• GEN Facebook
    Facebook Pagelike Widget

รู้จักกับสถาปัตยกรรม ซึ่งเป็นที่มาของแรงบันดาลใจ (?) กรณีดราม่างานประกวดแบบสุวรรณภูมิเฟส 3

จากกรณีดราม่าเรื่องการประกวดแบบสนามบินสุวรรณภูมิเฟส 3 ที่กำลังเป็นที่ฮือฮาและวิพากษ์วิจารณ์กันมากทั้งในวงการสถาปนิกและสังคมทั่วไป ว่าทำไมแบบที่ชนะเลิศ มันช่างเหมือนกับสถาปัตยกรรมของสถาปนิกชื่อดังชาวญี่ปุ่นรายหนึ่งเสียเหลือเกิน

ผู้เขียนจึงขอเขียนบทความนี้ขึ้นมา เพื่อแบ่งปันความรู้ด้านสถาปัตยกรรม เพื่อให้คนได้รู้จักกับโครงสร้างต้นแบบ ที่อาจจะถูกนำมาเป็นแรงบันดาลใจ (?) ในงานที่กำลังดราม่ากันอยู่นี้ดูสักเล็กน้อย…

โต๋ก่ง เอกลักษณ์สถาปัตยกรรมจีนประเพณี
Dougong “โต๋ก่ง” (斗拱) เป็นองค์ประกอบสถาปัตยกรรมจีนประเพณี องค์ประกอบนี้ทำหน้าที่รับน้ำหนักโครงสร้าง และส่วนประดับตกแต่งแนวนอนของหลังคาให้กระจายถ่ายแรงลงเสาอย่างเท่าๆกัน และรับโครงสร้างหลังคาแบบจีน ซึ่งนิยมทำชายคาจีนออกมาเรื่อยๆ เพื่อให้ดูว่าหลังคาหรือซุ้มประตูดูใหญ่และกว้างกว่าส่วนฐานของตัวอาคาร

 

โดยโต๋ก่งพบได้มากในอาคารประเภทวัดวาอาราม โบสถ์วิหาร พระราชวัง ที่นิยมการประดับตกแต่งส่วนหลังคาอย่างงดงามและวิจิตรพิสดาร นอกจากนี้​ โครงดังกล่าวยังช่วยกระจายแรงออกอย่างเท่าๆกัน​ ทำให้สามารถรอดพ้นจากปัญหาแผ่นดินไหวได้ นับเป็นภูมิปัญญาของคนโบราณโดยแท้

โต๋ก่งได้เดินทางเข้าสู่ญี่ปุ่น พร้อมกับวัฒนธรรมและความเชื่อแบบพุทธศาสนาจีนที่เดินทางเข้าสู่ญี่ปุ่น​ เมื่อมาถึงญี่ปุ่น คำว่า 斗拱 ถูกอ่านใหม่แบบคันจิว่า ‘โตะเกียว’ โดยยังคงเป็นส่วนประกอบสถาปัตยกรรมที่สำคัญของหลังคา วัดวาอารามและวิหารแบบพุทธและผสมชินโต ในประเทศญี่ปุ่น
หมายเหตุ: บางครั้งโครงสร้างดังกล่าวก็เรียกว่า Kumimono หรือ Masugumi

จากสถาปัตยกรรมประเพณีสู่งานโมเดิร์น
สถาปนิกคนแรก หรือคนแรกๆที่นำเอา โต๋ก่ง หรือโตะเกียว มาดัดแปลงและนำมาใช้ในงานสถาปัตยกรรมโมเดิร์น ก็คือ ทาดาโอะ อันโดะ (安藤 忠雄) สถาปนิกชาวญี่ปุ่นผู้โด่งดัง โดยงานแรกที่อันโดะนำมาใช้ก็คือ อาคารศาลา Japan Pavillion ในงาน World Expo 1992 ที่เมืองเซบีญ่า ประเทศสเปน

ภาพประกอบที่ 3-4 : โครงสร้างโตะเกียวในอาคาร Japan Pavillion ปี 1992

 

ในงานชิ้นนั้น อันโดะนำโครงสร้างนี้มาทำให้เรียบง่าย (simplified) และตัดส่วนประดับตกแต่งออกไป โดยอันโดะออกแบบอาคาร Pavillion ให้เป็นเหมือนซุ้มประตูขนาดยักษ์ที่มีช่องว่างตรงกลาง และมีปีกอาคารเป็นสองด้านที่เป็นผนังทึบสอบเข้า เหมือนรูปสี่เหลี่ยมคางหมู และมีผิวอาคารเป็นไม้โชว์ลวดลายเมื่อโดนแสง

