• GEN Facebook
    Facebook Pagelike Widget

วัฒนธรรมเป็นกระดูกสันหลังของชาติ

ท่ามกลางคำถามมากมายในยุคปัจจุบันเกี่ยวกับวัฒนธรรมของไทยเรา วันนี้คงต้องขอยกคำคมของผู้นำต่างชาติในอดีตบางคน เพื่อเป็นการตอบคำถามเกี่ยวกับรากเหง้า วัฒนธรรมชาติที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้  โดยหวังให้เป็นคันฉ่องส่องสังคมไทยในยุคหลังโลกาภิวัตน์ แห่งนี้ครับ

 วันนี้ผมขอเปิดเรื่องด้วยการพูดถึง  วินสตัน เชอร์ชิล (Winston Churchill) รัฐบุรุษชาวอังกฤษ​ ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร​ สองสมัย ช่วงปี ค.ศ. 1940 – 1945 และปี ค.ศ.1951 – 1955 ซึ่งเคยกล่าวไว้ครั้งหนึ่งว่า

“Without tradition, art is a flock of sheep without a shepherd. Without innovation, it is a corpse.” 
“หากปราศจากประเพณีแล้ว ศิลปะจะเป็นเพียงฝูงแกะที่ปราศจากผู้นำทาง และหากไม่มีนวัตกรรม ก็เป็นได้แค่ซากศพ”

ประโยคดังกล่าวนี้ถือว่าเป็นประโยคเด็ดที่มีนัยสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อสังคมและประเทศอังกฤษ ที่แม้ว่าเวลาจะผ่านล่วงเลยมานาน แต่คำพูดดังกล่าวก็ยังสะท้อนถึงสังคมปัจจุบัน หากจะตีความให้เข้าใจโดยละเอียด คงจะระบุได้อย่างนี้ครับ

‘ประเพณี’ ในทรรศนะของวินสตัน เชอร์ชิล อาจหมายถึง แนวทางและวิถีชีวิตที่ชุมชนยอมรับกันเป็นเวลานานจนกลายเป็นวัฒนธรรม​ และบางส่วนถูกนำไปใช้เป็นระเบียบของสังคมเพราะหากปราศจาก​ ‘ประเพณี’ แล้ว​ การกระทำใดๆอย่างเสรี โดยแปลกแยก​ ไม่เป็นที่ยอมรับ ก็เหมือนเป็นการกระทำที่สับสนไร้ทิศทาง อาจส่งผลดีหรือร้ายได้โดยไม่สามารถป้องกันหรือแก้ไขได้

ที่น่าสนใจของประโยคนี้อีกส่วนคือคำว่า‘นวัตกรรม’ (innovation) ซึ่งหมายถึง​ การต่อยอดสิ่งที่มีอยู่ซึ่งต่างจากสิ่งประดิษฐ์ (invention) ที่สร้างจากการคิดค้นแบบลองผิดลองถูกทั้งหมด  การที่ วินสตัน เชอร์ชิล​ กล่าวถึง ‘ประเพณี’ ควบคู่กับคำว่า ‘นวัตกรรม’ เป็นสิ่งที่สามารถยืนยันได้ว่า ‘ประเพณี’ ไม่ใช่ของล้าหลัง แต่เป็นต้นทุนทางอารยธรรมที่สามารถนำไปพัฒนาต่อให้เกิดประโยชน์ได้ แต่หาก​ ‘ประเพณี’ ถูกปล่อยให้วางเฉยละเลยจากสังคม ก็ไม่ต่างจากวัฒนธรรมโบราณในประเทศที่สูญสิ้นไปแล้ว

ดังนั้นในทรรศนะของ วินสตัน เชอร์ชิล สามารถสรุปได้ว่า‘ประเพณี’ นั้นควรต้องควบคู่กับ‘นวัตกรรม’  การพัฒนาต่อยอดวัฒนธรรม เพื่อให้สังคมก้าวหน้าดำรงอยู่ได้ โดยสันติไม่วุ่นวายแตกแยก แต่การไม่มีวัฒนธรรมเป็นของตนเอง อาจหมายถึง ‘หายนะของชาติ’ เลยนั่นเอง

สืบเนื่องจากการเจริญเติบโต ของยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง จนมาถึงยุคโลกาภิวัตน์  (globalization) ช่วงปี พ.ศ. 2540  ที่ประเทศต่างๆทั่วโลกได้เชื่อมต่อกัน ด้วยระบบติดต่อสื่อสาร การคมนาคมขนส่ง และเทคโนโลยีสารสนเทศ จนสามารถทำให้ผู้คนทั่วโลกสามารถติดต่อสื่อสารแลกเปลี่ยนความคิดได้อย่างรวดเร็ว  

