• GEN Facebook
    Facebook Pagelike Widget

แกะรอยคำวิจารณ์และความเห็นส่วนตัวต่อ Crazy Rich Asians

**บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วน แต่การเปิดเผยนี้ไม่มีผลต่อการชมภาพยนตร์เรื่องนี้แต่อย่างใดค่ะ**

 

ดิฉันจรดปากกาเพื่อเขียนบทความถึงหนังเรื่อง Crazy Rich Asians นี้มา 5 วันแล้วค่ะ…
เขียนแล้วก็ลบ แล้วก็เขียน แล้วก็ลบ วนลูปอยู่อย่างนี้มาอย่างยาวนานกว่า 120 ชั่วโมงแล้ว เปล่านะคะ ไม่ใช่ว่าหนังเรื่องนี้ไม่ดี ไม่ใช่ว่าหนังเรื่องนี้ไม่มีอะไรให้เขียนถึง ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง นี่คือหนังที่ดีเกินกว่าที่คาดหวัง และมีอะไรให้เขียนถึงมากมายเกินกว่าที่เข้าใจ เอาง่ายๆว่า บทความนี้จะแล้วเสร็จตั้งแต่ 5 วันที่แล้ว ถ้าหนังมันห่วยกว่านี้ แต่เพราะความที่มันไม่ห่วย มันดี มันสะกิดใจและมันทำให้ดิฉันร้องไห้น้ำตาเป็นเผาเต่า ดิฉันจึงระวังเป็นอย่างมากว่าจะเขียนถึงมันอย่างไรดี เพื่อสื่อสารความดีงามและความถูกใจนั้นให้ออกมาได้ใกล้เคียงกับความรู้สึกที่ดิฉันมีต่อหนังเรื่องนี้ สุดท้ายดิฉันก็บอกกับตัวเองว่า

“ช่างแม่มมมม”

แล้วก็ฉีกทุกอย่างทิ้ง ลบทุกอย่างที่เคยคิดออกหมด ตัดสินใจพับสมองเก็บและใช้หัวใจเขียนแทน

มันจึงออกมาเป็นบทความนี้

 

 

โอ้เอ้ไปซะหนึ่งพารากราฟแล้ว ก็ได้เวลาที่ดิฉันจะจูงทุกท่านเข้าเนื้อความหลักกันได้ซะทีแล้วนะคะ ฤกษ์มาแล้วค่ะ 😂

ครั้งที่ดิฉันยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะไปดูหนังเรื่องนี้ดีหรือไม่นั้น ตามประสาสายแข็งเรื่องการหาข้อมูล ดิฉันก็ทำการค้นหาฟีดแบ็คทั้งหลายจากบรรดานักวิจารณ์ทั้งสายอาชีพ สายอิสระและสายสะดวกเฉพาะตัวเอง ก็ได้พบว่า ฟีดแบ็คที่ได้มานั้นน่าสนใจมาก เพราะเป็นฟีดแบ็คที่ถ้าคุณไม่รักหนังเรื่องนี้​ คุณก็จะเกลียดมันไปเลย จนเมื่อดิฉันได้ดูหนังเรื่องนี้จบลง ดิฉันก็จำได้ทันทีว่ากฎส่วนตัวข้อหนึ่งของตัวเองที่ถือปฏิบัติมาเนิ่นนานคือ ‘จะไม่ฟังและเชื่อแค่คำวิจารณ์เพียงอย่างเดียว เพราะประสบการณ์และปูมหลังเฉพาะบุคคลมีผลโดยตรงต่อทัศนคติ และฉันทาคติของบุคคลที่มีต่อภาพยนตร์อย่างไม่อาจปฏิเสธได้’

