• GEN Facebook
    Facebook Pagelike Widget

“เมื่อฉันเกือบถูกข่มขืน 2 ครั้ง ฉันเอาตัวรอดมาได้อย่างไร”

เมื่อฉันเคยเกือบถูกข่มขืน 2  ครั้ง ฉันจึงมานั่งคิดว่า ฉันควรจะบอกเล่ามันออกมา เพื่อแบ่งปันข้อมูลที่เกิดขึ้นสำหรับเป็นวิทยาทานร่วมกันแก่ผู้หญิงไทยในสังคมที่ผู้ชายพร่องเกียรติยศแห่งความเป็นสุภาพบุรุษลงไปทุกวันๆ ดีกว่าที่จะปกปิดไว้อย่างนั้นมิใช่หรือ

ใช่ค่ะ ฉันไม่อาย การที่ฉันเคยเกือบตกเป็นเหยื่อการล่วงละเมิดทางเพศ ความน่าอายไม่ควรตกเป็นของฉันหรือผู้เป็นเหยื่อ แต่มันควรตกเป็นของผู้กระทำ อย่างนั้นเสียมากกว่า ฉันเชื่ออย่างนั้น  

 


ฉัน:
1. ผู้หญิงผิวขาว รูปร่างหน้าตาไม่เลวร้าย เป็นคนสันโดษที่มักจะประกอบกิจกรรมโดยลำพัง ตั้งแต่กิน Buffet คนเดียว ไปยัน เดินทางต่างประเทศคนเดียว

2. ตั้งแต่เด็ก เวลาที่ดูหรือเสพข่าว โดยเฉพาะข่าวประเภทความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับผู้หญิง ซึ่งมีแนวโน้มที่จำนวนไม่น้อยจะจบลงด้วยการเสียชีวิตจากการขัดขืน จึงมักคิดตั้งคำถามกับตัวเองเสมอว่าถ้าเกิดขึ้นกับเรา เราจะเอาตัวรอดอย่างไรและสรุปกับตัวเองได้ว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเอาชีวิตให้รอดก่อน วิธีการที่เหมาะสมกับสถานการณ์ที่สุดน่าจะไม่ใช่การแสดงออกซึ่งการขัดขืนโดยทันที เพื่อลดการยั่วยุและปลุกปั่นทางอารมณ์ แต่น่าจะเป็นวิธีการเพื่อการสร้างความคลายใจของผู้กระทำ แล้วค่อยหาทางเอาตัวรอดทันทีเมื่อมีโอกาส

ฟังมาถึงตรงนี้ ไม่มากก็น้อยคงนึกไปทันทีว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับฉันนั้น ไม่แคล้วจะเกิดจากคนแปลกหน้าขณะที่ฉันเดินทางท่องเที่ยวคนเดียวเป็นแน่แท้ หรือ เกิดขึ้นจากการนำพาตัวเองไปอยู่ในกิจกรรมที่ก่อให้เกิดความสุ่มเสี่ยง เพียงเพราะฉันเป็นคนสันโดษและชอบทำอะไรตัวคนเดียว

ผิดทั้งหมดค่ะ อย่าเพิ่งคาดเดาอย่างใดไป และหากคุณจะเคยได้ยินข้อมูลของการล่วงละเมิดทางเพศทั้งในและต่างประเทศว่าส่วนใหญ่แล้ว​ ผู้กระทำล้วนเป็นคนใกล้ตัว หรือเป็นคนที่ผู้ถูกกระทำ หรือเหยื่อมีความคุ้นเคยเป็นอย่างดี นั่นแหละค่ะ เรื่องราวของดิฉันเลย

source : Aleksandar Pasaric



ครั้งที่หนึ่ง: 
ผู้กระทำ: อดีตเจ้านายในบริษัททัวร์ย่านพระราม 3 ซึ่งเป็นที่ทำงานที่แรกหลังจากฉันเรียนจบมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยมีฉันรับหน้าที่ในตำแหน่งเลขา การวางตนนั้น มั่นใจที่จะพูดว่า ไม่เคยมีการกระทำที่เป็นสองแง่สองง่ามกับอดีตเจ้านาย ไม่เคยอยากเป็นภรรยาน้อย เพราะถ้าเป้าประสงค์ฉันคือการเป็นเมียที่สอง ฉันคงไม่มานั่งเขียนบทความนี้ให้ทุกคนได้อ่าน  อีกทั้ง อดีตนายเองเป็นคนสุภาพ แต่งงานมีครอบครัวแล้ว เรียกว่า เป็นสุภาพบุรุษขั้นสุดและไม่เคยมีประวัติการล่วงละเมิดทางเพศมาก่อนแต่อย่างใด