มีนักทฤษฎีบางฝ่าย มองว่า ยุคโลกาภิวัตน์อาจจะทำให้เกิดการ “หลอมรวมสังคมเดียว” จากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ของผู้คนที่ต่างพื้นที่กัน และจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของขั้วอำนาจทางสังคม ในระบบ Single Polar ที่รุ่งเรืองมาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ติดตามกระแสข่าวในปัจจุบันแล้ว เรื่องดังกล่าวกลับไม่ถูกต้องเสมอไปในปัจจุบันนี้

เพราะตั้งแต่ปีพ.ศ. 2550 มีนักวิเคราะห์มองว่า โลกกำลังเข้าสู่ยุค หลังโลกาภิวัตน์ (Post Globalization) ความเป็นผู้นำในเศรษฐกิจโลกขณะนั้น กำลังขยับจากประเทศอุตสาหกรรมเก่า อย่างสหรัฐอเมริกา หรืออังกฤษ ไปยังประเทศตลาดเกิดใหม่ ประเทศอย่าง อินเดีย จีน และยุโรปตะวันออก กลายเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจใหม่ที่มีวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง และมีวิธีการเป็นแบบแผนของตนเอง

เป็นไปได้ว่าการสื่อสารด้วย “วัฒนธรรมโลกเชิงเดี่ยว” นั้นจึงไม่อาจใช้ได้อีกต่อไป เช่น ในอนาคตภาษาอังกฤษอาจจะไม่ใช่ภาษาของโลก เงินดอลลาร์จะไม่ใช่ค่าเงินสากล ฯลฯ
แต่การสื่อสารระหว่างประเทศโดยเคารพภูมิหลังทางวัฒนธรรมที่แตกต่างกันของแต่ละประเทศ กลายเป็นปัจจัยที่สำคัญของการสร้างสันติภาพ และเกื้อหนุนให้ประเทศแต่ละประเทศบนโลกต่างแบ่งปันภูมิปัญญากันอย่างสันติสุข มากกว่าการพยายามเปลี่ยนโลกด้วยการพูดภาษาเดียวกัน คิดเหมือนกันด้วยชุดความคิดทางวัฒนธรรมแบบเดียวกัน โดยทำลาย ภูมิปัญญาท้องถิ่น

เนื่องจากผู้คนเรียนรู้ว่า สังคมทั่วโลกล้วนมีความแตกต่าง ในหลายระดับ ทั้งภูมิอากาศ, ประชากร, ศาสนา และการปกครอง เป็นต้น การจะหล่อหลอมให้ความหลากหลายทางวัฒนธรรมให้กลายเป็นหนึ่งเดียวตามจินตนาการของทุนยุคโลกาภิวัตน์นั้น เป็นเรื่องที่ แทบจะเป็นไปไม่ได้  ตัวอย่างเช่น การจะนำเอาวัฒนธรรมการใส่สูทผูกไทแบบตะวันตก​ ยกเข้ามาใช้ในประเทศไทยอาจไม่เหมาะเพราะอากาศร้อนชื้น… เป็นต้น

สังคมปัจจุบันจึงมุ่งเน้น ถึงการพัฒนา ต่อยอดประเพณีวัฒนธรรม และสิ่งที่มีอยู่ในท้องถิ่นเพื่อให้เป็นบรรทัดฐานสังคม กลายเป็นนวัตกรรมที่เป็นหน้าตาของชาติ และกลายเป็นกระดูกสันหลังของสังคมอีกด้วย

จึงไม่แปลกใจเลยที่เทรนด์การตลาดของแต่ละประเทศในปัจจุบัน(ปี พ.ศ.​ 2561) กลับไปสู่การตามหารากเหง้าจุดเริ่มต้นของแต่ละวัฒนธรรม  อย่างกระแส​ ‘ย้อนยุค ออเจ้า’แม้แต่แบรนด์สินค้า ต่างประเทศอย่าง Pepsi  หรือ Heineken ก็ยังต้องย้อนกลับถามหารากเหง้าของตนเอง ด้วยการปรับโลโก้ย้อนกลับไปในอดีต เพื่อค้นหากระดูกสันหลังของชาติพันธุ์ตนเอง

