• GEN Facebook
    Facebook Pagelike Widget

สถานีโทรทัศน์ไทยทดลองออกอากาศครั้งแรกในยุคจอมพล ป. เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ.​ 2498 เวลา​ 20.00 น.  ถ้านับแบบเป็นทางการก็วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.​ 2498 โดยมีสหรัฐฯสนับสนุน เรียกว่า ช่อง​ 4 บางขุนพรหม ปัจจุบันคือ MCOT  

(เอาจริงๆกรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน เป็นท่านแรกที่คิดเรื่องโทรทัศน์ ทรงเริ่มติดต่อเมืองนอกให้ทดลองตั้งแต่ปี​ พ.ศ.​ 2474 แต่ปฏิวัติก่อนก็เลยต้องพับไป)

ช่อง 4 บางขุนพรหม
ที่มา https://www.youtube.com/watch?v=SW2yarB-lN0

 

ตอนแรก ออกพ.ร.บ.2498 ให้สถานีขายโทรทัศน์เอง ปี​ พ.ศ.​ 2502 ยุคจอมพลสฤษดิ์จึงแก้ไขให้ขายได้เสรี ปีนั้นเมืองไทยมีโทรทัศน์ราว 500 เครื่อง สิบปีต่อมาคือราวๆปี​ พ.ศ.​ 2508 เพิ่มเป็น​ 2​ แสนเครื่อง แม้แต่ปี​ พ.ศ.​ 2516  ก็ยังน้อยอยู่ ต่างจังหวัดเวลาจะดูโทรทัศน์ทีต้องวิ่งไปร้านค้า หรือไม่ก็บ้านกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน

สปอนเซอร์ประเดิมออกอากาศคือ สถาบัน​ RCA ของสหรัฐฯ (Radio Corporation of America) กับ สบู่ลักส์ ของลีเวอร์ บราเธอร์

โปรแกรมออกอากาศกำหนดไว้ตั้งแต่ตั้งสถานีว่าให้ ‘สองทุ่มเป็นข่าวราชการ

………………..

ก่อนจะมีโทรทัศน์ สื่อหลักๆคือ หนังสือพิมพ์  วิทยุ ภาพยนตร์

สำหรับภาพยนตร์ส่วนพระองค์ที่แชร์ๆกันทุกวันนี้ เป็นเงินส่วนพระองค์ของรัชกาลที่​ ๙  เชิญออกฉายตามโรงภาพยนตร์ ต่อมา หน่วยงานต่างๆขอพระราชทานไปฉายเก็บเงินทำการกุศล หลักๆคือสร้างตึกในโรงพยาบาลต่างๆโดยเฉพาะในต่างจังหวัด  แต่ตอนหลังรื้อทิ้งกันไปหมด สร้างเป็นตึกใหม่ทับ หาร่องรอยไม่เจอแล้ว

ถ้านึกไม่ออก นึกถึงสมัยนี้ จัดงานการกุศลมีศิลปินไปโชว์ตัว หรือ ขาย/ประมูล โน่นนั่นนี่  รายได้เอาไปทำโน่นนั่นนี่เหมือนกัน แต่อันนี้ ‘ขอ’ ภาพยนตร์ส่วนพระองค์ของรัชกาลที่​ ๙ มาจัดฉายเก็บเงิน สมัยนั้นคล้ายๆเป็นสารคดีท่องเที่ยว คือคนดูต่างภาคก็ได้เห็นบ้านเมืองในจุดอื่นๆ เช่นอีสานได้เห็นภาคเหนือ ภาคใต้  คนไทยก็ได้เห็นต่างประเทศ อย่าลืมว่าสมัยนั้นสื่อมีแค่วิทยุ ส่วนหนังสือพิมพ์นั้น ข่าวสดที่สุดในต่างจังหวัด ก็สองสามวันมาแล้ว ไม่ได้มี FB Live แบบสมัยนี้

…………………………..