และความเชื่อนี้ก็ถูกพิสูจน์อีกครั้งกับ Crazy Rich Asians

ที่สุดแล้วดิฉันจึงคิดว่าแทนที่จะบอกเล่าหรือเขียนถึงหนังเช่นที่ดิฉันเคยทำมาในทุกๆครั้ง จะเป็นอย่างไรถ้าครั้งนี้ดิฉันจะเลือกวิธีการในการ Bounce Idea กับสารพัดความเห็นที่มีต่อหนังเรื่องนี้ เพื่อแกะรอยหาสันนิษฐานแห่งความไม่ประทับใจในผู้ชมกลุ่มหนึ่ง ไปยันทำความเข้าใจความหลงใหลของผู้ชมอีกกลุ่มหนึ่งที่มีต่อหนังเรื่องนี้ ซึ่งแน่นอนว่าการกระทำการ Bounce ดังเช่นที่ว่านี้ ก็จะหลีกไม่พ้นมุมมองอันเป็นส่วนตัวที่ดิฉันมีต่อหนังเรื่องนี้ด้วยนั่นเอง มาค่ะ เรามาคุย มาเรียนรู้ และมาทำความเข้าใจไปพร้อมๆกัน ไม่ใช่เพื่อเกลียดให้สุดโต่ง รักให้สุดขั้ว หรือเฉยชาให้สุดลิ่ม แต่เพื่อความเป็นสุขแห่งการเท่าทันทั้งใจของผู้อื่นและของเราเอง

แกะรอยที่ 1 ตัวตนในวัฒนธรรมที่แตกต่าง

สิ่งหนึ่งที่ดิฉันเจอจากการนั่งไล่อ่านคำวิจารณ์ ความเห็นหรือฟีดแบ็คด้านลบจากบุคคลหลากหลายที่มีต่อหนังเรื่องนี้ ดิฉันได้พบว่า ส่วนใหญ่แล้ว กลุ่มคนที่ไม่ชอบหนังเรื่องนี้เอามากๆนั้น จะเป็นอัตราส่วนของกลุ่มชาวตะวันตกอย่างเห็นได้ชัด ดังที่เราจะเห็นได้จากตัวอย่างในฟีดแบ็คข้างต้นนี้ สิ่งที่เขาเขียนถึงคือ

1. มุมมองการเห็นเพียงแต่เรื่องของวัตถุนิยมที่ดูจะเห็นได้ชัดแบบสุด (ผู้เขียน: เดี๋ยวนะ ชื่อเรื่องก็บอกอยู่แล้วมั้ย ว่าประเด็นหลักของหนังคือเรื่องราวความร่ำรวย ไม่ใช่รวยธรรมดาด้วยนะเออ เรียกว่ารวยจนน่ารังเกียจ <Crazy Rich = โคตรรวย> ของคนเอเชียตามพื้นเพบทประพันธ์ก็ไม่น่าแปลกใจมั้ยคะ แหม่… ถ้าหนังเรื่องนี้มันชื่อประมาณ ‘ธรรมะบนแผ่นฟิล์ม ชีวิตมีสุขเมื่อใจเรารู้จักพอ’ ก็ว่าไปอย่าง

2. ประเด็นเรื่องของการแสดงที่ตื้นเขิน เชื่อมั้ยคะถ้าจะบอกว่า ดิฉันมั่นใจเว่อร์ๆว่า ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ ไม่ได้ทำหนังเรื่องนี้ขึ้นมาภายใต้แรงขับว่า ‘นี่มันหนังออสการ์สาขาการแสดง 2019 ชัดๆ’ แต่แรงขับที่สำคัญและชัดเจนในใจเขา​ คือ​การถ่ายทอดประเด็นและสารที่สำคัญที่เราจะได้เรียนรู้จากการชมภาพยนตร์ คือ ก็ไม่ได้รังเกียจออสการ์อ่ะนะ ถ้าได้ก็ถือว่าเป็นโบนัส ถ้าไม่ได้รางวัล แต่ผู้ชมสัมผัสได้และเข้าถึงในแก่นหลักของภาพยนตร์เรื่องนี้อย่างที่ผู้ประพันธ์และผู้กำกับอยากจะกระซิบบอก นั่นอาจมีค่ายิ่งกว่า 15 ออสการ์รวมกันเสียอีก