ครั้งที่สอง:
ผู้กระทำ: ผู้ชายผู้เป็นที่รู้จักเป็นอย่างดีในกลุ่มเฉพาะนับว่ามีชื่อเสียงในสิ่งที่ตนทำเพื่อการเลี้ยงชีพ มีลูกและภรรยาแล้ว เป็นเพื่อนที่มีโอกาสในการรู้จักผ่านทางเพื่อนอีกคนที่สนิทสนมกันมานาน เป็นเพื่อนผู้ถูกจริตในการพูดคุย และมักจะสนทนาในเรื่องศิลปะและหลักปรัชญาอยู่เสมอๆ ไม่เคยมีท่าทีคุกคามลวนลามหรือการกระทำที่ไม่ให้เกียรติกันแต่อย่างใด

source : lalesh aldarwish


แน่นอนค่ะว่า หนทางในการรับมือที่ดีที่สุดคือการป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้น แต่หากว่ามันเกิดขึ้นแล้วไม่ว่าจะโดยเหตุผลใดๆ สิ่งที่สำคัญที่สุดในเวลานั้นคือ การเอาตัวรอดออกจากสถานการณ์อย่างปลอดภัยที่สุดและรวดเร็วที่สุด ซึ่งนี่คือเนื้อหาของสิ่งที่ฉันต้องการมาแบ่งปันในวันนี้

และต่อจากนี้คือวิธีการในการรับมือกับสถานการณ์การจู่โจมเฉพาะหน้าที่ฉันเคยใช้มาก่อน และรวบรวมมาเพิ่มเติมเพื่อความสมบูรณ์รอบด้านของเนื้อหาค่ะ

 1.ตั้งสติ ตั้งสติ และตั้งสติข้อนี้สำคัญที่สุด อย่ามัวตกใจ ตื่นตระหนก หวาดกลัว ความหวาดกลัวไม่ใช่หนทางเป็นมิตรในการเอาตัวรอดแต่อย่างใด สติคืออาวุธที่สำคัญที่สุดในทุกๆเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับชีวิต และเพราะสตินี่แหละค่ะ ที่นำพาให้ฉันเอาตัวรอดจากการเป็นเหยื่อการล่วงละเมิดมาแล้วทั้งสองครั้ง เหตุผลที่สติเป็นสิ่งสำคัญ เพราะทันใดที่คุณมีสติ สิ่งที่จะตามมาคือการประมวลความคิด การประเมินสถานการณ์ เพื่อคัดกรองความเป็นไปได้ในแต่ละหนทางเอาตัวรอด

อีกครั้งนะคะอย่าเสียเวลากับการตกใจกลัว ความตื่นกลัวของคุณไม่ใช่ SOS ที่จะถูกส่งออกไปถึง Prince Charming ทั่วสากลจักรวาล และที่สำคัญที่สุด Prince Charming ไม่มีจริง ที่มีจริงกว่าเจ้าชายรูปงามคือตัวคุณ สมองคุณ สติคุณในขณะนั้น

source : Kristina Paukshtite


2. นึกถึงทางออก (Exit) ที่ใกล้ตัวคุณมากที่สุด ทางออกที่จะพาคุณออกไปจากสถานที่แห่งนั้นนะคะ ไม่ใช่ทางออกไปสู่ห้องที่ลึกกว่าเดิม ไกลผู้คนกว่าเดิม และนี่คือสิ่งที่ฉันคิดเป็นลำดับต่อมาหลังการตั้งสติในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งสองครั้ง พร้อมๆกับนึกร่างภาพในใจอย่างรวดเร็วถึงการไปให้ถึงทางออกนั้นว่าจะต้องผ่านสิ่งใดบ้าง เห็นมั้ยคะว่าถ้าคุณมัวแต่กรี๊ดอยู่บนหอคอยงาช้าง สติคุณจะเตลิดจนไม่สามารถที่จะลำดับวิธีการช่วยเหลือตัวเองได้ ขอให้คิดไว้ก่อนเลยว่า ฉันนี่แหละ Prince Charming ของตัวเอง

