• GEN Facebook
    Facebook Pagelike Widget

อย่างนี้ก็ได้หรือ? NGO โพสต์ลอยๆ จับผบ.พม่าโยงไทยปมโรฮีนจา

 

นั่งอ่านหนังสือพิมพ์ เมื่อวันก่อน พบข่าวว่าทาง UN เรียกตัวนายพลกองทัพเมียนมา คนหนึ่งขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศ​ ในกรณีกวาดล้างชาวโรฮีนจาออกนอกประเทศ จนเกิดผู้เสียชีวิตในรัฐยะไข่และรัฐฉาน… ในข่าวต่างประเทศระบุว่าชาวมุสลิมโรฮีนจาบางส่วนก็เดินขบวนในประเทศบังกลาเทศ​ เพื่อต่อต้านการกระทำของรัฐบาลเมียนมาที่ขับไล่ตนอีกด้วย  เรื่องนี้ลุกลามกลายเป็นความเดือดร้อนของประเทศบังกลาเทศที่ต้องรับผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจาจำนวนมาก และกลายเป็นความขัดแย้งทางศาสนาแห่งใหม่ที่ใกล้ประเทศเราในเวลานี้ครับ


แต่ที่น่าสนใจคือ ในข่าวเรื่องเดียวกันนี้ มีข่าวหนึ่งซึ่งอ่านแล้ว รู้สึกแปลกใจ เมื่อ นายสุนัย ผาสุข เป็นตัวแทนของ Human Rights Watch ประจำประเทศไทย ออกมาจับประเด็นโดยระบุใน Twitter เมื่อวันที่  27 สิงหาคม พ.ศ.​ 2561 ระบุว่า

 “มิน​ อ่อง​ หล่าย ผบ.กองทัพพม่าที่ยูเอ็นต้องการเอาตัวไปขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศจากกรณีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โรฮีนจา และอาชญากรรมต่อมนุษยชาตินั้น​ สนิทสนมใกล้ชิดกับแกนนำเผด็จการ คสช. และมีฐานะเป็นลูกบุญธรรมของเปรม”


แม้ว่าในโพสต์ของนาย สุนัย ผาสุข ที่ระบุอยู่ในข่าวนั้น จะระบุเพียงสั้นๆ แต่ก็พอจะทำให้เห็นการพยายามผูกโยงสองเรื่องระหว่าง

  • กรณีการขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศในกรณี กวาดล้างชาวโรฮีนจาของนายพลมิน​ อ่อง​ หล่าย ผบ.กองทัพพม่า
  • ความสัมพันธ์ของนายพลเมียนมากับพลเอกเปรม ติณสูลานนท์

เท่ากับว่าเป็นการจับแพะชนแกะได้อย่างไม่น่าให้อภัยเลยละครับ… เพราะถ้าใครอ่านเพียงเท่าที่เขียนไว้​ อาจจะทำให้เข้าใจผิดว่าประเทศไทย ‘มีส่วน’ ในการตัดสินใจกวาดล้างชาวโรฮีนจาในรัฐยะไข่ของรัฐบาลเมียนมาด้วย ราวกับว่าเป็นการยุยงปลุกปั่นให้คนมุสลิม-บังกลาเทศที่กำลังเดือดร้อน เกลียดชังประเทศไทยเสียด้วยซ้ำครับ

ทั้งๆที่ในความเป็นจริงแล้ว… การตัดสินใจเรื่องดังกล่าวนั้น รัฐบาลเมียนมามีเอกภาพในการตัดสินใจด้วยตนเองอยู่แล้ว และ ผมประเมินได้ว่ารัฐบาลไทยไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการตัดสินใจแต่อย่างใดเลยล่ะครับ

แต่การ​ ‘ป้ายสี’ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์​ ในประเด็นกวาดล้าง ชาวโรฮีนจาในรัฐยะไข่ของเมียนมานั้น หวังผลอะไรกันแน่? เรื่องนี้ต้องมาแกะทีละปมครับ

  1. มีใครรู้บ้างว่า ศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal Court: ICC)  ของสหประชาชาตินั้น มีอำนาจกับเฉพาะประเทศที่ให้สัตยาบัน เอาไว้เท่านั้น จะใช้อำนาจกับประเทศอื่นที่ไม่ได้ทำข้อตกลงนั้นไม่ได้นะครับ