3. ประเด็นที่สำคัญที่สุดคือบทสรุปรวมว่า หนังเรื่องนี้ห่วย ซึ่งเป็นประเด็นที่ดิฉันอยากลองทำความเข้าใจและลองดีเบทมันออกมาผ่านทางมุมมองของดิฉัน ก่อนอื่นย้อนกลับไปข้อสังเกตหนึ่งที่ว่า ส่วนใหญ่แล้วคนที่จะสรุปเอาว่านี่เป็นหนังห่วยชนิดไม่ต้องลังเล ดูจะมีอัตราส่วนของชาวตะวันตกมากกว่าชาวเอเชียอย่างเราๆอย่างเป็นนัย แล้วทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ถึงตรงนี้ ดิฉันขออนุญาตใช้ความรู้และมุมมองของตัวเองซึ่งเป็นทั้งคนเอเชีย เป็นคนจีน 100% และเป็นคนที่ทั้งเวลาว่าง โดยอุปนิสัย สันดาน และอาชีพ ต้องเกี่ยวพันกับการสังเกต ตั้งคำถาม เรียนรู้ จนสุดท้ายเพื่อการวิเคราะห์หาความเป็นไปได้ในแต่ละประเด็นสงสัย เพื่อที่จะได้ตอบคำถามตัวเองได้ และนอนตาหลับในแต่ละคืน ดิฉันค้นพบว่า สิ่งสำคัญที่ทำให้ชาวตะวันตกโดยส่วนใหญ่ ไม่ชอบ ไม่ประทับใจหนังเรื่องนี้นั้น ก็น่าจะเป็นเพราะพื้นฐานการเติบโตมาในวัฒนธรรมตะวันตกที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า แตกต่างอย่างเห็นได้ชัดกับวัฒนธรรมชาวตะวันออก โดยเฉพาะชาวเอเชียอย่างเราๆ ยกตัวอย่างเช่น

– ชาวตะวันตกเติบโตมาแบบช่วยเหลือตัวเอง เด็กๆชาวตะวันตกตั้งแต่เล็กๆก็จะถูกไล่ให้ไปมีห้องนอนของตัวเองแล้ว โตขึ้นมาหน่อย สักอายุ 18 ก็จะเริ่มหลีกเร้นออกไปมีชีวิตของตัวเอง ในขณะที่เด็กๆฟากนี้ มิพักจะพูดถึงการแยกไปมีชีวิตของตัวเอง เอาแค่กว่าจะแยกห้องนอนกับพ่อแม่ได้ บางทีก็จนจะเริ่มเข้าช่วงวัยรุ่นแล้วก็มี

– ชาวตะวันตกเติบโตมาแบบครอบครัวเดี่ยว ก็จริงอยู่ที่ทุกๆครอบครัวจะมีแกรนนี่ มีปู่ย่าตายาย แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เลยคือความจริงที่ว่า ความใกล้ชิดในระหว่างสมาชิกครอบครัวของตะวันตกและตะวันออกนั้น แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด สำหรับเด็กๆตะวันตกแล้ว แกรนนี่หรือปู่ย่าตายาย มีสถานะในการรับรู้เพียงแค่ลำดับที่จำได้จาก Family Tree ในขณะที่ฝั่งเอเชียนั้น ปู่ย่าตายายของพวกเรานอกจากจะเป็นคนคอยแบ็คอัพเราไม่ให้โดนตีเวลาทำพ่อแม่กริ้ว ออกรับหน้าแทนเราเวลาพ่อแม่ด่า มีตำแหน่งพิเศษที่ดูเชี่ยวชาญกันสุดๆทุกปู่ย่าตายายนั่นคือ ‘นายท้าย’ ทำหน้าที่ให้ท้ายหลานแบบไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหมและหน้าพ่อแม่มัน พ่วงด้วยการมีรูปลักษณ์คล้ายแบงก์พันมากเป็นพิเศษในช่วงเวลาตรุษจีน ทั้งหลายเหล่านี้คือสิ่งที่ถักทอมาเป็นความผูกพันของผู้คนในครอบครัวในแบบฉบับชาวเอเชีย​ ที่แน่นอนว่าชาวตะวันตกผู้ไม่เคยมีช่วงเวลาและความทรงจำแสนพิเศษนี้ ไม่อาจจะเข้าใจได้โดยง่าย