ช่องว่างตรงกลางนี้ เป็นที่ตั้งของโครงสร้างโตะเกียว และเป็นตัวไฮไลท์ของอาคาร อาคารยกพื้นสูงและมีบันไดทางขึ้นที่สูงตระหง่าน (และมีแต่บันไดเลื่อนอยู่ด้านข้างเพื่ออำนวยความสะดวกในการใช้งานจริง) เพื่อขึ้นไปชมความสวยงามและสง่างามของโครงสร้างที่สะท้อน ‘ความเป็นญี่ปุ่น’ ในงานชิ้นนี้

ภาพประกอบที่ 5-6: บรรยากาศภายในอาคาร Japan Pavillion ปี 1992 และรูปตัดอาคารส่วนกลางอาคาร

 

นอกจากนี้​ ภายในอาคาร Pavillion ก็มีการใช้เทคนิคโครงสร้างดังกล่าว เพื่อสร้างบรรยากาศภายในอาคารเช่นเดียวกัน หลังจากนั้น​ อันโดะได้ใช้เทคนิคนี้ ในโครงการอื่นๆของเขาเอง เช่น งานออกแบบวัด Komyoji ที่เมืองไซโจ จังหวัดเอฮิเมะ ประเทศญี่ปุ่น ในปี ค.ศ.​ 2000 เป็นต้น

ภาพประกอบที่ 7-8: โครงสร้างหลังคาวัด Komyoji ที่ออกแบบโดยอันโดะในปี ค.ศ.​2000

 

จาก Ando สู่งานของ He และ Kuma
สถาปัตยกรรมที่สะท้อนความเป็นจีนและญี่ปุ่น

งานชิ้นต่อมาที่นำโต๋ก่งมาใช้ ก็คือ อาคาร China Pavillion ปี ค.ศ.​ 2010 ซึ่งจัดที่เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน แต่คราวนี้เป็นสถาปนิกจีนชื่อ เหอ จิ้งถัง (何镜堂) ได้นำโต๋ก่งมาปรับใช้ในงาน
แต่งานของเหอ ต่างจากอันโดะ ตรงที่อันโดะใช้โครงสร้างดังกล่าวเป็นส่วนประกอบต่างๆ ของอาคาร​ แต่ China Pavillion โดยเหอนั้น ทำเป็นซุ้มประตูครบทั้งอาคาร จากนั้นก็ทาโครงสร้างเป็นสีแดง และซ่อนไฟไว้ตามรอยต่อโครงสร้าง ทำให้เมื่อเปิดไฟแล้วจะออกสีทอง รับกับวัฒนธรรมจีนที่ถือว่าเป็นสีมงคลของประเทศจีน

ภาพประกอบที่ 9-10: China Pavillion ปี ค.ศ.​ 2010 ออกแบบโดย เหอ จิ้งถัง

 

จนมาถึงงานล่าสุดปี ค.ศ.​2011 ที่มีชื่อเสียง และใกล้เคียงกับแบบสถาปัตยกรรมที่ปรากฏในงานประกวดแบบอาคารเทอร์มินัล เฟส 3 ที่สุวรรณภูมิมากที่สุด พิพิธภัณฑ์ Yusuhura เมืองทาคาโอกะ จังหวัดโคจิ ประเทศญี่ปุ่น โดยสถาปนิกญี่ปุ่น เคนโกะ คุมะ (隈研吾)

โดยคุมะออกแบบโตะเกียวที่มีความซับซ้อนมากกว่าของทั้งอันโดะและของเหอ ส่วนที่คุมะนำโตะเกียวมาใช้ ก็คือ ส่วนของสะพาน ที่ยื่นออกมาเพื่อเชื่อมต่อตัว Gallery กับอาคารสปาที่อยู่ช่วงปลายสุดของตัวสะพาน (ด้านล่าง) โดยการขึ้นลงจากสะพานไปยังสปาต้องใช้ลิฟท์โดยสารเท่านั้น


