• GEN Facebook
    Facebook Pagelike Widget

Jane Roe เหยื่อผู้ถูกหลอกใช้ เพื่ออนุมัติการทำแท้งเสรีในอเมริกา

จากการที่ผู้เขียนได้อ่านข่าว เรื่องที่กลุ่มรณรงค์สนับสนุนสิทธิการทำแท้งเสรี (Pro-Choice) ได้ออกมาต่อต้านการเสนอชื่อผู้พิพากษาศาลสูงสุดของสหรัฐฯเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ในข่าวดังกล่าว​ มีข้อความหนึ่ง ที่กลุ่มผู้ประท้วงหยิบขึ้นมาเขียนและชูป้าย ซึ่งก็คือ ‘Roe v. Wade’

ทำให้ผู้เขียนต้องการทราบว่า มันคืออะไร? จึงได้หาข้อมูลเพิ่มเติม และพบกับรายละเอียดของคดีความที่นำไปสู่การเปิดหน้าฉากการทำแท้งเสรีในประเทศอเมริกา ซึ่งเรื่องดังกล่าวถือว่าเป็นเรื่องที่มีการถกเถียงกันทั้งกลุ่มเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย และมีรายละเอียดมากมาย

แต่ทั้งนี้ สิ่งที่ทำให้ผู้เขียนเกิดความสนใจ มิใช่แค่เรื่องของสิทธิและการตีความในรายละเอียดของเรื่องการทำแท้งเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของผู้หญิงคนหนึ่ง ที่เป็นไอดอลให้กับกลุ่มสนับสนุนสิทธิการทำแท้ง ผู้หญิงคนนั้นมีนามแฝงว่า ‘Jane Roe’ ซึ่งคดีความของเธอได้กลายมาเป็นตัวเปิดหน้าฉากใหม่ให้กับวงการคุมกำเนิดในอเมริกา แต่ที่น่าสนใจกลับไม่ใช่คดีความของเธอ แต่เป็นชีวิตของ Jane Roe เองต่างหาก

Norma McCorvey หรือในนามแฝงว่า Jane Roe

 

เพราะอะไร​ จากผู้หญิงที่เคยเป็นไอดอลของกลุ่มสนับสนุนการทำแท้ง ต่อมาถึงได้เปลี่ยน 180 องศา กลายมาเป็นผู้หญิงที่ต่อต้านการทำแท้งและปกป้องชีวิต (Pro-Life) ในช่วง 20 ปี สุดท้ายของชีวิตเธอ อะไรคือจุดหักเหนั้น? ซึ่งยิ่งผู้เขียนได้สืบค้นและอ่านประวัติชีวิตของเธอ ก็พบว่าชีวิตของเธอนั้นน่าสนใจมาก

มุมหนึ่งก็ช่างโลดโผน อีกมุมหนึ่งก็ช่างน่าเจ็บปวดและน่าสงสาร ก่อนที่สุดท้ายแล้วจะได้เดินเข้าสู่เส้นทางแห่งความสุขในจิตใจที่เธอพยายามค้นหามาตลอดทั้งชีวิต

ประกอบกับว่าเดือนนี้เป็นเดือนของวันแม่ ทำให้ผู้เขียนมีความตั้งใจอยากแบ่งปันเรื่องราวของ Jane Roe ให้กับผู้อ่านทุกท่าน ซึ่งผู้เขียนเองคงจะไม่มีบทสรุปให้สำหรับบทความนี้ เพราะเรื่องประเภทนี้อยู่ที่มุมมองของผู้อ่านแต่ละคน ว่าได้เห็นและเรียนรู้อะไรจากชีวิตของผู้หญิงคนนี้

 