เขียนถึงตรงนี้ น้ำตาดิฉันก็ไหลลงมาแล้ว และมันไม่ใช่ครั้งแรกนับแต่ดิฉันดูหนังเรื่องนี้

ในฐานะของคนจีน 100% ที่ปู่ย่าตายายอพยพมาอยู่ใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารของพระมหากษัตริย์ไทย เป็นเจนเนอเรชั่นที่ 2 ที่เกิดบนผืนแผ่นดินไทย ใช้ภาษาจีนในอัตราส่วนที่เท่ากับภาษาไทยเมื่อครั้งยังเด็ก เข้าเรียนโรงเรียนจีนในวัยประถม แวดล้อมไปด้วยขนบธรรมเนียมแบบจีนชนิดไม่มีปนเปื้อน และแน่นอนว่า ดิฉันเติบโตมากับความสัมพันธ์แบบจีนๆ ความผูกพันจากรุ่นสู่รุ่น ความมีรากที่ถูกปลูกฝังมาโดยไม่รู้ตัว ณ จุดหนึ่งในชีวิต ดิฉันเคยนึกรำคาญและอายความเป็นลูกหลานจีน จนกระทั่งวันหนึ่งที่ดิฉันได้กลับไปยังเยาวราช ด้วยการพาเพื่อนชาวต่างชาติคนหนึ่ง พ่อจระเข้ตัวเดิมที่ดิฉันเคยเอ่ยถึงในบทความที่เขียนถึง MI6 ไปสัมผัสไชน่าทาวน์เมืองไทย เพื่อนคนนั้นบอกกับดิฉันว่า

“ตอนอยู่ที่ไชน่าทาวน์….ยูดูเป็นคนละคน ยูดูเป็นตัวของตัวเองแบบที่ไอไม่เคยเห็น… ยูดูเป็นคนจีน”
เอ้าาาาาา ไอ้นี่… ไอเคยบอกหรือไงว่าไอเป็นเฟรนช์

วินาทีนั้นเองที่ดิฉันเข้าใจได้เลยว่า ความจริงแล้ว ดิฉันไม่เคยเกลียดหรืออายความเป็นคนจีน ดิฉันไม่สามารถปฏิเสธสิ่งที่มันคือตัวเองได้ และดิฉันโหยหารากตัวเองอย่างไม่น่าเชื่อ…มันได้ถูกพิสูจน์ให้เห็นชัดตอนที่น้ำตาร่วงระหว่างที่ดูหนังเรื่องนี้

ในฐานะของคนที่ผูกพันอยู่กับอากง และอาม่า มีความทรงจำกับอากงอาม่ามากกว่าแค่คนให้แต๊ะเอียหรือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพสาขาเจริญกรุงเวลาที่เงินหมดและไม่กล้าขอปะป๊าหม่าม้า แต่คือการเติบโตมากับการเดินเยาวราชช่วยอาม่าหิ้วของเวลาใกล้วันตรุษจีน ไปเดินเป็นเพื่อนอาม่าที่ตลาดหลังบางรักเพื่อเลือกเป็ดไก่เป็นๆ (โอ๊ยยยยยย คุณเอ๊ยยยยย ในฐานะคนเกลียดสัตว์ปีก การไปเดินใกล้สุ่มไก่ที่เซ็งแซ่ด้วยเสียงกะต๊ากๆและกลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ มันคือความทรมานอิ๊บอ๋ายเลยค่ะ แต่ไม่กล้าบอกอาม่าไง) ไปยันวันเวลาที่คอยนวดหลังไหล่ให้อาม่า แค่เพียงฉากที่มีคำว่า ‘อาม่า’ โผล่เข้ามาในบทสนทนา และฉากที่อาม่าบอกว่า “มาบ่อยๆสิ เดี๋ยวอาม่าจะสอนให้ทำ” แค่นี้น้ำตาดิฉันก็ร่วงจนนับหยดไม่ทันแล้วค่ะ ไม่ใช่เพราะการแสดงระดับเมอรีล สตรีพ​ ที่มันจับใจเรา แต่เพราะมันคือการกระตุกเอารากเหง้าและความผูกพันที่เราหลงลืมเพื่อให้เรารู้ว่า เราคือใครและเราไม่เคยเป็นใครอื่นเลยนอกจากตัวเราเอง