ภาพประกอบที่ 11-13: สะพานพิพิธภัณฑ์ Yusuhara ออกแบบโดยเคนโกะ คุมะ ปี ค.ศ.​2011

ภาพประกอบที่ 14: รูปด้านอาคารของ Yusuhara Museum

***
ทั้งนี้จะเห็นได้ว่า​ เทคนิคดังกล่าว สถาปนิกทั้งสามได้นำองค์ประกอบ สถาปัตยกรรมท้องถิ่นของจีนและญี่ปุ่น มาออกแบบใหม่ด้วยภาษาสถาปัตยกรรมแบบโมเดิร์น ที่ลดทอนรายละเอียด และทำให้ดูง่ายขึ้น แต่ดูมีความซับซ้อนและมีชั้นเชิง เพื่อโครงความงามของโครงสร้างสถาปัตยกรรมโบราณ และ เพื่อแสดงถึงความมีรากทางวัฒนธรรมของประเทศตนเอง (ทั้งจีนและญี่ปุ่น)

กรณีดราม่าและเสียงวิจารณ์งานประกวดแบบสุวรรณภูมิเฟส 3
เมื่อย้อนกลับมาดู กรณีงานออกแบบสนามบินสุวรรณภูมิ เฟส 3 ที่เป็นข่าว เราจะพบว่าทีมสถาปนิกที่ชนะเลิศงานนี้ (เนื่องจากทีมที่ได้ที่ 1 ขาดเอกสารสำคัญ​ จึงถูกปรับแพ้ไป​ และให้ที่ 2 ชนะเลิศแทน) ซึ่งก็คือ ทีมสถาปนิกดวงฤทธิ์ บุนนาค​ และทีมสถาปนิกญี่ปุ่น Nikken Sekkei

ซึ่งแน่นอนว่ามีเสียงวิพากษ์วิจารณ์หนักมากในวงการสถาปนิกและนักออกแบบว่า​ ตกลงงานประกวดชิ้นนี้​ ได้ ‘แรงบันดาลใจ’ มากันแบบนี้เลยใช่ไหม? สถาปนิกในวงการบางคน ถึงกับประชดประชันบอกว่า “เอางานสะพาน Yusuhara มาต่อๆกัน เราก็จะได้แบบสนามบินสุวรรณภูมิเฟสใหม่แล้ว?”

ภาพประกอบที่ 15: งานประกวดแบบของกลุ่มสถาปนิกดวงฤทธิ์ บุนนาค และ Nikken Sekkei ที่ตกเป็นประเด็นวิพากษ์กันอย่างกว้างขวางในเวลานี้ ว่าช่างเหมือนกับงาน Yusuhara Museum เหลือเกิน

ในขณะที่อีกฝั่งซึ่งออกมาแก้ต่างให้ ก็ชี้แจงว่า​ ทางบริษัท Nikken Sekkei ก็เคยทำงานร่วมกับเคนโกะ คุมะ​ มาก่อนนะ (แม้จะไม่ใช่โปรเจกต์ Yusuhara Museum ก็ตาม) ดังนั้นถ้างานจะออกมาเหมือนงานของเคนโกะ คุมะ ก็ไม่เห็นจะแปลกอะไร…

ซึ่งประเด็นที่ฝ่ายแก้ต่างยกขึ้นมานั้น ดูจะขัดแย้งกับทางสถาปนิกดวงฤทธิ์ ที่ออกมาระบุในทวิตเตอร์ส่วนตัวว่า งานนี้เขาขอบริษัทญี่ปุ่นให้มาดูเรื่องระบบของสนามบินเท่านั้น ส่วนงานออกแบบทั้งหมดเขาเป็นคนทำเอง 100% ไม่มีสถาปนิกต่างชาติที่ไหนมาทำงานนี้แน่ๆ เพราะค่าแบบต่ำเกินไป

ภาพประกอบที่ 16: ข้อความจากทวิตเตอร์ส่วนตัวของสถาปนิกดวงฤทธิ์ บุนนาค ที่ยืนยันว่าตนเป็นผู้รับผิดชอบงานออกแบบเองทั้งหมด ไม่ใช่บริษัทสถาปนิกญี่ปุ่น Nikken Sekkei ซึ่งมาดูแค่งานระบบของสนามบินเท่านั้น

 