หญิงสาวผู้เติบโตขึ้นท่ามกลางชีวิตครอบครัวที่ปวดร้าว

Norma McCorvey ชื่อเดิมคือ Norma Nelson เป็นเด็กที่โตมากับสภาพแวดล้อมที่บ้านแตกสาแหรกขาด พ่อของเธอเป็นอดีตทหารที่ผันตัวมาเป็นช่างซ่อมวิทยุและโทรทัศน์ ส่วนแม่ของเธอเป็นเด็กเสิร์ฟ พ่อกับแม่ของเธอหย่ากันตั้งแต่เธออายุได้แค่ 13 ปี ส่วนแม่ก็ติดเหล้าหนัก ตอนอายุ 16 เธอไปทำงานที่ร้านอาหารในแคลิฟอร์เนีย ก่อนที่จะพบ Woody McCorvey ช่างเหล็กอายุ 24 ปี ผู้ซึ่งเคยหย่ามาแล้ว 2 ครั้ง สามีคนแรกของเธอ และทั้งสองแต่งงานกัน คืนวันที่เธอตั้งใจจะเปิดเผยกับสามีของเธอว่าเธอท้อง เธอเตรียมโต๊ะอาหารอย่างดี ซื้อแฮมเบอร์เกอร์ดีๆ มากินกับสามี

ทันทีที่สามีของเธอกลับมาเธอเล่าให้สามีฟังอย่างดีใจเรื่องที่เธอตั้งท้อง แต่สามีของเธอซึ่งมีประสบการณ์หย่ามาถึงสองครั้ง ไม่เคยมีลูกกับภรรยาสองคนก่อนหน้านี้ เลยคิดเอาเองว่าตัวเองเป็นหมัน

Woody จึงคิดว่าที่​ Norma ท้องเป็นเพราะคบชู้สู่ชาย จากฉากหวานโรแมนติก จึงกลายมาเป็นการด่าทอและไล่ทุบตี Norma (จริงๆ จุดนี้ถือว่าเป็นจุดหักเหชีวิตของ Norma เลยก็ว่าได้) ภายหลัง​ เธอหนีจากสามี กลับมาอยู่กับแม่ของเธอที่รัฐเท็กซัส ก่อนที่จะคลอดลูกสาว Melissa ตอนที่เธออายุ 18 ปี ในปี ค.ศ.​ 1965

หลังจากนั้นเธอก็ประกาศตัวว่าเป็นเลสเบี้ยน ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะบาดแผลในอดีต จากความสัมพันธ์กับสามี ที่ทำให้เธอเปลี่ยนไปหรือไม่? เพราะหลังจากนั้น​ เธอก็ยังมีความสัมพันธ์และมีลูกกับผู้ชายอีก 2 คน

 

ความล้มเหลวกับความเป็นแม่ และการตั้งท้องครั้งที่สอง

แม้เธอจะคลอดลูก แต่เธอก็ไม่ได้ทำหน้าที่ของแม่เลยแม้แต่น้อย เธอทิ้งลูกวัยทารกไว้กับแม่ของเธอ ก่อนที่เธอจะออกไปเที่ยวเตร่กับเพื่อนในวันหยุด เมื่อเธอกลับมาถึงบ้าน เธอพบว่าแม่เอาลูกของเธอไปซ่อน และเอาตุ๊กตามาวางไว้แทน นอกจากนี้​ แม่ของเธอยังโทร.แจ้งความให้ตำรวจรู้ว่า Norma ทอดทิ้งลูก จากนั้นก็ให้ตำรวจมาพาตัวเธอออกไปจากบ้านซะ!!

แม่ของ Norma ซ่อนลูกของเธอไว้ถึง 3 เดือนก่อนจะยอมให้เธอพบกับลูกของเธออีกครั้ง ก่อนที่จะยอมให้ Norma กลับมาอยู่ในบ้าน   

จนวันหนึ่ง​ แม่ของเธอเอาเอกสารฉบับหนึ่งให้เธอเซ็น โดยบอก Norma ว่าเป็นหนังสือประกัน ซึ่ง Norma ก็ไม่ได้อ่านเนื้อหาและก็เซ็นไป แต่ปรากฏว่าเอกสารฉบับนั้น เป็นเอกสารมอบสิทธิ์การเลี้ยงดู Melissa ให้กับแม่ของเธอ ซึ่งหลังจากเธอเซ็นไปแล้ว แม่ของเธอก็ไล่ Norma ออกจากบ้าน!!

