• GEN Facebook
    Facebook Pagelike Widget

เลาะ บ้าน ผ่าน เวียง โปสต์การ์ด สิ่งที่แนบมาด้วยคือความ…?

คงเป็นเพราะคนเรามีด้านละมุนซุกซ่อนอยู่ในตัวตน มีความอ่อนโยนอ่อนไหว มีโมเมนท์ของความโรแมนติกและมีบางห้วงรู้สึกที่อยากสัมผัสอารมณ์ซึ่งจับต้องได้มากกว่าการรูดเลื่อนบนหน้าจอสมาร์ทโฟน

            ใช่แล้วครับ ผมกำลังจะพูดถึงวัตถุชิ้นหนึ่ง ซึ่งเป็นพาหนะนำพาอารมณ์ความรู้สึก ความรัก ความคิดถึง ข้ามขอบฟ้าส่งไปถึงใครอีกคน มันคือ ‘โปสต์การ์ด’ แผ่นกระดาษใบเล็ก ซึ่งเทคโนโลยีสมัยใหม่กำลังจะทำให้มันถูกหลงลืมนั่นแหละครับ

            อยากพูดถึงโปสต์การ์ดด้วยเหตุว่าเมื่อสัปดาห์ก่อน ผมมีโอกาสติดรถพี่ชายคนหนึ่งไปเมืองปาย แกไปทำธุระ ส่วนผมขออาศัยนั่งรถเที่ยว วันที่เราเดินทางนั้นฝนโปรยปรายตลอดเส้นทาง รถตู้โดยสารซึ่งนำนักท่องเที่ยวจากเชียงใหม่สู่อำเภอปาย วิ่งแซงรถเราคันแล้วคันเล่า ฝั่งเลนสวนก็มีผ่านตาตลอดและขับโฉบเฉี่ยวไม่แพ้กัน ความรู้สึกหนึ่งก็หวาดเสียวต่อการขับขี่ด้วยอัตราความเร็วเกินกำหนดบนเทือกภูที่คดเคี้ยวลาดชัน แต่อีกด้าน​ ความรู้สึกก็ใจชื้นขึ้นมาหน่อยว่ายังมีนักท่องเที่ยวในอัตราหนาแน่นพอสมควร 

            ตอนนั่งรถสู่เมืองปายนั่นแหละที่ความรู้สึกบางอย่างค่อยๆ คลี่คลุมเข้ามา ให้นึกถึงหลายปีก่อนซึ่งผมได้รับโปสต์การ์ดจากเพื่อนคนหนึ่ง เวลานั้นผมเป็นมนุษย์เงินเดือน อาศัยอยู่ห้องเช่าเล็กๆ แถบชานเมืองหลวง แผ่นกระดาษที่เขาส่งมาให้นั้น ด้านหน้าเป็นภาพลำน้ำสายเล็กๆสายหนึ่ง แดดอ่อนยามเช้าซ่อนอยู่หลังม่านหมอกสีขาว สองฝั่งลำน้ำเป็นต้นหญ้าสีเขียว เรียวใบยาวพลิ้วไหวรับสายลม มุมภาพด้านหนึ่งเป็นรูปขาใครสักคนใส่รองเท้าผ้าใบหุ้มข้อ กำลังย่างเท้าก้าวเดินเลียบฝั่งลำน้ำ ตัวหนังสือเล็กๆ แบบลายมือเขียนตรงมุมสุดของภาพอ่านได้ว่า ลำน้ำปาย

            ผมนั่งมองภาพนั้นเนิ่นนาน คล้ายได้ยินเสียงน้ำปายเอื่อยไหลอยู่ข้างหู ก่อนจะพลิกดูอีกด้าน บนตราประทับไปรษณีย์คำว่า ปณ.ปาย เส้นหมึกดำรางเลือนเหลือเกิน สันนิษฐานว่าเจ้าหน้าที่คงเมื่อยข้อมือจากการกดตราปั๊ม  อ่านข้อความที่เพื่อนเขียนมาในนั้นแล้วรู้สึกมีความสุขกับเขา สัมผัสถึงการท่องเที่ยวของเพื่อนได้เป็นฉากๆ ราวกับได้ร่วมเดินทางด้วยกันประมาณนั้น ทั้งที่เรื่องราวที่เขาเล่าไว้มีเพียงไม่กี่บรรทัด และในท้ายข้อความซึ่งถึงทุกวันนี้ผมก็ยังจำได้แม่น เขาเขียนและขีดเส้นใต้เอาไว้ว่า ลำน้ำปายรออยู่​ ขยับเท้าได้แล้วเพื่อนรัก..

            นั่นคือภาพประทับหนึ่งที่มีต่อสถานที่แห่งหนึ่ง และแน่นอนว่าหลังจากนั้น ผมได้เดินทางไปทักทายและฟังเสียงลำน้ำปายเอื่อยไหลภายใต้ม่านหมอกคลี่คลุมด้วยตนเองตามที่เพื่อนได้ชักชวนเอาไว้ในกระดาษแผ่นนั้น และมิใช่เพียงครั้งเดียว ผมไปเยือนปายอยู่หลายครั้ง คงด้วยเสน่ห์แห่งความเป็นเมืองเล็กๆ ท่ามกลางขุนเขาโอบล้อมนั่นกระมังที่ดึงดูดผมให้ไปหาครั้งแล้วครั้งเล่า จนกระทั่งตกหลุมรักธรรมชาติของป่าเขา รักต้นไม้ใบหญ้ามากกว่าตึกสูงในเมืองคอนกรีต และถึงเวลาหนึ่ง ผมก็ลาออกจากการใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ มุ่งเข้าสู่ธรรมชาติตามที่หัวใจเพรียกหา แม้ไปไม่ถึงเมืองปาย หยุดอยู่แค่หมู่บ้านเล็กๆ ในอำเภอหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่ แต่ธรรมชาติรายล้อมก็หาได้แตกต่างกันนัก 