ในประเทศไทยเองก็มีการรื้อฟื้นวัฒนธรรม ประเพณีของชาติหลายประการ และได้ทำมาเป็นเวลานานแล้วตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง สังเกตได้จากพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ​ ในรัชกาลที่​ ๙ ที่ปรากฏให้เห็นตั้งแต่ก่อนปี พ.ศ. 2505  เสียอีก

เช่นการนำบูรณวัฒนธรรมไทยด้วยการเริ่มต้นนำฉลองพระองค์แบบไทยที่เป็นนวัตกรรมผ้าไทย ไปปรากฏในสายตาชาวโลก ขณะเยือนมิตรประเทศทั้งในสหรัฐอเมริกาและในยุโรป จนต่อมาในปี พ.ศ. 2508 พระนามาภิไธยของสมเด็จนางเจ้าฯ ปรากฏอยู่ในหอแห่งเกียรติยศ นครนิวยอร์ก ในฐานะทรงเป็น 1 ใน 12 สตรีที่แต่งกายงามที่สุดในโลก

จากข้อมูลในไดอารี่ส่วนพระองค์ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งถูกพิมพ์เป็นหนังสือชื่อ ‘ความทรงจำในการตามเสด็จทางราชการ’ ซึ่งทรงบันทึกไว้ตอนที่พระองค์เสด็จฯเยือนสหรัฐอเมริกาและแคนาดาอย่างเป็นทางการ เมื่อปี​ พ.ศ.​ 2510 มีการระบุความตอนหนึ่งว่า…

“คืนนั้น ข้าพเจ้าได้สวมสร้อยพระศอเพชร ซึ่งเป็นของเก่าของสมเด็จพระพันปีหลวง…”

ช่วงนั้นเป็นช่วงเวลาที่มีข่าวเกี่ยวกับการที่ทรงเครื่องเพชรชิ้นใหญ่ๆออกมหาสมาคม ซึ่งทำให้ชาวอเมริกันกังขาว่าประเทศเล็กๆในเอเชีย ร่ำรวยขนาดที่พระราชินีจะทรงใช้เงินฟุ่มเฟือยซื้อเครื่องเพชรแบบนั้นได้

ในงานเลี้ยงครั้งหนึ่ง​ แขกคนสำคัญคนหนึ่งในงานกล่าวถาม ม.จ.วิภาวดี รังสิต นางสนองพระโอษฐ์ (ยศในขณะนั้น) ว่า

 “ เอ้อ…สร้อยพระศอที่พระราชินีของท่านทรงอยู่นั้น คงเพิ่งซื้อใหม่จากปารีสละมัง”

หม่อมเจ้าวิภาวดีทรงตอบว่า

 “เอ๊ะ! นี่ท่านไม่รู้หรอกหรือว่า เมืองไทยของฉันมีอายุกว่า 700 – 800 ปีแล้ว พระราชวงศ์จักรีก็มีมาตั้งเกือบสองศตวรรษ เราจึงมีเครื่องเพชรประจำพระราชวงศ์บ้าง ไม่เห็นจะต้องซื้อของใหม่ราคาแพงมาใช้เลย”

จากข้อมูลช่วงสั้นๆ ที่ปรากฏใน ‘ความทรงจำในการตามเสด็จทางราชการ’ นี้​ จะทำให้เห็นได้ว่า เครื่องเพชรที่พระองค์ประดับอยู่หลายๆชิ้น ตลอดการเดินทางนั้น ล้วนเป็นเครื่องเพชรประจำพระราชวงศ์ทั้งสิ้น และ เป็นสิ่งที่ทำให้สังคมตะวันตกต่างตกตะลึงถึง รากวัฒนธรรมแก่นแท้ที่มีมานานกว่าสองศตวรรษ ของชาวไทย

พระองค์ท่านทรงพิถีพิถันการเลือกฉลองพระองค์มากเป็นพิเศษ ต้องเหมาะสม โดยพระองค์ต้องทราบหมายกำหนดการล่วงหน้าก่อน เพื่อจะได้เลือกฉลองพระองค์ที่เหมาะสมกับงานนั้นๆ พระองค์ท่านต้องการรักษาหน้าตาประเทศไทย ไม่ให้คนต่างชาติมาดูถูกได้ เพราะฉลองพระองค์ไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงามเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องศักดิ์ศรีของประเทศ โดยเฉพาะการเสด็จฯเยือนต่างประเทศ พระองค์ท่านจะทรงผ้าไทยตลอด เป็นการโฆษณาผ้าไทย แต่งกายแบบไทย และเอกลักษณ์ความเป็นไทยไปพร้อมกันด้วย

วันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ.2519 พระองค์ได้ต่อยอด นวัตนกรรมผ้าไหมไทยให้ก้าวไหล โดยการพัฒนาเสริมอาชีพให้ชาวบ้านด้วยโครงการ ‘มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพพิเศษในพระบรมราชินูปถัมภ์’เนื่องจากพระองค์ทรงมองเห็นว่าการส่งเสริมให้มีผลิตผลจากผ้าไทยจะเป็นการส่งเสริมอาชีพให้แก่ชาวบ้าน เพื่อให้มีรายได้ทดแทนกรณีที่ผลผลิตทางการเกษตรต้องเสียหาย ไม่ได้ผล อันเนื่องจากภัยธรรมชาติ

ในช่วงแรก​ สมเด็จพระนางเจ้าฯ​ พระบรมราชินีนาถ​ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ชาวบ้านทอผ้าไหมมัดหมี่ แล้วทรงรับซื้อเอาไว้ เป็นการสนับสนุน ฟื้นฟู และพัฒนาฝีมือการทอในเบื้องต้น  

 

แต่ต่อมา พระองค์ท่านทรงทราบว่าไหมไทยมีลักษณะพิเศษ จึงส่งเสริมให้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมพันธุ์ไทยแท้ เพื่อรักษาพันธุ์ไหมไทย ซึ่งมีลักษณะพิเศษไม่เหมือนไหมอื่น

ต่อมาในปี พ.ศ. 2531 คณะกรรมการบริหารของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ พิจารณาเห็นว่า สมาชิกของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ยึดศิลปาชีพเป็นอาชีพหลักกันมาก​ มิได้ทำเป็นอาชีพเสริม และองค์ประธานมูลนิธิก็ทรงบริหารกิจการด้วยพระองค์เอง มิได้เป็นเพียงการพระราชทานพระบรมราชินูปถัมภ์ จึงได้มีการเปลี่ยนชื่อของมูลนิธิจาก‘มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพพิเศษในพระบรมราชินูปถัมภ์’ เป็น  ‘มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ’ 

รูป :สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ โปรดที่จะทรงใช้ผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพทุกชนิด ต้วอย่างเช่นเสื้อผ้า หมวกและกระเป๋าสตรี เพื่อให้เป็นแบบอย่างแก่ประชาชน

รูป :  สินค้าของ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์​ พระบรมราชินีนาถ​ ในปัจจุบันเป็นที่สวยงามเป็นอย่างมาก ขนาดนักวิชาการบางคน ยังเข้าใจผิดว่า กระเป๋าสตรีจากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ของรศ. นราพร จันทร์โอชา ภริยาของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)  เป็นของแบรนด์หรูต่างประเทศ 

การเผยแพร่ผลงานแก่ชาวต่างประเทศ

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มีพระราชประสงค์ที่จะเผยแพร่ผลงานศิลปาชีพ ซึ่งเป็นภูมิปัญญาของชาวบ้านไทยแก่ชาวต่างประเทศ เพื่อให้ชาวต่างประเทศได้รู้จักศิลปหัตถกรรมของไทย อันจะช่วยขยายตลาดให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น พระราโชบายในการเผยแพร่งานศิลปาชีพแก่ชาวต่างประเทศ​ กระทำในรูปแบบที่สำคัญคือ

  • การพระราชทานผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพ​ เป็นของขวัญแก่พระราชอาคันตุกะ และบุคคลสำคัญที่เป็นชาวต่างประเทศ โดยจะทรงเลือกผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพที่งดงาม เพื่อให้ผู้ได้รับพระราชทานเกิดความชื่นชม ในศิลปะการประดิษฐ์ของไทย เป็นการช่วยประชาสัมพันธ์ในด้านการตลาดต่างประเทศ วิธีหนึ่ง
  • การจัดแสดงผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพเมื่อเสด็จพระราชดำเนินไปต่างประเทศ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดแสดงผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพ ในโอกาสที่เสด็จพระราชดำเนินไปต่างประเทศ หลายครั้งด้วยกัน เพื่อให้นักธุรกิจและประชาชนในประเทศนั้นๆ ได้มีโอกาสเห็นผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพ ที่ทำขึ้นด้วยฝีมือของคนไทย การจัดแสดงผลิตภัณฑ์ ศิลปาชีพในต่างประเทศครั้งแรก จัดขึ้นเมื่อวันที่ 25 มกราคม – 31 มีนาคม พ.ศ. 2523 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ครั้งที่ 2 จัดขึ้นเมื่อวันที่ 10 – 12 มีนาคม พ.ศ. 2525 ที่ประเทศญี่ปุ่น หลังจากนั้นได้มีการจัดแสดงอีกหลายครั้งในประเทศสหรัฐอเมริกา ออสเตรีย ฝรั่งเศส และจีน เป็นต้น