  2. ประเทศไทยไม่ได้ให้ สัตยาบันกับศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal Court: ICC) ดังนั้น ศาลอาญาระหว่างประเทศ จึงไม่สามารถฟ้องร้องผู้นำรัฐบาลประเทศไทยได้​ ไม่ว่าจะมาจากพรรคใดก็ตาม… แม้แต่รัฐบาลทหาร – เพื่อไทย และประชาธิปัตย์ ก็ไม่เคยให้ สัตยาบัน​ (ratify) กับเรื่องเหล่านี้ เพราะประเทศไทยมองว่าเอกราชในทางกฏหมายควรอยู่ในมือของประเทศเอกราช และนั่นทำให้ ความขัดแย้งภายในประเทศนั้นเป็นเรื่องของภายในประเทศนั้นๆในการจัดการภายในกันเอง ต่างชาติจะแทรกแซงไม่ได้นั่นเองครับ
  3. แม้แต่สหรัฐอเมริกา และรัสเซีย​ ก็ไม่เคยให้ สัตยาบัน​ (ratify) ต่อ ศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal Court: ICC) แม้ว่าจะเป็นประเทศที่ให้ความสนใจกับกิจกรรมของศาลอาญาระหว่างประเทศก็ตาม ส่งผลให้ศาลอาญาระหว่างประเทศไม่สามารถบังคับคดีใดๆนั่นเอง (จีน ตุรกี และอินเดียนั้นคงไม่ต้องพูดถึง เพราะไม่ได้เป็นสมาชิก​ ICC เสียด้วยซ้ำครับ)
  4. กรณีการกวาดล้างชาวโรฮีนจาออกนอกประเทศเมียนมาจนเกิดผู้เสียชีวิตในรัฐยะไข่และรัฐฉานนั้น  ศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal Court: ICC) เข้ามาแทรกแซงเนื่องจาก ‘ผู้เดือดร้อน’ คือรัฐบาลบังกลาเทศ​ ซึ่งได้รับผลกระทบจากการลี้ภัยของชาวโรฮีนจาจำนวนมากนั้น เป็น​ ‘สมาชิกปัจจุบันซึ่งให้สัตยาบันกับ ICC แล้ว’  จึงทำให้ ICC สามารถเข้ามาเฝ้าสังเกตการณ์ได้ …อย่างไรก็ตาม ทางรัฐบาลเมียนมานั้นกลับไม่ได้เป็นแม้แต่สมาชิกของ ICC เสียด้วยซ้ำ … การเรียกตัวนายพลกองทัพเมียนมาคนหนึ่งขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศ ICC นั้น ก็เชื่อว่าควรเป็นไปตามความสมัครใจของรัฐบาลเมียนมาอีกด้วยครับ
  5. เปรียบเทียบกรณีการจับกุมมุสลิม​ ‘อุยกูร์’ หัวรุนแรงบางส่วนในมณฑลทางตะวันออกของประเทศจีนนั้น แม้ว่าจะมีมุสลิมอุยกูร์บางส่วนหลบหนีการดำเนินคดีจากรัฐบาลจีนไปที่ประเทศตุรกี แต่เนื่องจากทั้งสองประเทศไม่ได้เป็นสมาชิกศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal Court: ICC) จึงทำให้ศาล​ ICC ไม่สามารถเข้าแทรกแซงกิจกรรมเหล่านี้ได้โดยตรงครับ
  6. รู้หรือไม่ พล.อ.มิน อ่อง หล่าย กลายเป็น ลูกบุญธรรม พลเอกเปรม ติณสูลานนท์​ ได้อย่างไร? เรื่องนี้ถูกระบุชัดเจนจากสำนักข่าวไทยรัฐ เมื่อปี พ.ศ.​ 2560 ระบุว่า 

    “การเดินทางมาไทยทุกครั้ง พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผบ.ทหารสูงสุด จะเป็นผู้นำ พล.อ.มิน อ่อง หล่าย เข้าพบ พล.อ.เปรม ทั้งสองท่านสนทนาได้ถูกคอ และท่านก็ขอเป็นบุตรบุญธรรมของ พล.อ.เปรม เมื่อปี 2555 โดยท่านบอกว่า พล.อ.เปรม อายุเท่าบิดาท่าน แถมยังเป็นทหารเหมือนกัน ท่านจึงขอเป็นลูกบุญธรรม ทำให้พล.อ.เปรม หัวเราะชอบใจ และรู้สึกดีใจที่ได้มีลูก นอกจากนี้ พล.อ.มิน อ่อง หล่าย เมื่อเดินทางมาประเทศไทย ก็จะขอเข้าพบ รวมถึงในโอกาสต่างๆก็จะนำสิ่งของมามอบให้ พล.อ.เปรม เช่น ผลไม้ ส่งมอบให้เช่นเดียวกัน ซึ่งเป็นเหมือนมิตรที่ดีต่อกัน โดยท่านก็ให้ความนับถือกัน จนถือเป็นความผูกพัน เหมือนกับญาติ ถ้านับไปแล้ว ก็เท่ากับว่า พล.อ.มิน อ่อง หล่าย คือ ลูกป๋าคนหนึ่ง และเป็นคนเดียวที่เป็นลูกป๋าที่เป็นชาวต่างชาติ จนกล่าวได้ว่า ประตูบ้านสี่เสาเทเวศร์ พร้อมที่จะเปิดต้อนรับผู้นำทางทหารพม่าคนนี้ตลอดเวลา”

