• GEN Facebook
    Facebook Pagelike Widget

มาหัวเราะไปอย่างบ้าคลั่งกับ The Spy Who Dumped Me

อยากรู้จังว่าสำหรับผู้อ่านที่กำลังอ่านอยู่นี้ มีสักกี่คนที่ขยันเสียน้ำตาเพราะคำว่า ‘เพื่อน’ มากกว่าคนรัก

มีสักกี่คนที่คำว่า ‘เพื่อน’ ขยันทำคุณเจ็บยิ่งกว่าตอนโดนผู้ทิ้ง 

และมีสักกี่คนที่ตระหนักว่า ฉันไม่ต้องมีเพื่อนเยอะก็ได้ แต่ฉันจะไม่มีเพื่อนรักไม่ด้ายยยยย 
หากคำตอบคุณคือ ใช่ สำหรับทั้ง 3 ข้อ The Spy Who Dumped Me คือหนังที่คุณควรไลน์/ messenger/ หลังไมค์ไปบอกเพื่อนสนิทคุณว่า

“แกรรรรร ไปดูหนังเรื่องนี้กัน” 

Source : Flickering Myth

 

The Spy Who Dumped Me เล่าเรื่องของสองสาวเพื่อนรักที่สนิทกันแบบสุดๆมากว่า 12 ปีแล้ว สนิทกันขนาดที่รู้ตื้นลึกหนาบาง รู้ทุกอย่างของกันและกัน รู้กันตั้งแต่เรื่องดีงามสุดๆในชีวิต ไปยันเรื่องที่ไม่ควรจะมีสิ่งมีชีวิตไหนอื่นควรจะรู้นอกจากเจ้ากรรมนายเวร แต่เจ้าเพื่อนคนนี้ก็ดันทะลึ่งมารู้ด้วยอีกคน และถ้าวันไหนนึกหมั่นไส้กันและกัน แล้วเกิดอยากจะเลี้ยงบุฟเฟ่ต์อีกาด้วยการสาวไส้เพื่อนรักมาให้อีกาบริโภค ก็มั่นใจได้เลยว่า อีกฝั่งก็คงจะเตรียมโต๊ะจีนเลี้ยงอีกาด้วยการสาวไส้เพื่อนรักมาได้อย่างสมน้ำสมเนื้อไม่แพ้กันแน่นอน และให้บังเอิญที่ 2 สาวที่ว่า ซึ่งรับบทโดย Mila Kunis และ Kate Mckinnon ต้องมาจับพลัดจับผลู รับภารกิจในการส่งมอบสิ่งของชิ้นหนึ่งที่ดรูว แฟนหนุ่มของ Mila Kunis (รับบทโดย Justin Theroux หวานใจตัวจริงของ Jennifer Aniston) ผู้ซึ่งเป็นสายลับได้สั่งเสียไว้ ให้นำส่งไปยังบุคคลคนหนึ่งในเมืองเวียนนา ประเทศออสเตรีย สั่งเสียเสร็จก็ตัดสินใจตายแบบทิ้งกันไปดื้อๆ 

 

Source : Collider

จะทำยังไงกันดีล่ะทีนี้ ของก็อยู่ในมือแล้ว คนก็ตายไปแล้ว และเมื่อคิดแบบเสมือนใคร่ครวญดีแล้ว สุดท้าย 2 สาวก็ตัดสินใจที่จะสานต่อภารกิจของแฟนเก่าอายุสั้นให้เสร็จสิ้นกันไป และมันก็คงจะเอวังแค่นั้น หากไม่ใช่เพราะว่า มีคนเป็นกองทัพไล่ล่าเจ้าของชิ้นนี้อยู่ อีทีนี้สองสาวเลยคิดง่ายๆว่า “ตอนนี้ก็สุ่มเสี่ยงที่จะต้องตายมิตายแหล่เพราะอีของชิ้นนี้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะนำส่งหรือไม่นำส่ง อย่างน้อยถ้าได้ไปยุโรปสักครั้งแล้วค่อยตาย มันก็ดูจะคุ้มกว่าตายไปโดยไม่เคยเหยียบยุโรป” นะเออ 

Source : Study Breaks Magazine

แล้วเรื่องราวแสนหฤหรรษ์ก็เริ่มต้นขึ้นนับจากนั้น….