หลังจากนั้นเธอก็ใช้ชีวิตเป็นพวกเร่ร่อนทำงานไปทั่ว ย้ายจากรัฐหนึ่งไปอีกรัฐ โดย 1 ปีหลังคลอด Melissa ออกมา Norma ก็ได้มีลูกกับผู้ชายอีกคนที่เธอเรียกเขาว่า Joe คราวนี้ต่างจากครั้งแรก โจต้องการมีลูก แต่กลายเป็น Norma เองที่ไม่ต้องการลูก

ซึ่งอาจเป็นเพราะบาดแผลในอดีตหรืออาจเพราะเธอคิดว่าตัวเองคงเป็นแม่ที่ดีไม่ได้ ก็เป็นได้เช่นกัน แต่ที่แน่ๆ คือเธอบอกว่า ในเวลานั้นเธอไม่ได้คิดเรื่องทำแท้งเลย สุดท้ายเมื่อลูกของเธอคลอดออกมา เธอยอมให้สิทธิ์ในการเลี้ยงดูกับ Joe และไม่ได้ติดต่อกับทั้งสองอีกเลย

 

การตั้งท้องครั้งที่สามและแนวคิดอยากทำแท้ง

ปี ค.ศ.​ 1969 (2 ปีต่อมา) ก่อนที่เธอจะตั้งท้องอีกครั้งกับผู้ชายคนใหม่ ซึ่งเธอเพิ่งคบหาได้แค่ 4 เดือน แต่ครั้งนี้ต่างจากสองครั้งแรก ในระหว่างที่อยู่ในคลินิกฝากครรภ์ Norma ได้พูดกับผู้หญิงอีกสองคนว่า “ฉันอยากทำแท้ง ฉันอยากเอาเด็กออก” พวกเขาตกใจ แต่มีคนหนึ่งแนะนำให้ Norma ไปแจ้งความ​ (เท็จ)  กับตำรวจว่า เธอถูกข่มขืนมา ซึ่งจะทำให้เธอสามารถทำแท้งได้อย่างถูกกฎหมายในรัฐเท็กซัส

หมายเหตุ: เนื่องจากกฎหมายในเวลานั้น รัฐที่ไม่อนุญาตให้ทำแท้งเสรี จะยอมอนุญาตให้ทำแท้งได้ในกรณีที่ผู้หญิงถูกข่มขืน หรือถ้าอุ้มท้องและคลอดลูกแล้วจะมีปัญหาต่อสุขภาพของแม่เด็กเท่านั้น

Norma เห็นด้วยกับความคิดนั้น จึงไปแจ้งความเท็จกับตำรวจ แต่เนื่องจากขาดหลักฐานประกอบ ทำให้แผนการนี้ไม่ประสบความสำเร็จ แต่ Norma ก็กลัวการทำแท้งผิดกฎหมาย เพราะได้ยินเรื่องราวที่น่ากลัวในเรื่องการทำแท้งมาก่อน แต่สุดท้ายเธอก็อุ้มท้องไปคลินิกทำแท้งผิดกฎหมาย แต่ก็พบว่าคลินิกดังกล่าวก็ เพิ่งจะถูกเจ้าหน้าที่จับกุมและสั่งปิดไปก่อนหน้านั้น

 

การถูกหลอกใช้ในคดี Roe v. Wade และการปลดล็อคการทำแท้งเสรีในอเมริกา

Norma ลองปรึกษาทนาย Henry McCluskey ว่ามีทางทำอย่างไรได้บ้าง McCluskey ได้แนะนำให้ Norma ไปหา Linda Coffee และ Sarah Weddington ทนายหญิงสองคนที่กำลังมองหาลูกความที่จะเป็นโจทย์ เพื่อยื่นเรื่องให้ศาลสูงสุดแห่งสหรัฐฯ (US Supreme Court) ตีความ เรื่องสิทธิเสรีภาพเหนือร่างกายตนเอง เพื่อสนองต่อการรณรงค์ทางการเมืองของทนายทั้งสอง ที่ต้องการเปิดทางให้มีการทำแท้งเสรีในสหรัฐอเมริกาได้ในทุกรัฐ