อัตตาหิ อัตโน นาโถ หรือตนเป็นที่พึ่งแห่งตน จึงเป็นคติสอนใจที่เป็นจริงและเหมาะสมกับทุกกาลสมัย

source : Nick Demou

3. การสบตา หรือ Eye Contact เพื่อแสดงให้ผู้กระทำเห็นว่า คุณมีสติ คุณไม่ได้หวาดกลัวจนพร้อมที่จะรอรับสถานภาพผู้ถูกข่มขืนได้โดยง่าย ข้อนี้ฉันใช้อย่างได้ผลชนิดเห็นได้ชัดที่สุดจากเหตุการณ์ครั้งที่สอง การสบตาจะเป็นการกระทำอันเด่นชัดที่บ่งบอกให้เขารู้ว่า คุณมีสติพร้อมและแน่นอนว่า สิ่งที่ตามมาหลังการมีสติคือการที่คุณพร้อมจะสร้างสถานการณ์และโอกาสที่ทำให้การจู่โจมของเขายากขึ้น และอาจรวมไปถึงโอกาสในการเก็บทุกหลักฐานที่จะสามารถใช้เพื่อการแจ้งความเอาผิดและประกอบคดีในชั้นศาลได้

 

4. การค่อยๆเคลื่อนย้ายตัวเองให้ไปอยู่ในจุดที่ไม่มีอะไรขวางหน้าหากว่าคุณต้องพุ่งตัวไปให้ถึงประตูโดยเร็วที่สุด การกระทำในข้อนี้ประกอบการสบตาอย่างต่อเนื่อง จะช่วยเพิ่มความลังเลในการจู่โจมของผู้ล่วงละเมิด ด้วยการบอกเขาว่านี่ไม่ใช่เหยื่อที่ง่ายอย่างที่คิด

 

source : Juan Pablo Arenas

5. นึกถึงสิ่งของรอบกายที่ควรถูกนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อสถานการณ์มากที่สุด

ปากกา การกำปากกาให้ปลายแหลมโผล่ เพื่อการแทงเข้าที่ตำแหน่งคอบริเวณใต้ปาก และพร้อมกันกับการข่วนหน้า จะก่อให้เกิดปฏิกิริยาโดยอัตโนมัติที่เขาจะต้องใช้มือกุมไปที่บาดแผล ด้วยปฏิกิริยาทางร่างกายนี้ จะส่งผลให้ขาทั้งสองข้างแยกออกจากกันโดยอัตโนมัติ จังหวะนี้แหละค่ะ จู่โจมไปที่หว่างขาอย่างรุนแรงและรวดเร็วที่สุด

สเปรย์พริกไทย จริงอยู่ว่า ของชิ้นนี้อาจจะเข้าข่ายเป็นความผิดทางกฎหมายในบางพื้นที่ แต่ในเมื่อเราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ให้มีความปลอดภัยกับผู้หญิงได้สูงสุดร้อยเปอร์เซนต์ รวมถึงไม่สามารถสั่งห้ามผู้ชายในการกระทำล่วงละเมิดได้ชนิดร้อยทั้งร้อย การมีเครื่องมือที่อาจใช้ป้องกันตัว หรือประวิงเวลาได้บ้าง คงจะดีกว่าการไม่มีสิ่งอื่นใดเลยในมือ สำหรับตัวฉันเองนั้น มีสเปรย์พริกไทยถึง 2 อัน ซึ่งเมื่อได้รับมานั้น ฉันทำการทดลองใช้ในทันทีเพื่อให้มั่นใจว่า ในเวลาที่สำคัญที่สุด​ มันจะเป็นอาวุธให้ฉัน ไม่ใช่เครื่องช่วยให้ฉันได้ถูกข่มขืนเร็วขึ้น การถูกข่มขืนทั้งๆที่เจ็บตาจากสเปรย์พริกไทยที่ตัวเองใช้ไม่เป็น แล้วเผลอสเปรย์เข้าหน้าตัวเอง คงจะกลายเป็นสุดยอดของความโชคร้ายบวกระทมทุกข์อย่างแน่แท้