การถ่ายทำภาพยนตร์ส่วนพระองค์เลิกไป เมื่อมีข่าวพระราชสำนักเกิดขึ้น มีนักข่าวจากสถานีโทรทัศน์มาตามทำข่าว ทั้งพระราชกรณียกิจ เช่น รับแขกเมือง รับทูต และการเสด็จฯไปทรงงานตามที่ต่างๆ ทรงทำอะไร ที่ไหน อย่างไร ไม่ต่างจากข่าวของนายกรัฐมนตรี  หรือ รัฐมนตรี

การลำดับข่าวที่ปฏิบัติมาตั้งแต่เริ่มก็คือ ข่าวในพระราชสำนัก ข่าวรัฐบาล ข่าวการเมือง ข่าวอาชญากรรม ข่าวกีฬา  ข่าวบันเทิง

ดูตามความเหมาะสม ก็ไม่เห็นจะน่าเป็นประเด็นให้ดราม่าเลย เอาจริงๆ สมัยนั้นตัวเองยอมรับเลยว่าไม่ได้สนใจดูข่าวในพระราชสำนักนัก เพราะเขาทำแบบข่าว ภาพถ่ายมาก็ไม่สวย    

ช่วงหลังๆถึงมีสารคดี มีสกู๊ปเทิดพระเกียรติ เอกชนมั่ง สถานีมั่ง ราชการมั่ง ทำกันออกมา และทำกันเอง ซึ่งก็ใช้สำนวนกันหยดย้อย ผู้เขียนเองก็เคยเขียนไปว่าสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่​ ๙ ทรงทำอาหารเก่ง คงบังเอิญที่ได้ทอดพระเนตร ทรงติงผ่านหน่วยงานที่จัดทำลงมาว่า ไม่ได้ทรงเก่งขนาดนั้น ก็เป็นบทเรียนส่วนตัวว่า พระองค์ท่านไม่ได้โปรดฯการสรรเสริญเยินยอเกินพอดี อาจจะทรงเน้นเนื้อหาสาระมากกว่า

ช่วงแรกๆไม่มีการขอพระบรมราชานุญาต แต่พอชักเฝือ และเขียนกันสะเปะสะปะ สำนักราชเลขาธิการจึงเริ่มออกกฎมาโดยผ่านสถานีโทรทัศน์ ซึ่งก็มีทั้งข้อดีและเสีย  

……………………

การมีข่าวพระราชสำนักเป็นประจำทุกวัน เริ่มเมื่อไหร่ยังไม่เจอ พ.ศ.ที่แน่นอน เท่าที่พบคือ ปี​ พ.ศ.​ 2505 ยุคจอมพลสฤษดิ์ เริ่มมีถ่ายทอดสด รายการที่ถ่ายทอดก็มีพระราชพิธีใหญ่ๆ จรดพระนังคัลแรกนาขวัญ  และมวยจากเวทีราชดำเนิน

เรื่องการรื้อฟื้นพระราชพิธีแรกนาขวัญ นักวิชาการบางคนตีความว่าเป็นเรื่องของการยกเจ้าให้มีความศักดิ์สิทธิ์ แต่ถ้าตามรอยจากพระราชดำรัส รัชกาลที่​ ๙ ทรงมองว่า เป็นการให้ความสำคัญและขวัญกำลังใจแก่เกษตรกร (ยุคนั้นเกษตรกรกับกรรมกรนี่สถานะทางสังคมต่ำต้อยมาก) อีกอย่าง เป็นการแสดงวัฒนธรรมให้ต่างชาติประจักษ์

 

พ.ศ. 2503 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้รื้อฟื้นการพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ

ที่มา http://library.siam.edu/royal-ploughing-ceremony/

 

ถ้าจะมองมุมว่าเป็นการเอาใจชาวนาไว้สู้กับคอมมิวนิสต์ (ผู้นำคอมฯสายจีนเป็นคอมฯสายเกษตรเหมือนๆกัน ในขณะที่คอมฯโซเวียตเป็นคอมฯสายกรรมกร ประเทศไทยยุคนั้นกรรมกร หรือจับกัง ส่วนใหญ่เป็นจีน แต่จริงๆแล้วสายรัสเซียเข้ามาก่อน โดยมีโฮจิมินห์เป็นต้นธาตุต้นธรรมเข้ามาตั้งแต่รัชกาล​ที่​ ๗ ตั้งพรรคคอมฯจ่อคอหอยอยู่แถวหัวลำโพง เพราะฉะนั้นไม่แปลกหรอกที่รัชกาลที่​ ๗ จะทรงระแวงเรื่องบอลเชวิค และวิจารณ์เค้าโครงเศรษฐกิจของอ.ปรีดีว่าใครลอกใคร ระหว่างเลนินกับหลวงประดิษฐ์ฯ