คดีของ Norma ได้รับการตัดสินในปี ค.ศ.​ 1973 หรือ 3 ปีหลังจากเธอคลอดลูกออกมา คดีนี้ได้กลายเป็นคดีดังระดับประเทศ เพราะเป็นคดีที่ยื่นตีความรัฐธรรมนูญต่อศาลสูงสุดของสหรัฐฯ ซึ่งเปิดทางให้การทำแท้งเสรีได้รับการอนุญาตในทุกรัฐในอเมริกา ซึ่งชื่อเรียกของคดีนี้คือ Roe v. Wade ซึ่งมาจากชื่อ Jane Roe ซึ่งเป็นนามแฝงของ Norma McCorvey กับ ชื่อของอัยการรัฐเท็กซัส Henry Wade ซึ่งเป็นคู่คดีฝ่ายรัฐ ที่พยายามปกป้องกฎหมายของรัฐเท็กซัส

แน่นอนว่ากระบวนการพิจารณานั้นนานถึง 3 ปี ย่อมต้องไม่ทันต่อกรณีของ Norma อีกทั้งในความเป็นจริง Norma ก็ไม่เคยขึ้นศาล ไม่เคยขึ้นให้การอะไรเลยแม้แต่ครั้งเดียว ในเรื่องนี้ Norma รู้สึกเหมือน ‘ถูกหลอก’ เพราะทนายทั้งสองไม่ได้ช่วยเหลือ Norma ในเรื่องที่เธอต้องการ แต่ทนายสองคนนั้นเพียงต้องการนำเรื่องของ Norma ไปใช้ประโยชน์ในทางการเมืองของตนเท่านั้น

ซึ่งหลังจากคดีจบสิ้น Norma พยายามปกปิดตัวตนของตัวเอง และไม่อยากให้ใครรู้ว่าเธอคือ Jane Roe ในคดีดังกล่าว เธอไม่ได้รู้สึกยินดีกับคดีดังกล่าว และเธอก็ไม่เคยมีส่วนร่วมกับคดี เธอรู้คำตัดสินพร้อมกับคนอื่นในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยในปี ค.ศ.​ 1980 เธอให้สัมภาษณ์ว่าเธอตกเป็น ‘เหยื่อ/คนที่ถูกเอาเปรียบ’ (pawn) จากทนายสาวทั้งสองคนที่มุ่งหวังประโยชน์ทางการเมือง

 

รายละเอียดคดีโดยสังเขป

คดีนี้ศาลสูงสุดสหรัฐฯ ตัดสินในประเด็นหลัก 2 ประการ ได้แก่

  1. สิทธิเหนือร่างกายตนเอง ของผู้หญิงที่สามารถทำแท้งได้ โดยศาลตีความแบบกว้างๆ ว่าการทำแท้งนั้นทำได้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และไม่เกินระยะปลอดภัย หรือช่วง 3 เดือนแรก โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าการตั้งครรภ์นั้นจะนำมาซึ่งปัญหาด้านสุขภาพกายและสุขภาพใจของผู้ตั้งครรภ์
  2. เมื่อไรที่จะถือว่าตัวอ่อนในครรภ์นั้นมีชีวิตแล้ว ซึ่งศาลให้ความเห็นว่า เรื่องนี้ยังเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันในหมู่วิชาการแพทย์ ปรัชญา และเทววิทยา อย่างไม่จบสิ้น ซึ่งศาลคงไม่สามารถตัดสินหรือให้ความเป็นในเรื่องนี้ได้ แต่ศาลขอยึดตามหลักกฎหมาย Common Law ของอเมริกาและอังกฤษที่ใช้กันมาตั้งแต่ในอดีต ว่าความเป็นบุคคล (Person) ซึ่งจะได้รับสิทธิการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญมาตรานั้น จะให้กับเด็กทารกที่คลอดออกมาแล้วเท่านั้น ดังนั้นตัวอ่อนในครรภ์ซึ่งยังไม่ได้เป็น ‘บุคคล’ ก็ไม่ถือว่าเป็นผู้ได้รับการคุ้มครองสิทธิภายใต้รัฐธรรมนูญ