จาก​ 6​ ข้อที่เล่ามาทั้งหมดนั้น​ ก็พอจะทำให้เห็นภาพว่า แนวทางการเข้าดำเนินคดีของศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal Court: ICC) มีข้อจำกัดอยู่นะครับ และคดีกรณี รัฐบาลเมียนมาผลักดันชาวโรฮีนจาออกนอกประเทศนั้น เป็นเพียงการกระทำภายในประเทศเมียนมา ซึ่งผลกระทบตกอยู่กับประเทศบังกลาเทศที่ได้รับความเดือดร้อนจากการดำรงอยู่ของโรฮีนจา ไม่ได้มีประเด็นอะไรเกี่ยวข้องกับประเทศไทยแต่อย่างใด  การพาดพิงเรื่องความสัมพันธ์เชิงบุคคล ระหว่าง พลเอกมิน อ่อง หล่าย​ และ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นเรื่องที่ไม่สมควร …และไม่ควรนำมาพูดเพื่อสร้างความเกลียดชัง โดยเฉพาะ เรื่องความขัดแย้งทางชาติพันธุ์และศาสนาต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องรับไม่ได้จริงๆครับ



ล่าสุด​ นายสุนัย ผาสุข ได้โพสต์ข้อความผ่าน Twitter กดดันรัฐบาลไทยอีกครั้งหลังจากที่ รัฐบาลไทยได้ระงับเวทีเสวนาครบรอบหนึ่งปีเหตุรุนแรงในรัฐยะไข่ โดยระบุว่า

“ยูเอ็นแถลงให้เอาผู้บังคับบัญชากองทัพพม่าขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศกรณีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โรฮิงญา ส่วนทหารไทยสั่งแบนเวทีเสวนาครบรอบหนึ่งปีเหตุรุนแรงในรัฐยะไข่โดยอ้างกระทบความมั่นคง > สวนกระแสโลก!  – นายสุนัย ผาสุข ได้กล่าวผ่าน Twitter เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ.​ 2561​ ที่ผ่านมา


หลังจากที่อ่านเรื่องนี้ ผมสามารถอธิบายให้เข้าใจได้ครับว่า การที่ สุนัย ผาสุข​ กำลังโจมตีทหารไทยสั่งแบนเวทีเสวนาครบรอบหนึ่งปีเหตุรุนแรงในรัฐยะไข่ นั้น เป็นเรื่องของการพยายามสร้างความเกลียดชังระหว่างประเทศล้วนๆเลยล่ะครับ  สาเหตุที่รัฐบาลไทยระงับเวทีเสวนาดังกล่าว เพราะไม่ต้องการแทรกแซงกิจการภายในของประเทศเมียนมานั่นเอง …ส่วนเรื่องที่รัฐบาลไทยปฏิบัติต่อโรฮีนจาในอดีตนั้น ก็เห็นได้ชัดเจนนะครับว่า ทำไปด้วยมนุษยธรรมในการรับอุปการะโรฮีนจาในฐานะผู้ลี้ภัย ก่อนส่งตัวไปยังประเทศที่ผู้ลี้ภัยต้องการไปต่อ

แต่ในปัจจุบัน การปล่อยให้เกิดการเสวนาในประเด็นที่เปราะบางเกี่ยวกับโรฮีนจาและเมียนมา อาจทำให้กระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทย-เมียนมาได้ และอาจจะเป็นการชักสงครามศาสนาเข้าประเทศไทยอีกด้วยนะครับ …


…………..
ส่วนเสริม

การสะกดคำว่า โรฮีนจา ว่า “โรฮิงญา” นั้น เป็นการสะกดที่ไม่ถูกต้อง ตามหลักการถอดเสียงแบบพม่าโดยผู้ทรงคุณวุฒิทั้งชาวไทยและชาวพม่า ผู้เป็นคณะกรรมการจัดทำหลักเกณฑ์ในการทับศัพท์ของสำนักงานราชบัณฑิตยสภา ต้องสะกดและออกเสียงว่า “โรฮีนจา

อ้างอิง
http://www.royin.go.th/wp-content/uploads/2015/05/Rohingya.pdf

 

……………………………..

บทความ : Daily Rorschach

Illustrator : Rawin Jarureangsri