• GEN Facebook
    Facebook Pagelike Widget

คุณเป็นสายไหน ที่จะประทับใจใน  Mission Impossible – Fallout

บทสนทนาเมื่อไม่กี่วันก่อนระหว่างดิฉันกับเพื่อนชาวต่างชาติคนหนึ่งผู้ซึ่งเป็นศัตรูกับหนัง Main stream ทุกเรื่องในโลกหล้าเป็นสปีชี่ส์จระเข้ที่ชอบนอนขวางคลอง ที่จู่ๆวันหนึ่งก็ส่งข้อความมาถามว่า

 

จระเข้ขวางคลอง: “ยูดู Mission Impossible ภาคล่าสุดหรือยัง” 
ผู้เขียน: “ยังทำไมเหรอ”

 

จระเข้ตัวเดิม: “ไออ่านเจอว่าภาคนี้ดีมากดีอย่างไม่น่าเชื่อ กลุ่มนักวิจารณ์ส่วนใหญ่ก็บอกว่าชอบ เลยอยากรู้ว่า ยูมีความเห็นว่ายังไงถ้ายูได้ดูเรื่องนี้แล้ว” 

 

ก็นั่นล่ะครับท่านผู้ชม…ที่มาของการนำพาตัวเองไปตีตั๋วดูหนังเรื่องนี้ซึ่งหลังจากดูหนังเรื่องนี้จบแล้ว ดิฉันก็มองเห็นได้ว่าน่าจะมีผู้คนในสายไหนๆบ้างที่จะประทับใจในหนังภาคต่อเรื่องนี้ 

 

สายคนรักหนังแอ็คชั่น 

แน่นอนว่านี่ไม่ใช่โดราเอมอน ไม่ใช่จูออน ไม่ใช่ Call Me by Your Name และยิ่งไม่ใช่หอแต๋วแตกใหญ่ชื่อมันก็บอกอยู่แล้วว่า  Mission Impossible ซึ่งนับแต่ก้าวแรกแห่งการ Debut ตัวเองเข้าสู่โลกแห่งภาพยนตร์ Mission Impossible ก็ Positioning ตัวเองไว้ในหมวดหมู่ของหนังแอ็คชั่นอย่างเต็มตัวแต่โดยพื้นฐานทั่วๆไปของการชมภาพยนตร์ประเภทนี้ที่ผู้ชมก็จะคาดหวังฉากแอ็คชั่นใหม่ๆในหนังภาคต่อๆมา ไม่ต้องถึงขั้นกลายเป็นศาสดาแห่งต้นแบบเทคนิคการถ่ายทำเหมือนอย่างที่ Matrix ในฉากห่ากระสุนได้เคยทำไว้แต่ก็ต้องไม่น้อยไปกว่าสารพัดความสนุกของภาคก่อนหน้าที่ผู้ชมได้เคยเสพมา

 

ซึ่ง Fallout นี้ก็ดูจะทำหน้าที่ได้ดีอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง

 

credit ภาพ : The_Verge

 

หลายๆฉากที่เทียบเคียงได้กับกิริยาที่เรียกว่า‘อ้าปากค้าง’ ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่แค่เงินถึงอย่างเดียวก็ผลิตหนังแอ็คชั่นที่เป็นสุดโคตรความสนุกได้ แต่มันต้องประกอบพร้อมไปด้วยงานกำกับ บทหนัง และงานภาพที่สอดคล้องลงตัว และยิ่งน่าตกใจเมื่อค้นพบว่า หลายๆฉาก Tom Cruise ลงทุนเล่นเองลุยเองนัยว่าเพื่อความสมจริงอย่างที่สุด แหม่.. จริงๆอยากลงลึกรายละเอียดมากกว่านี้แต่มันจะก้ำกึ่งกับการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของหนัง ดังนั้นเอาเป็นว่า ไม่บอกดีกว่าค่ะ บอกได้แค่ ฉากแอ็คชั่นจะไม่ทำให้คุณผิดหวัง (และหากคุณจะไม่ตั้งความหวังกับมันมากจนเกินไปนัก) ขออนุญาตแนะนำวิธีการส่วนตัวที่ดิฉันใช้ก่อนการเข้าไปดูหนังเรื่องนี้คือเข้าโรงไปแบบปรามาสมันก่อนอ่ะค่ะ ว่ามันจะสนุกสักแค่ไหนเชียว เพื่อที่ตอนท้ายถ้ามันไม่ถูกใจเรา เราก็จะไม่ผิดหวังมาก แต่ถ้าชอบ​นั่นก็ยิ่งเป็นโบนัสไปอีก😅

 

credit ภาพ : Digital_Trends

 

