• GEN Facebook
    Facebook Pagelike Widget

เลาะ บ้าน ผ่าน เวียง – ในร้านหนังสือ มีหญิงสาวนอกเหนือนิยาย 

จะมีคนสักกี่คนที่พบกันครั้งแรก แต่กลับรู้สึกคุ้นเคยกันมานาน.. 

 

หญิงสาวนัยน์ตาเศร้า ใบหน้าที่เห็นแวบแรกราวกับชาวญี่ปุ่น ค่อยๆ ย่องเข้ามาในบ้าน ขณะที่ผมกำลังง่วนกับการเก็บแก้ว จาน ของแขกชุดก่อนหน้า 

“สวัสดีครับ” ผมยิ้ม ชิงเอ่ยคำทักทายเธอก่อน 

“สวัสดีค่ะ” เธอยิ้มตอบแล้วแจ้งชื่อตัวเอง ผมบอกให้ทำตัวตามสบาย จะนั่งรอที่โต๊ะหรือเดินดูหนังสือบนชั้นก่อนก็แล้วแต่สะดวก ผมจัดการล้างจานและแก้วในอ่างต่อไป ขณะเธอยืนอยู่หน้าชั้นหนังสือครู่หนึ่ง จากนั้นยื่นมือขาวซีดและนิ้วเรียวบางดึงหนังสือออกมาหนึ่งเล่ม เดินกลับมานั่งที่โต๊ะหน้าบ้าน ผมหันมองดูเป็นระยะ เห็นเธอเหม่อมองท้องฟ้าซึ่งมีเมฆครึ้มดำครอบคลุมไปกว่าครึ่งฟ้า เสร็จงานในอ่างล้างจาน พินิจดูเธอจากด้านข้างอีกครั้ง นิ้วเรียวยาวของเธอลูบหน้าปกหนังสืออย่างแผ่วเบา ขณะสายตายังคงจับจ้องที่ท้องฟ้ามากกว่าหนังสือบนฝ่ามือ จากภาษากายที่เห็น คล้ายบ่งบอกว่าเธอกำลังมีเรื่องอึดอัดในใจ.. บางทีเรื่องราวที่ซุกซ่อนอยู่นั้นก็อาจสลับซับซ้อนและอึมครึมไม่ต่างจากเมฆบนท้องฟ้าซึ่งเธอได้แค่แหงนมอง

ปล่อยเธออยู่กับตัวเองเงียบๆ เหม่อมองท้องฟ้า สลับกับก้มหน้ากรีดแผ่นกระดาษผ่านทีละหน้าอย่างช้าๆ  ดูจากอาการแล้ว​ ผมยังเชื่อว่าสมาธิของเธอหาได้อยู่กับหนังสือนวนิยายเล่มที่อยู่ในอุ้งมือ  

ปล่อยให้เธอนั่งอยู่อย่างนั้น ผ่านไปร่วมสิบนาที ผมจึงเดินเข้าไปทัก ไต่ถามกันเพียงไม่กี่คำแต่น้ำเสียงของเธอเป็นกังวาน ถาม-ตอบอย่างมีชีวิตชีวา แววตาแม้ยังดูเศร้าๆ แต่ฉายประกายสดใสขึ้นกว่าเมื่อแรกเห็น  

เราสนทนาในหัวข้อเรื่อยเปื่อย เธอถามถึงร้านหนังสือของผมว่าเหตุใดต้องมาตั้งอยู่ในหมู่บ้านห่างไกลตัวเมือง ผมหัวเราะเบาๆ แล้วตอบแบบทีเล่นทีจริงกลับไปว่า ร้านหนังสือในเมืองมีกันเยอะแล้ว ผมอยากสร้างร้านหนังสือในบรรยากาศที่แตกต่าง เผื่อจะมีคนแปลกๆ หลงเข้ามา.. เธอยิ้มก่อนหัวเราะเบาๆ  