จะเห็นได้ว่า สิ่งที่พระองค์ท่านทรงทำนั้นมิได้เพียงแค่การอนุรักษ์ศิลปะการทอผ้า แต่เป็นการบูรณาการระหว่างการบูรณะและการพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับไหมไทย ให้เป็นนวัตกรรมใหม่ๆ จากผ้าไหมไทยให้กลายเป็นสินค้า ที่ทันสมัยในปัจจุบัน

ในปี พ.ศ.​ 2546 ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ หรือThe SUPPORT Arts and Crafts International Centre of Thailand  เรียกโดยย่อว่า ‘SACICT’(อ่านพ้องเสียงกับคำว่า ‘ศักดิ์สิทธิ์’ในภาษาไทย)  ได้ก่อตั้งขึ้นมา เพื่อต่อยอดงานมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่มีอยู่เดิม​ ให้มีความก้าวหน้าไปอีกขั้น โดยเปิดเส้นทางนำงานหัตถกรรมออกสู่ตลาดต่างประเทศ และเพิ่มมูลค่าด้านพาณิชย์ให้กับผลิตภัณฑ์อย่างเห็นผลชัดเจน ภายใต้แบรนด์​ ‘ศักดิ์สิทธิ์’

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากปัจจุบันมีผู้นำเข้าเส้นไหมและเส้นใยสังเคราะห์อื่นจากต่างประเทศ ทั้งถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย เส้นไหมในตลาดไทยจึงมีทั้งที่ได้คุณภาพและด้อยคุณภาพ เมื่อนำมาผลิตผ้าไหม จึงทำให้ผ้าไหมไทยด้อยคุณภาพลง แต่ผู้ผลิตยังคงใช้ตราสัญลักษณ์ที่กำกวมเข้าใจผิด ทำให้ผู้ซื้อทั้งในประเทศและต่างประเทศไม่มั่นใจในคุณภาพของผ้าไหมไทยอีกต่อไป

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงห่วงใยและตระหนักถึงปัญหานี้ จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญลักษณ์นกยูงไทย ให้เป็นเครื่องหมายรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทย4 ชนิด เพื่อให้มีการใช้เครื่องหมายรับรองอย่างกว้างขวางทั้งในและต่างประเทศ โดยมีการจดทะเบียนเครื่องหมายรับรองตรานกยูงพระราชทานในต่างประเทศอีก 35 ประเทศ​ ได้แก่ กลุ่มประเทศสหภาพยุโรป จำนวน 27 ประเทศ จีน นอรเวย์ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ อินเดีย และฮ่องกง เป็นการแก้ปัญหาในด้านมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทยและการแอบอ้าง นำคำว่า ‘ไหมไทย (Thai Silk) ไปใช้เพื่อการค้า และเพื่อเป็นการส่งเสริมการใช้เครื่องหมายรับรองผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทยตรานกยูงพระราชทานให้แพร่หลายทั่วโลก

อีกทั้งเป็นการสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค โดยเครื่องหมายรับรองตรานกยูงพระราชทานที่จะให้ผู้ผลิตนั้น จะเน้นคุณสมบัติของวัตถุดิบและกรรมวิธีการผลิตเป็นหลักดังนี้ (อ้างอิง จากเว็บไซท์กรมหม่อนไหม)

 

 

Royal Thai Silk นกยูงสีทอง  
เป็นผ้าไหมที่ผลิตโดยใช้เส้นไหมและวัตถุดิบตลอดจนกระบวนการผลิตที่เป็นการอนุรักษ์ภูมิปัญญาพื้นบ้านดั้งเดิมของไทยอย่างแท้จริง ดังนี้ 
– ใช้เส้นไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้านเป็นทั้งเส้นพุ่งและเส้นยืน 
– เส้นไหมต้องสาวด้วยมือผ่านพวงสาวลงภาชนะ 
– ทอด้วยกี่ทอมือแบบพื้นบ้านชนิดพุ่งกระสวยด้วยมือ 
– ย้อมด้วยสีธรรมชาติ หรือสีเคมีที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม 
– ต้องผลิตในประเทศไทยเท่านั้น

 