สายคนรักบทหนังที่มีมิติ 

จุดอ่อนอย่างหนึ่งของหนังแฟรนไชส์ประเภทที่มีต้นทุนมาดีจากภาคแรกๆคือการขาดความกลมกล่อมในภาคต่อที่ถูกสร้างในภายหลัง นั่นเพราะความเชื่อที่ว่า แค่ชื่อหนังกับเครดิตของดารานำก็เพียงพอที่จะเรียกร้องความสนใจของกลุ่มแฟนหนังจนนำไปสู่กอบกำของรายได้ได้อย่างไม่ยาก ที่เหลือก็อยู่แค่ว่า ตัวนายทุนและผู้สร้างนั้น อยากจะสร้าง ‘ตำนาน’ หรือแค่‘หนังภาคต่อ’

 

และนั่นจึงเป็นที่มาของตำนานอย่าง Star Wars, The Godfather, Toy Story (อันนี้แอบ Bias มากกกกกหนังรักส่วนตัวโดยเฉพาะภาค 3 😝) The Lord of the Rings, The Dark Knight ไปยัน Die Hard 

 

ในขณะเดียวกันที่เราก็จะได้เห็นหนังที่สักแต่สร้างเพื่อให้เป็นหนังภาคต่อออกมาอย่าง The Mummy (โดยเฉพาะภาค5 ที่หลังดูจบดิฉันอยากจ้างคนตาบอดไปดักตีหัวโปรดิวเซอร์มาก😡) Resident Evil ไปยังหนังขวัญใจเด็กโจ๋และอาหลองแมเนียอย่าง Transformers 

 

โชคดีที่ Mission Impossible – Fallout ดูจะช่วยดึงสถานะของแฟรนไชส์ Mission Impossible ให้เข้าใกล้ความเป็นตำนานมากกว่าหนังภาคต่อไปอีกอักโข 

 

credit ภาพ : US_Weekly

 

สิ่งหนึ่งที่เป็นเสน่ห์ให้ภาคต่อเรื่องนี้คือความสนุกและลื่นไหลของบทที่ดูซับซ้อนและมีมิติอย่างไม่น่าเชื่อ  ดังจะเห็นได้ชัดจากการสร้างประเด็นที่นำไปสู่ความน่าสงสัย​ซึ่งในช่วงเวลาไม่นานก็จะถูกเฉลยอย่างฉับไว​ ซึ่งเป็นจังหวะความลื่นไหลของหนังที่ดิฉันว่าทำได้ดีเลยทีเดียวเรียกว่า ไม่ปล่อยให้เราตั้งตัวในการขบคิดมากจนเกินไปนัก แต่ดูจะมีความสุขกับการขว้างเราจากความประหลาดใจที่หนึ่ง ไปสู่สอง สาม สี่และห้า เอาว่า หนังเรื่องนี้ ไม่เหมาะกับคนที่อดหลับอดนอนมาก่อน ไม่เหมาะกับคนที่มีผู้กำกับหอแต๋วแตกเป็นหนึ่งในผู้กำกับในดวงใจ และไม่เหมาะเลยกับคนที่ไม่ต้องการปะติดปะต่อเรื่องราว 

 

ในภาคของความมีมิตินั้นก็น่าจะเป็นในส่วนของการเพิ่มน้ำหนักของความสัมพันธ์และความรู้สึกส่วนตัวของแคแร็กเตอร์นำเข้ามาอีกสักเล็กน้อย ฉากหนึ่งที่ดิฉันประทับใจเงียบๆส่วนตัว จะอยู่ตอนท้ายเรื่อง และเป็นฉากที่ทำให้เรานึกได้ว่า ก่อนที่พี่ทอมแกจะมาระเบิดภูเขา​เผากระท่อมทั้งใน Mission Impossible และ The Mummy ภาคล่าสุด(🙄🙄< สีหน้าผู้เขียนเมื่อพูดถึงมัมมี่ภาค5) นั้นแม้จะไม่โดดเด่นมากนักในความเป็นสุดยอดสตาร์ตัวพ่อกับบทส่งอารมณ์ แต่เฮียแกก็มีเครดิตหนังดีอย่าง Rain Man, Magnolia, A Few Good Men ไล่ไปยันหนังขวัญใจประชาชนฟีลกู๊ดยุค 90s อย่าง Jerry Maguire ที่เปิดโอกาสให้ชาวโลกรู้ว่าเฮียแกก็ไม่ใช่ระดับธรรมดาเหมือนกันเมื่อเป็นซีนอารมณ์ 

 

ก็ใช่ที่ว่าบทหนังในภาคนี้ยังไม่ได้มีความสมบูรณ์ 100% เพราะก็จะมีหลายๆตอนที่ปลุกพลัง Question mark ออกมาในใจเราซึ่งส่วนตัวก็แอบเข้าข้างว่าน่าจะเป็นเพราะข้อจำกัดด้านความยาวหนังและอำนาจการควบคุมของนายทุนที่ไม่อยากให้หนังเรื่องนี้มีมุมอื่นที่เด่นไปกว่าความเป็นหนังแอ็คชั่นแต่เอาว่า หลังจากหักกลบลบหนี้ บทของหนังภาคนี้ ก็ยังนับว่าไม่น่าเกลียดนักที่จะใช้คำว่า ‘ฉลาดมีความต่อเนื่อง และชวนให้ขบคิด’

credit ภาพ : DeadLine

 

