากฏแบรนด์ชั้นสูงหรูหรามากมาย
ไม่มีวันหยุดนิ่งจนเกือบจะนับไม่ได้ เหมือนละอองพลาสมาของทางช้างเผือกกระจายในอวกาศ

Gucci เปรียบเหมือนดาวฤกษ์ (Star) ดวงหนึ่งที่ส่องแสงเจิดจรัสเป็นประกาย อุณหภูมิของ Gucci ทรงพลังและมีอิทธิพลต่อวงการแฟชั่นมาตลอดหลายทศวรรษ
ในปี 1923 หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ผ่านไปเพียง 5 ปี
ที่เมืองฟรอเรนซ์ กุชชิโอ กุชชี่เริ่มต้นขายกระเป๋าเดินทางนำเข้า ซึ่งต่อมาได้ตั้งโรงงานผลิตและออกแบบเอง เขามีลูกชาย 5 คนมีเพียง 2 คนคือโรดอฟโฟ และ อัลโด ที่ช่วยเขาทำงานอย่างหนักและเข้ามาสืบทอดกิจการ ..
แบรนด์โด่งดังถึงขีดสุดเมื่อกระเป๋าหนังมีหูไม้ไผ่ดังระเบิดไปทั่วโลก รวมทั้งผ้าพันคอไหมพิมพ์ลายดอกไม้ที่เป็นสัญญลักษณ์ของ Gucci แท้ๆ
รองเท้าหนังเท่เก๋ด้วยเหล็กที่ใช้ขวางปากม้า (Horse-bit) สำหรับดึงบังเหียนตกแต่งบนรองเท้าที่ classic ที่สุด นั่นดึงดูดสายตาและเงินในกระเป๋าของเหล่าคนดัง

 

โจดี้ ฟอสเตอร์ ดาราดังก็เป็นแฟนของแบรนด์กุชชี่

 

Sunrise Sunset
ช่วงที่รุ่งเรืองขีดสุด Gucci ขายตราสินค้าไปพะกับสินค้าอีก 2 หมื่นชนิดทั่วโลก โดยหวังว่าครอบครัวได้รายได้เป็นเสือนอนกิน
นั่นเป็นสาเหตุให้เกิดอาการเบื่อกุชชี่ขึ้นเป็นลำดับ จนถึงขั้นตกต่ำสุดขีดในช่วงปลายทศวรรษ70
ไม่มีคนเก๋รสนิยมหรูคนไหนอยากใช้เครื่องหมายตัวอักษร G คล้องกันอีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นวิสกี้กุชชี่หรือแม้แต่กุชชี่ ซิกาแรต
“เมื่อไหร่ที่คุณเห็นแถบเขียวแดงคุณก็แทบอาเจียน”
นักยุทธศาสตร์การตลาดผู้หนึ่งกล่าว
พลังสารในดาวฤกษ์ดวงนี้ได้อ่อนกำลังลงได้อย่างเหลือเชื่อ แสงจรัสทอนแสงลงเรื่อยมา
จนถึงหลานปู่ นามว่า เมาริซิโอ เข้ามารับช่วงกิจการต่อ เมาริซิโอหนุ่มผู้ทนนั่งมองแบรนด์ที่ครอบครัวรุ่นที่ 2 บริหารแบบหลับหูหลับตาขายแต่อดีตอันเคยรุ่งเรืองไม่ไหว
เขาต้องการความร่วมมือจากภายนอก
เขาจำเป็นต้องมีดาวบริวาร นั่นคือบุคคล 2 คนที่ เข้ามาพลิกวิกฤติให้กับบริษัท ทนายความจบจากฮาร์วาร์ดมาเป็นประธานบริหารกุชชี่อเมริกา เดอ โซเล่ (De Sole) จัดการจ้าง ดอว์น เมลโล (Dawn Mello) มาจาก เบิร์กดอร์ฟกู๊ดแมน ห้างสรรพสินค้ามีชื่อโก้หรูของนิวยอร์ก มาเป็นครีเอทีฟไดเรกเตอร์