การนำเทคนิคของผู้อื่นมาใช้ในงานสถาปัตยกรรม ผิดหรือไม่?
ในมุมมองของผู้เขียน ซึ่งเป็นนักวิชาการด้านทฤษฎีและสถาปัตยกรรมนั้น ขอแบ่งปันมุมมองส่วนตัวว่า การนำเอาเทคนิคการออกแบบที่เป็นที่นิยม ในวงการสถาปัตยกรรมช่วงเวลาต่างๆมา ‘ทำซ้ำ’ (reproduction) ทั้งที่เหมือนกันเป๊ะ หรือมีการดัดแปลง และพัฒนาต่อยอดก็ตาม ล้วนแต่เป็นเรื่องปกติในงานออกแบบสถาปัตยกรรมและงานช่าง ซึ่งทำกันมานับพันๆปี ตั้งแต่มนุษยชาติมีประวัติศาสตร์ขึ้นมา

มิฉะนั้น​ เราคงไม่มีวัดวาอาราม ศาสนสถาน โบสถ์วิหาร ในแต่ละศาสนา ที่ใช้เทคนิคเหมือนกันอยู่นับร้อยๆ พันๆ หลังในประเทศเดียวกัน การออกแบบด้วยเทคนิคที่ร่ำเรียนมา​ หรือเห็นจากสถาปนิกรุ่นก่อน ทั้งในประเทศและต่างประเทศทำกันมา แล้วนำมาออกแบบบ้าง ก็เป็นเรื่องที่ทำกันปกติ ในงานทั่วๆไป

ภาพประกอบที่ 17: โบสถ์หลายแห่งที่ถูกสร้างด้วยสไตล์สถาปัตยกรรมโกธิค ซึ่งก็มีลักษณะอาคารและเทคนิคในการออกแบบที่คล้ายคลึงกัน และนำเทคนิคเดิมมาต่อยอดหรือทำซ้ำ

 

ในขณะที่ ความเอาจริงเอาจังกับเรื่องความมี ‘อัตลักษณ์’ (Identity) และ ‘ความเป็นต้นฉบับ’ (Originality) เริ่มถูกให้ความใส่ใจในช่วงยุคที่สถาปัตยกรรมโมเดิร์นเกิดในช่วงประมาณร้อยปีที่ผ่านมานี้เอง แต่ทั้งนี้ ถ้าเราลองมองด้วยใจเป็นกลาง และลองวางมุมมองการให้คุณค่าแบบวงการสถาปัตยกรรมออกไปก่อน และพิจารณาสถาปัตยกรรม ในมุมมองแบบนักมานุษยวิทยาดู เราอาจจะเข้าใจได้ว่า สุดท้ายแล้ว​ งานออกแบบใดๆ ล้วนแต่เป็น ความพึงพอใจระหว่างเจ้าของงานและผู้ออกแบบ

เจ้าของงานจำนวนมาก ไม่สนใจว่าคุณจะใช้เทคนิคใด เลียนแบบมาจากไหน เขาสนใจในเรื่องของความคุ้มค่าทางงบประมาณการก่อสร้าง การทำให้เกิดรายได้ หรือประโยชน์จากการใช้งาน ความง่ายต่อการบำรุงรักษา และความสง่างามดูสวยงาม เป็นหน้าเป็นตา และสื่อสารได้ตรงกับสิ่งที่เจ้าของงานตั้งโจทย์ไว้

ดังนั้นจึงไม่แปลกที่การให้คุณค่าระหว่างเจ้าของงานกับ วงการสถาปัตยกรรม หลายครั้งก็ดูเหมือนจะเดินสวนทางกันไป ทั้งนี้เพราะแต่ละฝ่ายให้คุณค่าที่ต่างกันไปนั่นเอง
ดังนั้น เราจึงไม่ควรไปตัดสินคุณค่าหรือมองว่างานออกแบบเหล่านั้น ถูกหรือมีผิด ดีหรือเลว ด้วยการเอาคุณค่าของวิชาชีพหนึ่งไปเป็นตัวนำเพียงอย่างเดียว เพราะปัจจัยที่ถูกนำมาสร้างเป็นงานสถาปัตยกรรมนั้นมีความหลากหลาย และคนที่เสพงาน ก็มีมุมมองที่แตกต่างกันออกไปตามพื้นฐานของแต่ละบุคคล

แต่ถึงกระนั้น สิ่งที่ผู้เขียนอยากจะกระตุกให้สังคมได้คิดในกรณีดราม่าดังกล่าวนี้ ไม่ใช่เรื่องการหยิบยืมเทคนิคต่างประเทศมาใช้ แต่เป็นเรื่องของ “ความเหมาะสมในเชิงบริบท” ต่างหาก

สถาปัตยกรรมจีน-ญี่ปุ่น กับ สนามบินที่เป็นหน้าตาของประเทศไทย?
จริงๆ แล้ว ต่อให้ทางผู้ออกแบบคนไหนก็ตาม จะลอกเลียนแบบเทคนิค หรือนำมาดัดแปลงต่อยอด เพื่อใช้ในงานของตนนั้น ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร และก็ทำกันมาเป็นพันปีแล้วในสถาปัตยกรรมโบราณ แต่คำถามที่ตามมาคือ เทคนิคนั้น เหมาะสมหรือไม่กับ ‘บริบท’ และ ‘โจทย์’ ของงานชิ้นนั้นหรือไม่?