สายคนรักการท่องเที่ยวและภาพสวย 

คือมันก็ไม่มีอะไรแปลกใหม่มากนักหรอกนะคะกับการไปถ่ายหัวเมืองใหญ่ๆอย่าง Budapest, London, Berlin, Paris หากด้วยการกำกับภาพที่ดีที่ก็จะทำให้สถานที่เหล่านั้นดูพิเศษขึ้นมา แต่สิ่งที่มันกระตุกใจดิฉันอย่างที่สุดคือโลเคชั่นในช่วงท้ายของหนัง ซึ่งในฐานะตากล้องและนักเดินทางที่เพิ่งเดินทางกลับจากละแวกนั้นเมื่อไม่นานมานี้ ก็ต้องบอกว่า มันช่างเป็นการทบทวนความทรงจำที่งดงามเหลือเกิน ภาพหนึ่งในทิวเขาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกโอบกอดดินแดนที่ราบลุ่ม ซึ่งอดเชื่อไม่ได้ว่า ไม่ว่าใครก็ตามที่ได้เคยย่างเท้าเข้าสู่ดินแดนอันหลับใหลในละแวกนั้น จะไม่หลงลืมได้เลยซึ่งชั่วขณะอันเป็นนิรันดร์ที่เราผ่านพบจากตรงนั้น

 

credit ภาพ : Arizona_Daily_Sun

 

สาย

ค่ะตรงตัวเลยค่ะ สาย ฝ… คือสำหรับสาวๆสาย ฝ ทั่วไปแล้ว การได้เห็น ฝ หน้าตาจิ้มลิ้ม เคราครื้ม เสิร์ฟพร้อมซิกส์แพ็คและส่วนสูงไม่ต่ำกว่า 180 ก็ดูจะเพียงพอต่อการนำไปมโนต่อยอดได้แล้วแต่… การได้นั่งมอง Henry Cavill ใน148 นาทีของการดูหนังเรื่องนี้มันคือนิพพานชัดๆ!!!

 

ความจริงนับจากบท Superman เมื่อหลายปีก่อน Henry ก็ดูจะไม่ได้รับบทอะไรที่มีโอกาสให้เปล่งแสงได้มากนักเช่นที่ได้รับโอกาสใน Fallout ครั้งนี้ในส่วนของการแสดงนั้น จริงอยู่ที่อาจจะไม่ได้โดดเด่นมากนัก แต่ก็ต้องถือว่า นี่เป็นก้าวที่อาจนำไปสู่การเติบโตแบบพ้นร่มเงาของ Superman ได้อย่างชัดเจน​ที่อีกครั้งหนึ่งจะว่าไป ดิฉันว่า Henry นี่ดูมีกลิ่นอายของ Michael Fassbender อยู่พอควร (เฉพาะในเรื่องรูปลักษณ์นะคะ) เอาว่าสาวๆสาย ฝ ที่ชอบความ ฝ ระดับสิบ แทรกเนียนด้วยความอุ่นดิบในบางจังหวะ ต้องไม่พลาดโอกาสในการแทะโลม Henry ทางสายตาผ่าน Fallout เรื่องนี้ค่ะ😂

 

credit ภาพ : Business_Insider

 

สายนิยมสาวงาม

อื้อหือออออ  เอาว่าลืมๆไปซะให้หมดนะคะเหตุผลทั้งหมดข้างต้น ถ้าหากว่ามันยังไม่จูงใจพอ เพราะบางทีเหตุผลความดีงามที่จะทำให้คุณประทับใจใน Mission Impossible อาจจะไม่ได้อยู่ที่ฉากแอ็คชั่นบทหนังหรือสารพัดสมรรถภาพของ BMW แต่อาจจะอยู่ที่ชื่อ Vanessa Kirby ก็เป็นได้กับการเป็นอีกหนึ่งตัวรองเกือบหลักตัวสำคัญ ที่.. สิ่งที่โดดเด่นที่สุดกลับเป็นจริตที่ถูกส่งผ่านออกมาทางเสียงทุ้มต่ำความงามของมุมปากยามเอื้อนเอ่ย และจังหวะการมองทอดของสายตา… เอาว่าทำดิฉันซึ่งเป็นผู้หญิงทั้งแท่ง ใจเต้นตึกตักได้ในทุกๆฉากที่  Vanessa ปรากฏตัวก็น่าจะเป็นข้อสันนิษฐานถึงความเป็นไปได้ในความพลุ่งพล่านของเคมีอย่างเดียวกันที่จะเกิดขึ้นกับหนุ่มไทยที่ได้เข้าไปชม ได้ไม่ยากแล้วล่ะค่ะ

 

แต่ถ้าไม่ใช่ก็ไม่ว่ากันนะคะ… 😘 

 

credit ภาพ : HDQWalls

 

บทความโดย: 8880708

Illustrator: Rawin Jarureangsri