เหมือนเช่นที่เคยๆเป็นมาที่บทความที่คุณจะได้อ่านต่อไปนี้ เป็นเพียงบทความในการ ‘เขียนถึงหนัง’ ของดิฉัน หาใช่การวิจารณ์แต่อย่างใดไม่ นั่นเพราะสำหรับดิฉัน ภาพยนตร์คืออีกหนึ่งแขนงของงานศิลปะ ที่สารัตถะสำคัญคือการส่งมอบความบันเทิงให้แก่ผู้ชม ดิฉันจึงชมภาพยนตร์อย่างการชมภาพยนตร์ที่แท้จริง เขียนถึงมันในความเป็นผู้ชมโดยทั่วไป ไม่ได้มีเจตนาที่จะสร้างชิ้นงานวิทยานิพนธ์เพื่อการศึกษาศาสตร์แห่งภาพยนตร์แต่อย่างใดไม่ จึงอยากให้ทุกๆท่านที่กำลังอ่านบทความนี้อยู่ ได้ทำความเข้าใจบทความชิ้นนี้ไปพร้อมๆกันด้วย และในย่อหน้าต่อจากนี้ คือความคิดความเห็นส่วนตัวที่ดิฉันมีต่อภาพยนตร์เรื่องนี้ 

1. เป็นหนังที่สร้างเสียงหัวเราะอย่างไม่บันยะบันยัง

ก่อนอื่นต้องออกตัวก่อนว่า ดิฉันเองส่วนตัวเป็นคนเส้นตื้น ซนโดยจริต และมีสภาพความสมบูรณ์ของจิตใกล้เคียงเด็ก 6 ขวบในบางวันที่อากาศดีๆ ซึ่งเข้าใจว่าภาพยนตร์เรื่องนี้มันต้องถูกสร้างหรือเขียนบทออกมาโดยคนชนิดเดียวกันไม่มากก็น้อยไปแน่แท้ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกับดิฉันตลอดการชมภาพยนตร์เรื่องนี้คือ เสียงหัวเราะที่มีมากอย่างไม่น่าเชื่อ ถึงกับหัวเราะจนท้องแข็งก็ในหลายๆฉาก และถึงกับต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่า ภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายที่สร้างโมเมนท์การหัวเราะแบบ Non Stop ได้เช่นนี้ คือเรื่องอะไร 
คำตอบคือ “จำไม่ได้” 
คำตอบต่อมาคือ “ช่างมัน” 

นี่บางทีก็สงสัยนะคะว่าที่จำไม่ได้เพราะนานจัด หรือเป็นโรคความจำเลอะเลือน – 

Source : PopSugar

 

Source : Tablet Magazine

2.​เป็นหนังที่คนมีเพื่อนรัก จะเข้าใจ

เพื่อนรักในที่นี้ หมายถึง ‘เพื่อนรัก’ จริงๆนะคะ 

ไม่เอาแบบเดินคล้อยหลังสามก้าว คุณก็นินทาเรื่องผู้ใหม่ของมันอย่างเมามันส์ 

ไม่เอาแบบเมื่อมันตัดสินใจจะแหกขนบอะไรสักอย่าง คุณก็ด่ามันอย่างบ้าคลั่ง 

และ

ไม่เอาแบบเมื่อมันโดนสังคมตัดสินมาแล้ว หันกลับมาเพื่อหวังพึ่งพิงไหล่คุณร้องไห้ แต่คุณกลับยืนอยู่เป็นอีกคนในสังคมนั้น..ที่ตัดสินมันไปแล้ว 

เพื่อนรักในที่นี้ และในความหมายของหนังเรื่องนี้คือ 

คนที่เราสามารถบอกเล่าทุกความสุขและความเจ็บปวด

คนที่เราร้องไห้บอกกับมันว่า “ฉันอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีเขา” แล้วมันก็ลากเราไปหาผู้ใหม่ 

คนที่เราจะเป็นเดือดเป็นร้อนแทน เวลามันโดนใครทำให้เจ็บ 

และคนที่เราตัดสินใจจะอยู่ข้างๆ แม้ในวันที่โลกทั้งใบหันหลังให้กับมัน 

นี่คือเพื่อนในแบบที่ออดรีย์และมอร์แกนเป็นซึ่งกันและกันค่ะ…

 

Source : Los Angeles Times

จริงอยู่ที่มิตรภาพในหนังอาจไม่ใช่สิ่งใหม่ แต่การเน้นให้แก่นหลักเรื่องราวถูกพันผูกไว้ที่มิตรภาพของเพื่อนรักฉบับผู้หญิงสมัยใหม่ 2 คน ก็ดูจะแตกต่างและโดดเด่นออกมาจากพล็อตหนังความสัมพันธ์ชู้สาวในโลกภาพยนตร์ปัจจุบันที่เราอาจเห็นโดยทั่วไป ความสัมพันธ์ของสองตัวละครนำในเรื่องนี้ มันช่วยกระตุกเตือนเรื่องราวของเราและคนที่เราเรียกว่าเพื่อนรักในชีวิตจริงได้เป็นอย่างดี 