ช่วงสองพันห้าร้อยสิบกว่า ยันเรื่อยลงมาจนปี​ พ.ศ.​ 2519 ที่เขมรแดงกับเวียดนามกำลังเข้มข้น จนสุดท้ายเวียดนามยึดเขมรแดงได้ในปี​ พ.ศ.. 2522  ในม็อบ​ 14 ตุลาฯ และ​ 6​ ตุลาฯ มีการแทรกซึมครบทั้งสองสาย เพราะฉะนั้นเราต้องสู้กับทั้งคอมฯสายจีน ยุทธการป่าล้อมเมือง และเวียดนามสายรัสเซีย แทรกซึมในหมู่กรรมกร นัวเนียกันอยู่  ทางการทหาร​ สายนี้น่าซีเรียสกว่าอีก เพราะประมินว่าถ้าเวียดนามบุก สามชั่วโมงถึงกรุงเทพฯ แต่ที่ป๊อบปูล่าร์ในหมู่นักศึกษาคือสายจีน ซึ่งตอนหลังๆมาอ้างกันว่าไม่ได้มีพลังอะไรมากมาย

……………………..

ถ้าเป็นการโฆษณาชวนเชื่อ ชิงประชาชน สร้างความศักดิ์สิทธิ์เฉยๆ เมื่อจบสงครามเย็น​ พระองค์ท่านก็น่าจะจบ แต่หลังสงครามเย็น พระองค์ท่านกลับยิ่งทำโครงการเป็นเรื่องเป็นราวยิ่งกว่าเดิม  

แผนพัฒนาเศรษฐกิจช่วงแรกๆเน้นถนนหนทาง สาธารณูปโภค การค้า ส่งออก  ในขณะที่เกษตรกรรมซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของเมืองไทย แต่เกษตรกรยากจน อ่อนแอ ขาดองค์ความรู้ ขาดโอกาส ครบ

งานของพระองค์ท่านส่วนใหญ่จึงมาเส้นนี้  วิชั่นสำคัญคือ พัฒนาให้สอดคล้องกับคนและภูมิประเทศ ซึ่งก็คือเมืองแห่งอาหารและยา รวมถึงผลิตผลทางการเกษตรต่างๆ เพราะเรามีต้นทุนที่ดีและหลากหลาย สร้างมูลค่าเพิ่มได้ด้วยการวิจัย แปรรูป แต่ทั้งหมดถูกทำลายมาเรื่อยๆ ทั้งป่า ทั้งคูคลอง ทั้งแม่น้ำ  งานวิจัยซึ่งเป็นหัวใจสำคัญเริ่มได้รับการสนับสนุนไม่กี่สิบปีมานี้เอง

 

โครงการหลวงพระบรมราชานุเคราะห์ชาวเขา
ที่มา http://royalprojectthailand.com/about

 

สรุปคือ รัชกาลที่​ ๙​ พระองค์ท่านทรงทำมากกว่าการมาพูดปาวๆยกย่องเกษตรกรเป็นกระดูกสันหลัง เป็นพ่อแม่พี่น้อง เป็นชนชั้นที่ถูกกดขี่  เพียงแต่จุดยืนของพระองค์ท่านชัดเจน เน้นความเพียร พึ่งตัวเองให้ได้ อาจต้องลำบากกายมากขึ้น เรื่องแจกเงินแบบทอดแห ท่านไม่ทำ เพราะไม่ได้ต้องการฐานเสียง

คนรวยๆหลายตระกูลในสมัยนี้ ต้นตระกูลเขาก็เสื่อผืนหมอนใบ  ทำงานหนักเหมือนๆกัน แต่เขารู้จักเก็บออม รู้จักหาความรู้ และพึ่งตัวเองก่อน คนพวกนี้ผ่านรัฐบาลเผด็จการหรือประชาธิปไตยมาเหมือนๆกัน  เพราะฉะนั้น ถ้าจะมีบางคนถามว่า ทำไมยังยากจน ก็ควรต้องเริ่มถามที่ตัวเองก่อนว่า…ทำไม?

………………

บทความ : ปัณฑา สิริกุล