โทรศัพท์ หากคุณตั้งปุ่มโทร.ด่วนไว้ แล้วสร้างบทสทนาที่เอื้อให้ผู้รับสายทราบว่าเกิดอะไรขึ้นกับคุณ ที่ไหน อย่างไม่โฉ่งฉ่างจนผู้ล่วงละเมิดจับได้ น่าจะเป็นการดีที่สุด หลังจากการโทร.ด่วนแล้ว ถ้าคุณมีปุ่มลัดเพื่ออัดเสียงสนทนา นั่นยิ่งเป็นสิ่งที่จะอุ่นใจได้ว่า อย่างน้อย คุณมีหลักฐานประกอบการเอาผิดกับเขาได้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งย่อมดีกว่าเพียงแค่คำกล่าวหาและผลการตรวจร่างกายอย่างแน่นอน

 


6. เล่นเกมจิตวิทยา

จิตวิทยาแบบที่ 1: ‘พูดเพื่อสร้างสถานการณ์ให้เขาลังเลหากคิดจะจู่โจม
ฉันใช้ในเหตุการณ์ครั้งแรกที่เกิดขึ้น ข้อเท็จจริงคือ ก่อนการประชิดตัวนั้น ฉันมีการพูดคุยทางโทรศัพท์ ฉันจึงบอกเขาไปว่าแฟนกำลังมารับ ถ้าหากมาถึงแล้วไม่พบดิฉัน หรือติดต่อดิฉันไม่ได้ นั่นจะเป็นเรื่องใหญ่อย่างแน่นอน

จิตวิทยาแบบที่ 2: ‘พูดเพื่อกระตุ้นเตือนถึงข้อเท็จจริง
ข้อนี้ใช้กับเหตุการณ์ครั้งที่สองค่ะ โดยการพูดเน้นย้ำไปถึงครอบครัวอันประกอบด้วยเมียและลูกของเขา บอกก่อนว่า ข้อนี้จะได้ผลเพียงใดนั้น ต้องขึ้นอยู่กับว่า คุณรู้จักผู้กระทำมากน้อยแค่ไหน ควรจะมากพอที่จะประเมินได้ว่า เขามีแนวโน้มจะอ่อนไหวกับเรื่องใดในชีวิตบ้าง ซึ่งสำหรับผู้กระทำครั้งที่สองนี้ ด้วยหน้าที่การงานที่กำลังไปได้ด้วยดี ครอบครัวที่เขานำเสนอผ่านภาพถ่ายทางโซเชียลมีเดีย อย่างภาคภูมิใจ การพูดกระตุ้นเตือนให้เขาฉุกคิดถึงความคุ้มค่าที่จะสูญเสียสิ่งเหล่านี้ไปแลกกับอารมณ์ชนิดชั่วครู่ชั่วยาม มันคุ้มกันแล้วหรือ จะคุ้มหรือไม่คุ้มในการรับรู้ของเขานั้น ที่แน่ๆมันช่วยให้ฉันรอดจากเหตุการณ์ครั้งที่สองมาได้แล้วค่ะ

จิตวิทยาแบบที่ 3: ‘สร้างสถานการณ์ให้ผู้กระทำตายใจ’  
ในกรณีที่เราไม่สามารถประเมินแนวโน้มความรุนแรงหรือความโหดร้ายของผู้กระทำได้ การยิ่งขัดขืนต่อต้านยิ่งอาจเป็นการยั่วยุให้เกิดการใช้กำลังที่มากขึ้น ให้จงพึงระลึกไว้เสมอว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเอาชีวิตให้รอด ดังนั้น การคล้อยตามเพื่อลดการยั่วยุในการใช้กำลังและเพิ่มความคลายระวัง จะช่วยเปิดโอกาสในการจู่โจมจุดที่อ่อนไหวเพื่อสร้างสถานการณ์ได้เปรียบในการเอาตัวรอดให้ได้มากที่สุด
อีกยุทธวิธีในการแสร้งทำเป็นคล้อยตามก็คือ การนำเสนอเป็นผู้ถอดเครื่องแต่งกายให้ผู้กระทำเอง เมื่อมาถึงกางเกง คำแนะนำที่ได้รับมาคือ ถอดลงถึงบริเวณเข่า จากนั้นจู่โจมทำร้ายบริเวณจุดอ่อนเขาให้แรงที่สุด แล้วรีบวิ่งหนีเอาตัวรอดทันที ด้วยสภาพการณ์นั้น อย่างน้อยจะช่วยถ่วงเวลาการติดตามตัวเราได้สักขณะหนึ่ง เพื่อเปิดช่องให้เราได้เอาตัวรอดต่อไป