Classic Thai Silk นกยูงสีเงิน  
เป็นผ้าไหมที่ผลิตขึ้นโดยยังคงอนุรักษ์ภูมิปัญญาพื้นบ้านผสมผสานกับการประยุกต์ใช้เครื่องมือและกระบวนการผลิตในบางขั้นตอน ดังนี้ 
– ใช้เส้นไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้านหรือพันธุ์ไทยปรับปรุงเป็นเส้นพุ่งและ/หรือเส้นยืน 
– เส้นไหมต้องสาวด้วยมือ หรือสาวด้วยอุปกรณ์ที่ใช้มอเตอร์ขับเคลื่อนไม่เกิน 5 แรงม้า 
– ทอด้วยกี่ทอมือชนิดพุ่งกระสวยด้วยมือหรือกี่กระตุกก็ได้ 
– ต้องผลิตในประเทศไทยเท่านั้น

 

Thai Silk นกยูงสีน้ำเงิน  
เป็นผ้าไหมชนิดที่ผลิตด้วยภูมิปัญญาของไทยแบบประยุกต์ ใช้เทคโนโลยีการผลิตเข้ากับสมัยนิยมและเชิงธุรกิจ ดังนี้ 
– ใช้เส้นไหมแท้เป็นเส้นพุ่งและเส้นยืน 
– ย้อมด้วยสีธรรมชาติ หรือสีเคมีที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม 
– ทอด้วยกี่แบบใดก็ได้ 
– ต้องผลิตในประเทศไทยเท่านั้น

 

Thai Silk Blend นกยูงสีเขียว 
เป็นผ้าไหมที่ผลิตด้วยกระบวนการผลิตและเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ผสมผสานกับภูมิปัญญาไทยในด้านลวดลายและสีสันระหว่างเส้นใยไหมแท้กับเส้นใยอื่นที่มาจากธรรมชาติ หรือเส้นใยสังเคราะห์รูปแบบต่างๆ ตามวัตถุประสงค์การใช้งาน หรือตามความต้องการของผู้บริโภค ดังนี้ 
– ใช้เส้นไหมแท้เป็นส่วนประกอบหลัก มีเส้นใยอื่นเป็นส่วนประกอบรอง 
– ต้องระบุส่วนประกอบของเส้นใยอื่นให้ชัดเจน 
– ทอด้วยกี่แบบใดก็ได้ 
– ย้อมด้วยสีธรรมชาติ หรือสีเคมีที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม 
– ต้องผลิตในประเทศไทยเท่านั้น

 

หากติดตาม พระราชกรณียกิจ ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์​ พระบรมราชินีนาถ​ ในตลอดสมัยของพระองค์ จะเห็นได้ว่าสิ่งที่พระองค์ท่านทรงมีพระราชดำรินั้น เปรียบเสมือนการวางรากฐานวัฒนธรรมให้กลายเป็นกระดูกสันหลังของชาติ ราวกับว่าพระองค์ท่านทรงสามารถคาดการณ์ได้ว่าในภายหน้า วัฒนธรรมไทยอย่างผ้าไหมไทยจะกลายเป็นหนึ่งในนวัตกรรมทางวัฒนธรรม ที่ทำให้ทั่วโลกยอมรับและใช้มาตรฐานร่วมกัน

 

หมอฝน ชนกานต์ ชัชวาลา
https://www.facebook.com/FonJatchavala

ลองคิดดูนะครับ ว่า เวลานี้ผ้าไหมไทยและการแต่งกายแบบไทยกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมที่ได้รับความนิยมในโลกตะวันตก  ซึ่งจะสวมใส่ในวันสำคัญอย่างวันแต่งงาน วันรับปริญญา  เป็นต้น ซึ่งถือว่าเป็นสัญญาณอันดีว่า วัฒนธรรมอันเป็นกระดูกสันหลังของชาตินั้น ได้เจริญงอกงามออกดอกออกผลในโลกแล้ว

ขอบคุณภาพ ประกอบจากงานแต่งงานของ Alissa และ Robin ที่ลอนดอน อังกฤษ เมื่อปี พ.ศ.​ 2560 http://www.lovemydress.net/blog/2017/04/elegant-thai-silk-dress-modern-contemporary-london-wedding.html และ ภาพจากเหตุการณ์ที่ นักศึกษาไทย ใส่ชุดไทยรับปริญญาที่สก็อตแลนต์ในปี พ.ศ.​ 2559  ที่ผ่านมา

…………………………..

บทความโดย:หนุมานใส่แว่น

Illustrator : Sunanta Treepon