ไม่ว่าจะเป็นตอนที่เราเคยพยายามทำให้มันประทับใจ (บ้าง) ในโอกาสพิเศษ 
ไม่ว่าจะเป็นตอนที่เราคอยอยู่ปลอบมันและสาปส่งผู้ชายคนที่ทิ้งมันไป

ไม่ว่าจะเป็นตอนที่มันมาโม้เรื่องความฝันสารพันของมัน แล้วเราก็คอยขัดจนมันงอน แต่มันก็รู้ว่าเราพูดเล่น 

ไม่ว่าจะเป็นตอนที่มันโดนใครรังแกมา และเราพร้อมจะเปิดวอร์โดยไม่ต้องไต่ถาม 

คนที่เรารู้ว่า มันอ่อยผู้คนไหนบ้าง

คนที่เรารู้ว่า มันยังรักผู้คนไหนอยู่

คนที่เรารู้ว่า มันชอบขี้เกียจแปรงฟัน และ..

คนที่เรารู้ทุกข้อตำหนิของมัน แต่เราก็เลือกที่จะมองข้ามไป 

 

Source : Vue

 

  1. เป็นหนังที่เหมาะสำหรับผู้มีภูมิลำเนา‘ท่าแซะ’
    หนังเรื่องนี้แซะหลายอย่างมากค่ะ แต่เป็นการแซะที่ดิฉันมองว่าเต็มไปด้วยมุมบวก ไม่สักแต่ลุกขึ้นมาแซะให้ได้ขึ้นชื่อว่ายังหายใจอยู่ แล้วก็ไม่คิดจะทำอะไรให้ดีขึ้น

 

แซะแรก ก็คือการแซะไปที่มุมมองผู้ชายที่มีต่อผู้หญิง แซะนี้แรงได้ใจเมื่อสิ่งที่เราได้เห็นผ่านการถ่ายทอดของบทภาพยนตร์คือ การแขวะว่าผู้ชายไม่น้อย มักจะมีความดูแคลนแฟนของตัวเองอยู่เนืองๆ

แซะที่สอง ก็คือการแซะไปยังเผ่าพันธุ์ผู้สะสมความภาคภูมิใจในปูมหลังของตัวเองอย่างเหลือแสน โดยมิพักได้คิดว่า ชีวิตมนุษย์นั้นท้ายที่สุดแล้ว ไม่ได้สำคัญว่าคุณจบอะไรมา แต่สำคัญที่ว่า คุณเป็นคนที่เรียกได้ว่า ‘คนดี’ แค่ไหน

แซะที่สาม คือการแซะไปยังกลุ่มบุคคลที่ชอบ ‘ดูถูก’ คนอื่น สิ่งที่น่ากลัวในบุคคลเหล่านี้ไม่ใช่การรับรู้ที่มืดบอด แต่คือจิตใจที่บอดและมืดดำสนิท คนที่คิดว่า ตัวเองเจ๋ง เก่ง และมีความสามารถอยู่คนเดียว โดยที่มักจะลืมไปว่า มันมีลักษณะนิสัยบางอย่างที่เมื่อไหร่เราพูดว่าเรามี มันคือความขี้โม้แทบจะในทันที

แซะที่สี่ คือการแซะไปยังอเมริกา กับบทบาทการเป็นผู้พิทักษ์รักษาสันติภาพทุกที่ในโลก ยกเว้นประเทศตัวเอง จนกลายเป็นประเทศที่การหาซื้อปืน อาจหาซื้อได้ง่ายตุ๊กตาบาร์บี้

 

Source : Screen Rant

 

สำหรับข้อเสียของหนังเรื่องนี้นั้น หลักๆก็คงจะเป็นความไม่สมเหตุสมผลของบท แต่เมื่อพิจารณาว่า นี่คือปกิณกะบันเทิง หาใช่สารคดีสงครามโลกครั้งที่สองไม่ ข้อด้อยนี้ก็ดูจะเป็นอันเข้าใจได้ขึ้นมาบ้างไม่มากก็น้อย…

 

เชื่อว่าที่เขียนมาทั้งหมดนี้ ก็อาจจะยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ นั่นเพราะ.. ฉบับที่ครบถ้วนสมบูรณ์ที่สุดนั้น คือฉบับที่คุณจะได้ตัดสินหลังจากเข้าไปนั่งชมด้วยตัวคุณเอง

………………………….
บทความ:8880708

Illustrator : Rawin Jarureangsri

ภาพ Coverจาก: http://www.wallpapermaiden.com