หรือในฉากทรงพลังตอนท้ายเรื่อง ตอนที่ดิฉันเห็นสายตาของ Michael Yeoh ในบทแม่ของพระเอกมองออกมา คุณเอ๊ยยยยยย นั่นมันสายตาของหม่าม้าดิฉันและหม่าม้าทุกคนในสากลโลกคนจีนชัดๆ!!! สายตาของความรักที่ไม่เคยต้องมีความสงสัย สายตาของความห่วงที่รู้ยิ่งกว่ารู้ว่ามากกว่าที่ห่วงตัวเอง และสายตาอย่างที่เราเรียกว่า Wind beneath my wing หรือสายลมพยุงปีก ที่พร้อมจะโอบรับเราโดยปราศจากคำถาม (แต่ไม่ปราศจากคำด่านะคะ 555) ไม่ว่าชีวิตเราจะซวนเซมาแค่ไหนก็ตาม เจ้าของอ้อมแขนที่อุ่นที่สุดในโลก และคนคู่เดียว (เดี๋ยวปะป๊างอน) ที่จะไม่เคยยอมให้เราเติบโตในความรู้สึก…

นี่ยังไม่นับรวมสารพันความแตกต่างในวัฒนธรรมปลีกย่อย เช่นเรื่องการกิน ที่เห็นได้ชัดว่าแตกต่างอย่างสุดขั้วนั่น​ เพราะในความเป็นอาเชียนเรานั้น เรานับเรื่องกินเป็นเรื่องใหญ่พอๆกับการมีชีวิตอยู่ ดังจะเห็นได้จากวิธีในการทักทายผู้คนไม่ว่าจะคนไทยหรือคนจีน ที่มักจะเกริ่นนำถามถึงก่อนเสมอว่า “กินข้าวยัง” แม้กระทั่งในบทเพลงหนึ่งของพี่ดี้ นิติพงษ์ ก็ยังไม่แคล้วที่จะพูดเรื่องกินในตอนต้นของเนื้อเพลง (หิวไหม… ทานอะไรมาหรือยัง ถ้ายัง ทานข้าวกันหน่อยดีไหม)

ทั้งหมดทั้งหลายเหล่านี้ สำหรับผู้ที่เติบโตมาในวัฒนธรรมที่แตกต่าง ย่อมจะไม่มีวันเข้าใจ และก็คงเป็นการยากเกินไปที่จะทำให้เข้าใจ เพราะความทรงจำ ความรู้สึก ไม่อาจถูกสร้างได้ด้วยการบอกเล่า หนทางเดียวที่จะครอบครองมันได้ คือการเติบโตและก้าวข้ามวันเวลาของชีวิตไปพร้อมๆกับมัน

แกะรอยที่ 2 As Asians, we matter

ฉากเปิดตัวของหนังเรื่องนี้คือฉากที่สะท้อนข้อเขียนข้างต้นได้อย่างชัดเจนที่สุด ภาพที่ครอบครัวคนเอเชียอันประกอบไปด้วยสาวๆเอเชียและลูกๆของพวกเธอทวงถามถึงห้องพักในโรงแรมสุดหรูทั้งๆสภาพเปียกแบบสุดๆจากฝนที่ตกกระหน่ำ แต่กลับถูกปฏิเสธการเข้าพักโดยอ้างเหตุผลว่าห้องพักเต็มแล้ว​ และทั้งๆที่เธอก็ได้ทำการจองห้องพักไว้ก่อนการมาถึงเรียบร้อยแล้วด้วยซ้ำ ความไร้น้ำใจอันชวนหดหู่นี้มันลามไปยันการถูกปฏิเสธให้ใช้โทรศัพท์ภายในโรงแรม