 

ความขัดแย้งภายในจิตใจและความพยายามฆ่าตัวตาย

สุดท้าย Norma ก็ไม่ได้ทำแท้ง และคลอดลูกคนที่สามของเธอออกมาในปี ค.ศ.​ 1970 ซึ่งเธอก็มอบเด็กคนนั้นเข้าโครงการบุตรบุญธรรม เพื่อให้มีคนมารับสิทธิ์เลี้ยงดูเด็กคนนั้น ในทางกลับกัน แม้จะดูเหมือนว่า Norma ไม่ต้องการเด็กคนนี้ แต่ Norma ได้เล่าให้ฟังในชีวประวัติตัวเองว่า พยาบาลนำลูกของเธอมาให้เธออุ้มหลังคลอด เนื่องจากเข้าใจผิด ไม่รู้ว่าเธอได้มอบสิทธิ์อุปถัมภ์ให้คนอื่นไปแล้ว ทำให้เธอได้มีโอกาสอุ้มลูกของเธอแป๊บเดียว ก่อนที่พยาบาลจะมาเอาเด็กออกไป เธอเล่าว่า​ จังหวะนั้นเธอน้ำตาไหลและเสียใจมาก

เราจะเห็นได้ว่า Norma มีความขัดแย้งในจิตใจตัวเองสูงมาก ตั้งแต่โดนสามีคนแรกทิ้งไป ทั้งที่เธอคงจะคาดหวังว่าจะมีครอบครัวที่ดี มีความสุขได้ ไม่เหมือนกับพ่อแม่ของเธอ แต่สุดท้ายแล้วสามีคนนั้นก็ทำให้เธอผิดหวังและสร้างรอยแผลในจิตใจของเธอ และแม้ว่าเธอตัดสินใจจะเป็นเลสเบี้ยน แต่เธอก็ยังมีการคบหากับผู้ชายคนอื่น และมีลูกด้วยกัน แต่กลายเป็นว่าครั้งที่สอง​ เธอกลัวที่จะมีลูก จึงยกลูกให้พ่อของเด็กดูแล

พอมาครั้งที่สาม เธอบอกอยากทำแท้ง แต่พอคลอดลูกมาจริงๆ และได้อุ้มลูก สัญชาตญาณของ ‘ความเป็นแม่’ ก็ปลุกให้เธอรู้สึกผูกพันและดีใจได้ชั่วขณะ ก่อนที่เธอจะเสียใจที่ต้องแยกจากลูกของเธอ ซึ่งสื่อเรียกว่า ‘Baby Roe’ ซึ่งจวบจนเธอเสียชีวิต เธอก็ยังตามหาตัวเด็กคนนี้ไม่พบอีกเลย

Norma ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับชีวิตตัวเองว่า “ฉันเป็นผู้หญิงที่หยาบกระด้าง ฉันเกิดมาท่ามกลางความเจ็บปวดและความกราดเกรี้ยว และใช้ชีวิตส่วนใหญ่ด้วยตัวเองมาโดยตลอด”