            กลับไปที่การเดินทางในปายครั้งล่าสุด.. ถนนคนเดินยังเป็นแลนด์มาร์คสำคัญที่ใช้ตรวจวัดชีพจรของเมืองปายได้เป็นอย่างดี

            ฝนยังคงหล่นริน จากกลางวันต่อกลางคืน แต่ผู้คนยังออกมาเดินบนถนนสายนั้นกันหนาตา แม้ดูไม่คึกคักเหมือนช่วงสิบปีก่อน แต่ความเป็นปายก็มิได้ร้างมนตร์เสน่ห์เสียทีเดียว ถนนสายซึ่งเคยสร้างแรงบันดาลใจให้ใครต่อใครมานักต่อนัก ภาพยนตร์หลายเรื่อง มิวสิกวิดีโอหลายเพลง หนังสือหลายเล่ม บทกวีหลายบท ล้วนมีฉากและเรื่องราวชีวิตของเมืองปายผสมอยู่ไม่มากก็น้อย หลายคนมาตามคำบอกเล่า หลายคนมาเพื่อซึมซับวิถีแห่งปาย ความอิสระ ความสดชื่น ความมีชีวิตชีวา ความเรียบง่ายที่โหยหา ต่างอบอวลอยู่ในอากาศ ใครสัมผัสมุมไหนและรู้สึกเช่นไรก็เลือกหาโปสต์การ์ดสักใบอันแทนความรู้สึกของตนในขณะนั้นๆ นั่งเขียนข้อความลงไปในกระดาษสี่เหลี่ยมแผ่นเล็กๆ ลงชื่อที่อยู่ถึงใครสักคน ปลายทางอาจเซอร์ไพรส์หรือรอคอย นั่นก็เป็นอีกความรู้สึกหนึ่งซึ่งเชื่อมโยงกันอย่างมีความหมาย 

สำหรับผมแล้ว โปสต์การ์ดคือศิลปะชนิดหนึ่งที่คนทั่วไปเข้าถึงได้ง่าย กระดาษแผ่นเล็กๆ บางๆ สีสดสวย รูปถ่ายหลากมุมมอง ภาพเขียนงดงามหรือแปลกตา ฟ้อนท์ตัวหนังสือสะดุดอารมณ์ ถูกออกแบบจัดวางอย่างลงตัวบนกระดาษเพียงแผ่นเดียว มีให้เลือกนับพันนับหมื่นภาพ มีขายอยู่ทั่วไป ในช่วงที่มันได้รับความนิยมมากๆนั้น อาชีพคนทำโปสต์การ์ดเฟื่องฟูสุดขีด โปสต์การ์ดถูกซื้อขายวันละหลายพันใบ ร้านกาแฟชื่อดังหลายร้านต่างดีไซน์ตู้หย่อนไปรษณีย์กันเป็นที่สนุกสนาน บางร้านทำขนาดใหญ่จนคนมุดเข้าไปถ่ายรูปได้ บางร้านทำเป็นกล่องไม้สไตล์คลาสสิกตั้งโดดเด่นอยู่ตรงกลางร้าน แผ่นโปสต์การ์ดถูกหย่อนใส่จนเต็ม ต้องเรียกบุรุษไปรษณีย์วันละหลายรอบก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว

แต่นั่นแหละครับ สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงมันก็เกิดขึ้นอยู่ทุกพื้นที่อย่างที่เรารับรู้ 

ค่ำคืนฝนหล่นรินรอบล่าสุด ร้านรวงที่เคยตั้งชั้นวางโปสต์การ์ดไว้หน้าร้านแทบไม่หลงเหลืออยู่แล้ว เดินจนสุดสายถนนคนเดินก็เห็นร้านขายโปสต์การ์ดแบบเพียวๆ นับแล้วไม่เกินนิ้วมือข้างเดียว นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ก็มาจากประเทศจีน พวกนี้ไม่นิยมเขียนโปสต์การ์ดอยู่แล้ว อันนี้ผมไม่ได้คิดเอาเอง แต่รับฟังมาจากเจ้าของร้านที่ขายโปสต์การ์ดบนถนนนั่น ส่วนแบ็กแพ็กเกอร์ฝรั่งตาน้ำข้าวยังมีนั่งเขียนโปสต์การ์ดให้เห็นอยู่บ้าง

ราตรีนั้นผมเดินวนเวียนบนถนนแห่งความทรงจำอยู่สองสามรอบ ดูโน่นชิมนี่จิบนั่นไปเรื่อย ก่อนจะเดินกลับที่พัก ตรงหน้าร้านหนึ่งผมเห็นสาวต่างชาติยืนอยู่หน้าตู้ไปรษณีย์สีแดง เธอพยายามยัดกระดาษแผ่นบางๆ ลงไปในนั้นแต่ไม่สำเร็จ ผมจึงเดินไปชี้รูซึ่งอยู่อีกฝั่งหนึ่งให้เธอเห็น เธอกล่าวขอบคุณและพูดต่ออีกสองสามประโยค ผมพอแปลสารแบบงูๆ ปลาๆ ได้ว่า

“ขอบคุณมากๆ ที่ช่วยให้ฉันได้ส่งความคิดถึง และบอกเล่าความรู้สึกของฉันเวลานี้กับคนสำคัญของฉัน..”

อ่านมาถึงบรรทัดนี้แล้ว คุณๆยังจะใจแข็งไม่กลับไปรื้อโปสต์การ์ดที่เคยได้รับในวันวานออกมาอ่านสักหน่อยหรือครับ

………………
บทความประยูร หงษาธร