เมื่อดิฉันมองเห็นฉากนี้ มันช่วยไม่ได้เลยจริงๆที่จะมองเห็นเป็นอย่างอื่นไปได้นอกจากการเหยียดเชื้อชาติ จริงอยู่ที่ว่าคนเอเชียอย่างเราๆนั้น อาจไม่ได้รับการเหยียดชนิดรุนแรงอย่างสุดขั้ว เมื่อเทียบกับผู้อพยพลี้ภัยโดยเฉพาะในยุคหลายๆปีหลังนี้ และถึงแม้เพื่อนสนิทชาวเยอรมันของดิฉันจะเคยเล่าให้ฟังว่า ในความเป็นจริงแล้ว ชาวเยอรมันยุคใหม่โดยส่วนใหญ่นั้นไม่ได้มีประเด็นอะไรเป็นพิเศษกับคนเอเชีย อาจจะไม่ถึงขนาดจุดพลุต้อนรับ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกเดียดฉันท์ ในการที่จะรับมาอยู่ร่วมประเทศกัน โดยให้เหตุผลที่น่าสนใจมาก ว่าเป็นเพราะคนเอเชียโดยพื้นฐานไม่ใช่คนงอมืองอเท้า ไปอยู่ที่ไหนแม้ว่าอาจจะมาตัวเปล่าแต่ก็รู้จักทำมาหากิน ไม่ทำตัวเป็นภาระให้กับสังคมและประเทศที่ตนไปอยู่ ซึ่งสำหรับคนเยอรมันซึ่งเป็นพวกบ้างาน ซื่อสัตย์และตรงไปตรงมาแล้ว การรู้จักพึ่งพาตัวเองของคนเอเชียนั้น คือการสร้างคุณค่าในความเป็นบุคลากรคุณภาพได้อย่างมากมาย

แต่ถึงแม้คนเอเชียจะไม่ได้มีภาพแสนเลวร้ายในทัศนคติและการรับรู้ของคนเยอรมันดังที่เพื่อนดิฉันเล่าให้ฟังแล้วข้างต้น ก็ปฏิเสธไม่ได้อยู่ดีว่า ไม่ว่าคุณจะยากจนหรือร่ำรวย ฉลาดชนิดที่อาจจะเขย่าบัลลังก์ไอน์สไตน์เอาได้ง่ายๆ หรือแสนดีชนิดแกะรอยเดินตามดาไล ลามะ​ มาแบบไม่มีผิดเพี้ยน อย่างน้อยสักครั้งหนึ่งในชีวิต ไมว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม คุณน่าจะต้องเคยผ่านพบประสบการณ์ของการเหยียดชาติพันธุ์มาบ้างไม่มากก็น้อย ยกเว้นกรณีที่ชีวิตคุณไม่ได้เดินทางไปไกลกว่าประเทศไทย ไม่เน้นการสร้างเน็ตเวิร์คกับคนต่างชาติ รวมถึงสนุกกับการโต้ตอบภาษาไทยเฉพาะกับคนไทยด้วยกันบนโลกออนไลน์ เช่นนั้นก็ขอแสดงความเสียใจด้วย ที่คุณจะไม่ได้มีโอกาสในการอินเทรนด์ด้วยการมีประสบการณ์ของการ Racism อย่างที่ชาวเอเชียคนอื่นๆโชคร้ายมีกันไปก่อนล่วงหน้าแล้ว