“ชอบอ่านนิยายรักหรือครับ” ผมถามด้วยเพิ่งสังเกตเห็นปกหนังสือในมือของเธอเป็นนวนิยายรักเล่มหนึ่งซึ่งเคยถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์แนวรักซึ้งโศกมาแล้ว  

“เปล่าค่ะ เห็นปกมันสวยดี” น้ำเสียงเธอดูเศร้าลงไป ผมเห็นเธอก้มมองหน้าปกหนังสือซึ่งมีรูปชายหนุ่มในชุดสูทกับหญิงสาวในชุดสีแดงกำลังโน้มตัวอยู่ในอ้อมแขนกันและกัน เธอเงียบอยู่นิ่งนาน ผมเกรงว่าเธอจะอึดอัดจึงเตรียมจะลุกออกมาและให้เธอนั่งคิดอะไรอยู่เงียบๆ เพียงลำพังต่อไป หากแต่ในจังหวะนั้น​ เธอก็โพล่งขึ้นมาว่า 

“ชีวิตคนเราบางทีอาจยิ่งกว่าในนิยายนะคะ”

“อ่อ..ครับ”

เธอบอก ไม่รู้ว่าเนื้อหาข้างในหนังสือมันเป็นยังไง แต่เห็นปกแล้วอดคิดถึงตัวเองไม่ได้ 

ผมเป็นฝ่ายเงียบนิ่งบ้าง รออยู่ว่าเธอจะพูดอะไรต่อไป ครู่หนึ่งเธอก็ค่อยๆ ปลดปล่อยเรื่องราวในใจของเธอออกมา.. ผมขอนำเรื่องราวในชีวิตของเธอมาเล่าต่อแบบกระชับดังนี้​ – -​

..หญิงสาวคนหนึ่ง เหมือนหลุดออกมาจากนวนิยายรักบางเรื่อง เธอเป็นสาวไทย มีบ้านอยู่ในกรุงเทพฯ เกิด เติบโต และทำงานก็ที่กรุงเทพฯ ตอนอายุสามสิบกว่าได้พบรักกับหนุ่มญี่ปุ่น ทั้งคู่รักกันดีและคบหากันมากว่าห้าปี แต่จู่ๆ วันหนึ่งผู้ชายก็หายตัวไป ทิ้งหญิงสาวให้เฝ้ารอทุกเมื่อเชื่อวัน  เธอออกตามหาเขาไปทุกที่ที่คิดว่าจะพบเจอชายคนรัก แต่เขาก็หนีไปก่อนเธอจะทันเห็นตัวเขาก้าวหนึ่งเสมอ  กระทั่งสามปีผ่าน ทั้งสองได้พบกันอีกครั้ง ผู้ชายสารภาพว่าเป็นโรคซึมเศร้า เบื่อโลก และคิดฆ่าตัวตายอยู่หลายครั้ง เขาขอให้เธอยกโทษให้เขา หญิงสาวร้องไห้กับสิ่งที่คนรักประสบ และให้อภัยต่อทุกสิ่งอย่างที่เขากระทำผ่านมา  

ความสัมพันธ์ก่อตัวขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ทั้งคู่ตัดสินใจมาซื้อคอนโดมิเนียมหรูแห่งหนึ่งที่เชียงใหม่ ด้วยคิดว่าบรรยากาศใหม่ๆ อากาศดีๆ จะช่วยลบลืมความทุกข์เศร้าในอดีต แต่แล้ววันหนึ่ง ฝ่ายชายก็หายไปอีก คราวนี้เขาทิ้งแหวนหมั้นไว้บนหัวเตียงให้ดูต่างหน้า พร้อมกระดาษโน้ตแผ่นหนึ่งวางอยู่ใต้แหวน มีข้อความสั้นๆ เขียนด้วยลายมือเป็นภาษาญี่ปุ่น แปลเป็นไทยได้ว่า ‘ดูแลตัวเองดีๆ ไม่ต้องตามหาผมอีก..รักคุณเสมอ’.. 