จิตวิทยาแบบที่ 4: ‘สถานการณ์ในรถแท็กซี่หรือเมื่อต้องอยู่ในที่ที่มีความเสี่ยง
ข้อนี้ฉันใช้เป็นประจำค่ะ วิธีการคือ ทันทีที่ขึ้นรถแท็กซี่ ฉันจะทำการต่อสายออกแล้วพูดเพื่อให้คนขับแท็กซี่ได้ยิน ไม่ว่าปลายสายจะถามหรือไม่ ฉันจะเริ่มด้วยบทสนทนานี้เสมอ
ฉัน: “อะไรนะ หมายเลขทะเบียนรถเหรอ โอ.เค.ๆ แป๊บนะคะ กขคง-xxxx ค่ะ
ปลายสาย: อะไรไม่รู้แหละ แต่บทสนทนาต่อมาคือ
ฉัน: “ขึ้นจาก (ระบุต้นทางที่คุณขึ้น) และตอนนี้อยู่ที่ (จุดที่คุณอยู่ขณะนั้น) กำลังไปหา (ระบุปลายสาย) ค่ะข้อนี้เพื่อให้คนขับรู้ว่า นอกจากมีคนรับรู้ข้อมูลความเคลื่อนไหวของเราแล้ว ยังมีคนรอคอยการมาถึงของเราอยู่ และหากว่าเราเดินทางไม่ถึงปลายทางภายในระยะเวลาที่เหมาะสม จะต้องมีผู้ติดตามหาตัวเราอย่างแน่นอน

จิตวิทยาแบบที่ 5: ‘สร้างสถานการณ์ให้ผู้กระทำตระหนกตกใจ
หากคุณอยู่ใกล้รถของคุณ และมั่นใจว่าจะสามารถเข้าถึงประตูทางออกเพื่อการไปถึงรถได้เร็วที่สุด การกดปุ่ม Car Alarm เพื่อให้เกิดเสียงสัญญาณกันขโมย​ จะช่วยก่อให้เกิดความตกใจของผู้กระทำได้ ไม่มากก็น้อย ซึ่งจะเปิดโอกาสให้คุณสามารถฉกฉวยสถานการณ์เพื่อการเป็นประโยชน์กับตัวเองได้

จิตวิทยาแบบที่ 6: ‘สร้างสถานการณ์เพิ่มความยากในการก่อเหตุของผู้กระทำ
ยกตัวอย่างเช่น เมื่อไหร่ก็ตามที่ฉันเดินอยู่คนเดียว ฉันจะไม่เดินใจลอย เล่นมือถือ หรือเดินเงอะงะแต่อย่างใด สัญชาตญาณที่ฉันมีโดยเฉพาะยามเดินทางต่างประเทศคนเดียว มันสอนฉันให้ระวังทุกอย่างรอบด้านในทุกย่างก้าวที่เดิน หมั่นมองรอบตัวอย่างสม่ำเสมอ (ไม่ใช่มองแบบหลงทางนะคะ ลองนึกถึงการมองแบบหางตา แบบจ้องมองสิ่งรอบตัวนิดๆอย่างนั้นน่ะค่ะ) เพื่อให้รู้ว่า มีสิ่งใดอยู่แวดล้อมตัวเราบ้าง และเมื่อไหร่ที่จำเป็น หากว่าสถานการณ์พร้อมจะไม่เป็นมิตร เช่น มีคนน่าสงสัยเดินตามมาด้านหลัง ฉันจะสาวเท้าไปปะปนกับผู้คนที่มากันเป็นกลุ่มทันที  หรืออย่างน้อยก็หันหลังกลับไปมองบุคคลที่เราอาจจะสงสัยนั้น เพื่อให้เขาเห็นว่า เราเห็นความเคลื่อนไหวของเขาอยู่นะ ซึ่งจะทำให้เขามองเห็นความยากลำบากใน
การประชิดตัวเราเพิ่มมากขึ้น