ดอว์น เมลโล ตาแหลมกว้างไกลมองว่า ด้วยมนต์เสน่ห์ที่ยังคงมีอยู่ แม้ว่าจะเจือจางเหมือนหมอกเมฆยามรุ่งอรุณ แต่เธอก็เชื่อว่าอาทิตย์กำลังจะฉายแสงอีกครั้ง
การ Revamp brand เธอสร้างทีมดีไซน์ขึ้นมีดีไซเนอร์รูปงามนาม
ทอม ฟอร์ด Tom Ford จบดีกรีปริญญาสถาปัตยกรรมตกแต่งภายใน เขาเป็นทั้งนักแสดงและนายแบบ นิวยอร์กเกอร์วัย 29 ปีเข้ามาเป็นหัวหน้าทีมดีไซน์ ทอม ฟอร์ด และเมลโล ดึงดีไซน์ดีเอ็นเอของกุชชี่ ฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่ได้อย่างอัศจรรย์ใจ
กลุ่มทุนจากตะวันออกกลาง อินเวสท์คอร์ป คือผู้ทุ่มทุนต่อชีวิตให้บริษัทที่ตอนนั้นตกอยู่ในภาวะกำลังจะล้มละลายใกล้สิ้นหวัง

แน่นอน การปรับปรุงกิจการย่อมต้องใช้เงินมหาศาล
ครอบครัวกุชชี่ต้องขายหุ้นให้กลุ่ม อินเวสค็อร์ป ถึง 50 เปอร์เซ็นต์
ต่อมาเพียงไม่กี่ปี เมาริซิโอผู้พลิกฟื้นชีวิตให้กับแบรนด์ Gucci ถูกภรรยาของเขาเองจ้างมือปืนรอดักยิงกลางเมืองมิลาน หน้าสำนักงานใหญ่กุชชี่ในปี1995 ฐานที่มีผู้หญิงคนอื่น สามีตายสมความแค้น ตัวเธอก็ต้องเดินคอตกเข้าคุก
เรื่องอื้อฉาวของคนในครอบครัวไม่มีผลต่อแบรนด์แม้แต่น้อย
ทอม ฟอร์ด สามารถสร้างแรงเหวี่ยงกลับมาได้ราวกับเสก เขาทลายภาพลักษณ์กุชชี่ที่ขรึมโก้แบบชนชั้นสูงลง โดยใช้แรงบันดาลใจจากโบฮีเมียนยุค 70s
ปี 1995 ผู้หญิงสาวทันสมัยอยากใส่กางเกงเอวต่ำกับเสื้อเชิ้ตตัวเล็กผ้าซาตินสีน้ำเงินวาว
ดาวฤกษ์ดวงนี้จรัสแสงอีกครั้ง
ที่งานแจกรางวัล MTV Video Music Award
มาดอนน่า ตะโกนตอบนักข่าวบนเวทีที่ถามว่าเธอใส่แบรนด์อะไร “Gucci Gucci Gucci“ 3 times
ยอดขายกุชชี่ทั่วโลกพุ่งขึ้นราวๆ 300 เปอร์เซ็นต์

Madonna ในงาน MTV Video Music Awards ‘95
https://www.thedailybeast.com/gucci-museo-in-florence-celebrating-the-brands-history-photos

10 ปีต่อมา 3 ผู้นำ De Sole Down Mello Tom Ford ลาออกจาก Gucci Group
ด้วยเหตุของการขายหุ้นเข้าตลาดหลักทรัพย์ครั้งมโหฬาร และครอบครัว Gucci ก็ไม่ได้เป็นเจ้าของแบรนด์ที่ครอบครัวปลุกปั้นขึ้นมา
ความคิดสร้างสรรค์ไม่สามารถถูกกดดันโดยระบอบทุน ฉันใดก็ฉันนั้น หากปราศจากทุน แบรนด์ก็ไม่สามารถจะคงอยู่อย่างยิ่งใหญ่ได้
โปรดติดตามตอนต่อไป..

…………..
เมนาท นันทขว้าง
Illustrator: SUNANTA