 

 

กลับกลายเป็นผมที่เหลียวมองท้องฟ้าสลับฟังเรื่องราวจากปากเธอ ถ้อยคำยิ่งพรั่งพรู ปัญหายิ่งซับซ้อน ผมพยายามฟังทุกๆ ถ้อยคำของเธอ เก็บทุกๆ อารมณ์ที่เธอปลดปล่อยออกมา ถึงแม้มิอาจเข้าใจความรู้สึกเจ็บปวดของเธอได้ทั้งหมด และไม่อาจช่วยแก้ปัญหาใดๆให้เธอ แต่อย่างน้อย​ การรับฟังก็ทำให้เธอรู้สึกว่า เราพร้อมเป็นเพื่อนในเวลาที่เธอต้องการใครสักคนรับฟังเรื่องอันยากจะบอกกล่าวกับใครและหนักหนาสาหัสซึ่งกดทับอยู่ในใจมานาน   

เธอบอกหลังการหายตัวไปของชายคนรักครั้งนั้น เธอเฝ้ารอเขาอยู่หนึ่งปีเต็ม แต่สุดท้ายก็ว่างเปล่า เธอตัดสินใจขายคอนโดฯที่เชียงใหม่ กลับไปเผชิญชีวิตในเมืองกรุงเหมือนเช่นเดิม และหลายปีผ่าน​ เธอเพิ่งได้หวนเยือนเชียงใหม่ก็ครานี้

ตอนหญิงสาวเล่าจบ เธอล้วงผ้าเช็ดหน้าจากกระเป๋า ซับน้ำตาที่เอ่อท้นสองข้าง ผมหันไปมองท้องฟ้า สีของมันทั้งหม่นครึ้ม ทั้งดำทะมึน ดูสลับซับซ้อนน่าพรั่นพรึงเหลือเกิน ผมสูดหายใจเข้ายาวๆ ไม่นึกว่าจะได้ฟังเรื่องราวที่เป็นยิ่งกว่าในนิยาย และได้แต่คิดหวังในใจว่า คงอีกไม่นาน ท้องฟ้าจะคลี่คลายและกลับมาสว่างสดใสอย่างที่มันควรจะเป็น 

 

จากกลางวันล่วงเลยจนเย็น เวลาบนนาฬิกาเดินไปตามปกติของมัน หากแต่เรารู้สึกคุ้นเคยและสนิทสนมราวกับเป็นเพื่อนกันมานาน  ครั้นตะวันคล้อยต่ำ ผมชวนเธอออกไปเดินดูทุ่งนาและทุ่งปอเทืองใกล้บ้าน แม้ท้องฟ้ายังอึมครึม แต่อากาศเย็นสบาย ผมเห็นเธอสูดหายใจยาวๆเข้าปอดอยู่หลายเฮือก แอบคิดเล่นๆ ว่าอากาศโปร่งๆ คงช่วยฟอกความเศร้าโศกที่อยู่ในตัวเธอให้บรรเทาเบาบางได้บ้าง

จวบตะวันลาลับ พระจันทร์กลมโตก็โผล่ให้เห็นเต็มดวงอยู่อีกฟากขอบฟ้า เธอยืนมองดวงจันทร์เนิ่นนาน ลมหัวค่ำโชยพัดปลายผ้าพันคอเนื้อบางของเธออยู่ไหวๆ  

“มาที่นี่แล้วรู้สึกเบาจัง ทั้งที่ก่อนหน้า เหมือนแบกอะไรหนักหนาเอาไว้” เธอพูด สายตายังจับจ้องดวงจันทร์สีเงินยวง

 “ไม่ไล่ตามก็ไม่เหนื่อย ไม่แบกก็ไม่หนัก” ผมยิ้มไปกับเธอ “มาที่นี่ได้ตลอดนะ ไม่จำเป็นต้องมีเรื่องหนักใจก็มาได้.. คิดเสียว่ามาเที่ยวบ้านเพื่อนคนหนึ่ง กรุงเทพฯ กับเชียงใหม่ไม่ไกลกันเกินขอบฟ้า ยินดีต้อนรับเสมอ”


……………………

บทความ : ประยูร หงษาธร