source : João Jesus


หลังการอ่านบทความนี้จบลง ถ้าฉันเป็นคุณ ฉันจะ…

1. ตั้งปุ่มโทร.ออกฉุกเฉินด่วนทางโทรศัพท์ ทั้งหมายเลขของเจ้าหน้าที่รัฐและหมายเลขของบุคคลใกล้ตัว คนสนิท คนในครอบครัว หรือใครๆก็ตามแต่ที่จะมั่นใจได้ว่า ไม่เพิกเฉยต่อความเดือดร้อนของคุณ

2. ตั้งปุ่มลัดสำหรับการเข้าถึงการอัดเสียงได้อย่างง่ายๆ หลักฐานจะเป็นประโยชน์กับคุณ และถ้าจำเป็น การปราบปรามหรือส่งผู้กระทำเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย ก็จะมีโอกาสช่วยลดจำนวนเหยื่อในภายภาคหน้าได้

3. ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นประเภท ‘ฉุกเฉิน หรือ SOS’ เสียงที่ดังแผดออกมาจากเจ้าแอพพลิเคชั่นประเภทนี้ หรือจากสัญญาณกันขโมยที่แนะนำไปข้างต้น นอกจากจะทำให้ผู้กระทำตื่นตกใจแล้ว ยังเป็นเครื่องมือช่วยในการเรียกความสนใจจากผู้คนในละแวกนั้นได้ ซึ่งก็ย่อมนำมาสำหรับโอกาสในการเอาตัวรอดที่มากขึ้น

4. พกสเปรย์พริกไทย และถ้าเป็นไปได้ อย่าลืมทดสอบการใช้งานก่อน คำแนะนำคือ นำรถไปจอดในที่ที่ไม่มีคนพลุกพล่าน นั่งในรถ เปิดกระจกแค่เพียงมือลอดออก แล้วลองทดสอบการใช้งานดู 


ข้อเท็จจริงประกอบ:
ทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์ ฉันไม่เคยแต่งตัวอย่างที่เรียกว่าล่อเสือล่อตะเข้แต่อย่างใด เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทุกๆครั้ง เกิดทั้งๆที่ฉันแต่งกายในชุดปกติของวิญญูชนทั่วไป ฉะนั้นจึงบังอาจที่จะพูดว่า ไม่ใช่เพราะการแต่งกายของฉันที่เชื้อเชิญให้ผู้กระทำเกิดจินตนาการไปเองว่าเฮ้.. ฉันอยากถูกคุณข่มขืนนะอย่างแน่นอน

และเอาตามความเป็นจริงแล้ว แม้ฉันและสุภาพสตรีทุกๆคนจะธำรงไว้ซึ่งสิทธิในการแต่งกายตามความเหมาะสมกับสถานที่และเวลา แต่มันคงจะดีกว่าหรือไม่ใช่ ที่การป้องกันระวังการเกิดเหตุนั้น นอกจากการคาดหวังให้ผู้หญิงเป็นผู้ระวังตัวเองแต่เพียงฝ่ายเดียว ควรจะต้องมีการปลูกฝังและเพิ่มระดับการให้เกียรติของผู้ชายต่อเพศตรงข้าม ไม่ว่าจะต่อสตรีหรือกลุ่มน้องๆเพศทางเลือก เพราะไม่ว่ายังไง คุณๆก็ไม่มีสิทธิเหนือสภาพร่างกายของบุคคลอื่นโดยที่เขาเหล่านั้นไม่ยินยอมค่ะ

นี่จึงเป็นที่มาของคำว่าสุภาพบุรุษดังที่เราได้ยินกันมาอย่างเนิ่นนานแล้วมิใช่หรือคะ

……………….

 

บทความ : INTJ

 

Cover Image by : Kat Jayne