หลังจากคลอดลูกคนที่สาม Norma ซึ่งมาทำงานอยู่กับพ่อของเธอที่รัฐดัลลัส ทุกข์ใจหนักมาก เธอพยายามฆ่าตัวตาย เธอกินยาและดื่มหนักจนเกือบเสียชีวิต ดีที่พ่อของเธอมาพบก่อน หลังจากนั้น Norma ที่ทนทุกข์ทรมานในจิตใจและสิ้นหวังในชีวิต ก็ใช้ชีวิตเหลวแหลก เธอพยายามเข้าไปขโมยของในร้านขายของ ผู้จัดการร้าน Connie Gonzalez จับตัวเธอได้ แต่ไม่ได้ส่งตัวเธอให้ตำรวจ หลังจากนั้นทั้งสองก็คบหากันด้วยความสัมพันธ์แบบเลสเบี้ยน และ Connie ก็กลายมาเป็นคู่ชีวิต

 

การเปิดเผยตัวต่อสื่อและการร่วมกับกลุ่มเคลื่อนไหว

ในช่วงปี ค.ศ.​ 1980 สื่อในอเมริกาเริ่มทำการขุดคุ้ยและตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับคดี Roe v. Wade ว่าตกลงแล้ว Jane Roe นั้นมีตัวตนจริงหรือไม่? หรือเป็นเพียงการอุปโลกน์โดยนักเคลื่อนไหวเพื่อรณรงค์การทำแท้งเสรีเท่านั้น? เมื่อกระแสสื่อโจมตีหนักเข้า ทนายความทั้งสองได้ติดต่อ Norma ให้เปิดเผยตัวต่อสาธารณชน เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้กับกลุ่มรณรงค์สนับสนุนการทำแท้งเสรี (ทำแท้งเพื่อคุมกำเนิด)

Norma เปิดเผยในชีวประวัติของเธอว่า เธอรู้ว่ามันไม่ถูกต้อง แต่ตอนนั้นเธอสับสนในชีวิต และต้องการเงินมาก เธอจึงยอมรับข้อเสนอของกลุ่มนักเคลื่อนไหว แต่ภายหลังเธอออกมาเปิดเผยว่า นอกจากการเปิดเผยตัวเธอต่อสาธารณชนแล้ว เธอแทบจะไม่ได้รับความสนใจใดๆจากกลุ่มนักเคลื่อนไหว ทำให้เธอรู้สึกแปลกแยกจากกลุ่มดังกล่าวและไม่ได้เข้าร่วมในภายหลัง

     

Norma McCorvey หลังการเปิดเผยตัวต่อหน้าสาธารณชน ภายใต้การขับเคลื่อนของกลุ่มรณรงค์สิทธิการทำแท้งในสหรัฐอเมริกา

 

จุดหักเหของชีวิต จากศัตรูสู่ความเป็นเพื่อน

ในปี ค.ศ.​ 1992 Norma ได้เข้าไปทำงานในคลินิกทำแท้งแห่งหนึ่งในรัฐดัลลัส ในตอนนี้เอง​ เธอเริ่มเข้าไปมีประสบการณ์จริงกับกระบวนการทำแท้ง ทำให้เธอเริ่มตั้งคำถามต่อการทำแท้ง โดย Norma เล่าในชีวประวัติว่า

“ฉันไม่เคยมีประสบการณ์ด้านการทำแท้งมาก่อน จนเมื่อถึงจุดนั้น มันเกิดความรู้สึกปั่นป่วนขึ้นภายในจิตใจของฉัน มันเป็นความขัดแย้งระหว่าง จิตสำนึกของฉันที่บอกว่าสิ่งนั้นไม่ถูกต้อง ในขณะที่คำตัดสินของผู้พิพากษา และความต้องการเงินของฉัน มันบอกฉันว่าการทำเช่นนั้นเป็นเรื่องที่โอ.เค.”

เธอได้พบเจอกับผู้หญิงจำนวนมากที่เข้ามารับยาเพื่อใช้คุมกำเนิด (ขับเลือด) และ เธอค่อนข้างกังวลใจเกี่ยวกับการให้คำปรึกษาที่ไม่เป็นมืออาชีพภายในคลินิก สำหรับผู้หญิงที่ลังเลใจว่าจะทำแท้งดีหรือไม่ เธอยังบอกด้วยว่าเธอยังเคยเจอหมอที่ไม่ใส่รองเท้า ระหว่างปฏิบัติการทำแท้งด้วย!