อาคารศาสนสถานโบราณนั้น มีจุดประสงค์เดียวกันคือใช้ประกอบกิจทางศาสนา และต้องการสื่อสารคำสอนและมีระบบความเชื่อคล้ายๆกัน ดังนั้นการออกแบบศาสนสถานด้วยรูปแบบที่เป็นที่นิยมคล้ายๆ กันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกแต่ประการใด ถ้าจะทำให้เหมือนๆกัน

ขณะเดียวกัน ถ้าเทคนิคโต๋ก่ง/โตะเกียว จะถูกสถาปนิกไทยนำไปใช้ออกแบบสถานทูตจีน-ญี่ปุ่น-เวียดนาม-เกาหลี หรือศูนย์วัฒนธรรม โรงเรียนสอนภาษา และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมที่องค์ประกอบสถาปัตยกรรมนั้นถูกหยิบมาใช้ เสียงวิพากษ์วิจารณ์ก็คงจะไม่กระหึ่มสังคมเท่านี้

เพราะอย่างน้อยก็ถือว่าผู้ออกแบบได้เคารพต่อบริบททางวัฒนธรรมของโจทย์ในงานนั้น อาจจะเป็นการให้เกียรติกับสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นและเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมของชนชาตินั้นๆ

แต่เมื่อเทคนิคนี้ ถูกนำเอามาใช้กับ สถาปัตยกรรมที่เป็นหน้าเป็นตาของ ประเทศไทย ย่อมทำให้วงการสถาปนิกเกิดคำถามขึ้นว่า เราไม่มีอัตลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมที่โดดเด่น และสามารถสร้างแรงบันดาลใจ และเอามาดัดแปลงต่อยอดให้เป็นงานสถาปัตยกรรมโมเดิร์นของเราเองได้ จนถึงขนาดต้องหยิบยืมเทคนิคมาจากสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นในต่างประเทศเชียวหรือ???

ซึ่งนี่ต่างหากที่เป็นประเด็นที่สังคม และ วงการสถาปนิก+นักออกแบบ ควรตั้งคำถามกันต่อไป

ภาพประกอบที่ 17: สนามบินสุวรรณภูมิ

เครดิตภาพประกอบ:
1. https://www.scipedia.com/public/Md-Rian_Sassone_2014a
2. http://www.ancientpages.com/2017/07/31/ancient-secrets-of-dougong-brackets-how-2500-year-old-buildings-could-survive-earthquakes/
3. https://fall2017.thedude.oucreate.com/uncategorized/21857/
4. https://www.takenaka.eu/1973-1992/c-113/expo-92-japanese-pavilion/
5. https://fcil.jimdo.com/
6. https://en.wikiarquitectura.com/building/japan-pavilion-for-expo92/
7. http://architectuul.com/architecture/view_image/komyo-ji-temple/3656
8. https://archinect.com/jgerneth/project/komyo-ji-temple
9. https://www.britannica.com/place/China-Pavilion
10. https://www.flickr.com/photos/retrato/4747164735
11. https://www.archdaily.com/199906/yusuhara-wooden-bridge-museum-kengo-kuma-associates
12. https://www.instagram.com/p/BO02EquAgvg/
13. https://www.iconeye.com/architecture/news/item/9645-yusuhara-wooden-bridge-museum-by-kengo-kuma-associates
14. https://www.archdaily.com/199906/yusuhara-wooden-bridge-museum-kengo-kuma-associates
15. https://www.thebangkokinsight.com/36963
16. https://twitter.com/DuangritBunnag/status/1032461958157455361
17. https://arsartisticadventureofmankind.wordpress.com/2016/07/25/french-gothic-cathedrals/
18. https://www.news1live.com/detail.aspx?NewsID=9610000046475
………………..
บทความ : กิตติธัช ชัยประสิทธิ์
Illustrator : Rawin Jarureangsri