น่าตลกตรงที่ว่า ทั้งๆที่มันเป็นภาพยนตร์ เราก็ยังอดไม่ได้ที่จะมองเห็นทัศนคติการเหยียดชาติพันธุ์ที่แฝงเร้นอยู่ในหลายๆฟีดแบ็คและข้อเขียนโดยคนขาวผู้ที่ถือตัวว่าเจริญแล้ว เอาจริงๆบางทีดิฉันก็ไม่เข้าใจนะคะว่า ชาวตะวันตกจะเหยียดอะไรกันนักกันหนากับคนเอเชีย ไอ้เรื่องจมูกโด่งตาตี่นี่ มันเป็นเรื่อง Subjective มั้ย บางคนมองว่าไม่สวย แต่สำหรับบางคนมองว่าลุคแบบนี้คืออย่างที่เรียกว่า Exotic จะบอกว่าเราเตี้ย แหม่.. อยากไล่ไปเดินเล่นกับนักวอลเลย์บอลสาวชาวจีนเหลือเกิน คงได้เห็นพวกฝรั่งเมื่อยคอกันบ้างแหละ หรืออย่างขำๆ ก็อยากไล่ให้ยืนเทียบกับหนุ่มๆเกาหลีและญี่ปุ่นยุคใหม่จริงๆ ค่าที่สูงมากสูงมายจนอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า สมัยเด็กๆ แม่ต้มยีราฟให้กินใช่มั้ยลูกกกกกก

งั้นจะมีประเด็นเรื่องอะไรอีกล่ะ จะบอกว่าเราโง่กว่าเหรอ ผลการวิจัยหรือข้อสรุปใดไม่ทราบที่บ่งชี้ไปทางนั้น ได้ยินอย่างนี้ ซิลิคอน วัลเล่ย์แถวอินเดียคงหนวดกระดิกด้วยความโกรธเป็นแน่แท้ งั้นถ้าจะบอกว่าเพราะเราจน แต่แหม​ เราก็มีสิงคโปร์และอีกหลายๆประเทศที่ร่ำรวยนะเออ ยิ่งมานั่งไล่อย่างนี้ คำตอบสุดท้ายที่ดูจะชวนปลงและยอมรับได้อย่างง่ายๆ ก็คงจะดูไม่พ้นเหตุผลที่ว่า เพราะสีผิวเราต่าง เพราะสีผมเราต่าง และเพราะสีตาเราต่างอย่างนั้นกระมัง ที่ชวนให้สรุปจบเป็นคำตอบที่มักง่ายของการเป็นคนที่ไม่เท่ากัน

แกะรอยที่ 3 Smart is the new sexy

นี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ดิฉันชอบหนังเรื่องนี้หนักหนา กับการที่มีคาแร็กเตอร์นำอย่าง Rachel ซึ่งเป็นผู้หญิงเอเชียพ่วงตำแหน่งของศาสตราจารย์อายุน้อยที่สอนวิชาว่าด้วย Game Theory หรือ ทฤษฎีเกม​ ซึ่งแน่นอนว่า โปรไฟล์ระดับนี้ ถ้าในภาษาของดิฉันก็คงต้องบอกว่า เป็นผู้หญิงที่สนใจความใหญ่ของสมองมากกว่าความใหญ่ของเต้านม

หลังจากการเติบโตมาจนปูนนี้นั้น สิ่งที่ดิฉันตกผลึกให้กับตัวเองก็คือข้อสรุปที่ว่า เป็นคนสวย เป็นคนหน้าตาดีนั้น ใครๆก็เป็นได้ ต่อให้เกิดมาชนิดไม่พร้อมอย่างสุดๆ แต่ด้วยเทคโนโลยีอย่างทุกวันนี้ ทุกๆคนก็สามารถเสกสรรปั้นแต่งรูปลักษณ์ตัวเองได้ดังที่ใจปรารถนา ไม่เหมือนกับเรื่องของสติปัญญาความสามารถ ที่ดูจะเป็นสิ่งที่ไม่ว่าจะเมื่อไหร่ เงินก็ไม่สามารถจัดการให้คุณได้ นี่สินะที่ป๊าม้าดิฉันจึงพร่ำบอกให้ดิฉันตั้งใจเรียน เพราะคงรู้แน่แก่ใจว่า ถ้าลูกไม่สวย​ แต่ลูกมีปัญญา ลูกยังสามารถดูแลตัวเองได้ แต่ถ้าลูกทั้งไม่สวยและไม่มีปัญญา ป๊าม้าก็ไม่รู้จะช่วยยังไง ป๊าม้าดิฉันท่านช่างมองการณ์ไกลเสียจริง 😂