จนปี ค.ศ.​ 1995 เมื่อกลุ่มต่อต้านการทำแท้ง / ปกป้องชีวิต หรือที่เรียกกันว่า ‘Pro-Life’ ซึ่งได้ย้ายสำนักงานมาอยู่ภายในตึกเดียวกับคลินิกทำแท้งที่เธอทำงานอยู่ โดยในตอนแรก Norma กับกลุ่ม Pro-Life มีปากเสียงถกเถียงกัน แต่ภายหลัง​ เธอได้พัฒนาความสัมพันธ์ในฐานะเพื่อนกับสมาชิกในกลุ่มนั้น และเริ่มตั้งคำถามกับเรื่องการทำแท้งมากขึ้นเรื่อยๆ ก่อนที่ชีวิตของเธอจะพลิกผันไปตลอดกาล

 

Emily หนูน้อยผู้เปิดหัวใจของ Norma McCorvey

ความสัมพันธ์ในฐานะเพื่อนของเธอกับกลุ่ม Pro-Life ได้เริ่มเปิดหัวใจของ Norma โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับ Emily Mackey เด็กหญิงวัย 7 ปีซึ่งเป็นลูกสาวของหนึ่งในสมาชิกกลุ่ม Pro-Life

Norma ระบุว่า ความสัมพันธ์กับหนูน้อย Emily ได้ ‘เปิดหัวใจ’ ของเธอและเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการทำแท้งของเธอไปตลอดกาล หลังจากนั้น Norma ก็ได้หันหน้าเข้าสู่เส้นทางของศาสนาคริสต์ และกลายมาเป็นหนึ่งในกลุ่มรณรงค์ต่อต้านการทำแท้ง / ปกป้องชีวิต (Pro-Life) ในช่วงตลอด 20 ปีสุดท้ายของชีวิต

Norma ระบุว่า “การทำแท้งมันไม่ใช่เรื่องของ สิทธิอันเป็นเรื่องนามธรรม อีกต่อไป แต่มันปรากฏอยู่ตรงนี้ ภายในเด็กที่ชื่อ Emily คนนี้” ซึ่ง Norma จะสื่อว่า​ เธอเข้าใจแล้วว่าการทำแท้งมันทำให้เกิดอะไรขึ้นกับชีวิตภายในครรภ์ และเธอนึกถึงเด็กทารกที่อยู่ในครรภ์ ซึ่งเติบโตออกมาเป็นเด็กดังเช่น Emily ตัวน้อยคนนี้

Norma ได้ตั้งกลุ่มรณรงค์ที่ชื่อ ‘Roe No More’ ซึ่งเป็นกลุ่มที่สนับสนุนแนวคิดแบบ Pro-Life และพยายามลบล้างสิ่งที่เกิดขึ้นจากคดีความภายใต้ชื่อ Jane Roe ของเธอ ถึงขนาดที่เธอยื่นเรื่องอุทธรณ์ให้ศาลรื้อฟื้นคดีและตีความกันใหม่ ก่อนที่ศาลจะปัดคำร้องของเธอตกไป แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เธอกังวลอะไร เธอยังคงใช้ชีวิตในช่วง 20 ปีสุดท้ายกับการรณรงค์ของเธอต่อไป ก่อนที่เธอจะเสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์​ ค.ศ.​ 2017 ด้วยวัย 69 ปี

 

 

Norma McCorvey กับ Emily Clark เด็กหญิงผู้เปิดหัวใจของ Norma และเปลี่ยนชีวิตของเธอในช่วง 20 ปีสุดท้าย

 

Norma McCorvey ในช่วงปั้นปลายของชีวิตกับการรณรงค์ให้กับกลุ่ม Pro-Life

 

Norma McCorvey กับการรณรงค์ในช่วงปั้นปลายชีวิตของเธอ

 

ที่มา:

 

………………..

บทความ : กิตติธัช ชัยประสิทธิ์
Illustrator : Rawin Jarureangsri