ย้อนกลับมาในส่วนของภาพยนตร์เรื่องนี้นั้น สิ่งที่ดิฉันรู้สึกว่ามีเสน่ห์อย่างเหลือเกิน​ คงเป็นด้านความฉลาดในเชิงนักวางแผนของตัวนางเอก เริ่มตั้งแต่ฉากเปิดตัวตอนต้นที่เรเชลแสดงให้ลูกศิษย์เข้าใจหัวใจสำคัญของการเล่นเกมข้อหนึ่งผ่านการเล่นโป๊กเกอร์ หัวใจสำคัญข้อที่ว่านั้นก็คือ

“Playing to win, instead of trying not to lose” ที่แปลได้ว่า
“จงเล่นเพื่อจะชนะ อย่าเล่นเพียงเพื่อกลัวว่าจะสูญเสียสิ่งที่มีอยู่”

โหยยยยย พูดเลยค่ะว่าอย่างแซ่บ!!! ช่างเป็นการเปิดตัวเจ้าลัทธิสมองใหญ่กว่าไซส์บราได้อย่างมลังเมลืองมาก ก่อนที่จะตอกย้ำไปในระหว่างทางของการดำเนินเรื่องผ่านบทสนทนา มุมมอง และวิธีการรับมือในแต่ละสถานการณ์ของเรเชล ที่บอกให้เรารู้ว่า สำหรับใครบางคน ความฉลาดคือความเซ็กซี่รูปแบบใหม่ที่น่าหลงใหลอย่างไม่น่าเชื่อ ก่อนที่จะมาตอกย้ำสุดๆด้วยอภิมหาฉากที่ถูกพูดถึงแทบจะทุกหย่อมหญ้าของทุกผู้คนที่ได้ดูหนังเรื่องนี้มาแล้ว ใช่แล้วค่ะ ดิฉันกำลังพูดถึงฉากเล่นไพ่นกกระจอก (Mah Jong)ในตอนท้ายของเรื่อง แม้ว่าดิฉันจะเล่นไพ่นกกระจอกไม่เป็น เพราะสมัยเด็กมัวเชี่ยวชาญแต่ป๊อกเด้ง แต่ก็ยังสามารถเข้าใจได้ถึงนัยของการสื่อสารสำคัญระหว่างราเชลและว่าที่แม่สามี และยิ่งกรี๊ดหนักขึ้นเมื่อได้มาอ่านข้อเขียนของคุณสุรพร หรือพี่เม่น ที่เขียนอธิบาย Game Theory ไว้อย่างละเอียดยิบ นาทีที่อ่านจบ ดิฉันนึกโกรธตัวเองอยู่ 3 วิ ค่าที่ไม่สามารถผลิตข้อเขียนที่คมคายและอ่านขาดได้เช่นที่พี่เม่นเขียน

แต่ไม่ว่าจะยังไง ไม่ว่าเสียงสะท้อนของหนังเรื่องนี้จะคือหนังห่วยกากสำหรับบางคน เป็นโรแมนติกคอมเมดี้ที่ดีเลิศในรอบ 300 ปีสำหรับบางคน เป็นหนังที่ปลุกจิตวิญญาณอาเชียนที่ไม่เคยเห็นมาก่อนนับจาก The Joy Luck Club สำหรับหลายๆคน สุดท้ายแล้ว สำหรับดิฉัน หนังดีก็คือหนังดี อาจจะไม่ต้องดีกับคนทุกเผ่าบนโลกนี้ แต่ถ้ามันดีกับใจของทุกๆคนเอเชียที่ได้ดู​ ก็อาจถือว่ามันได้ทำหน้าที่ของตัวมันเองได้อย่างสมบูรณ์แล้ว

ที่แน่ๆ​ มันคือต้นตอสำคัญของการเป็นบทความที่ยาวที่สุดที่ดิฉันได้เคยเขียนถึงไปแล้ว….

……………………………
บทความ: 8880708
Illustrator : Aonnta Boonnam