• GEN Facebook
    Facebook Pagelike Widget

วิถีคนเดินช้า..โลกของ Amish

ใครเลยจะคิดว่าใจกลางประเทศมหาอำนาจอย่างอเมริกา จะมีชุมชนโบราณเร้นตัวอยู่ท่ามกลางความเจริญรอบด้าน และดำรงอยู่มานานนับศตวรรษโดยไม่เปลี่ยนแปลงวิถีอันเรียบง่ายแม้แต่น้อย  ชุมชนนี้คือชุมชนอามิช (Amish)

หากจะเล่าความเป็นมาของชุมชนนี้ คงต้องย้อนกลับไปในศตวรรษที่ 15 คริสเตียนบางส่วนในสวิตเซอร์แลนด์และเนเธอร์แลนด์​ แยกตัวออกมาจากคริสต์สายโรมันคาทอลิก เรียกตัวเองว่า ‘อนาแบปติสท์ส: (Anabaptists) แล้วแตกออกเป็นสามกลุ่ม คือ อามิช (Amish) เมนโนไนท์ส ( Mennonites)  และฮัทเตอร์ไรท์ส ( Hutterites)

ทั้งสามกลุ่มเดินทางมาอเมริกาในช่วงศตวรรษที่ 16 แยกย้ายกันลงหลักปักฐานตามรัฐต่างๆทั่วประเทศ อามิชสร้างชุมชนทางฝั่งตะวันออกของประเทศ ชุมชนใหญ่ที่สุดชองชาวอามิชคือที่เมืองแลงคาสเตอร์ รัฐเพนซิลเวเนีย นอกจากนี้ยังกระจายมาสู่รัฐอินเดียน่าและโอไฮโอด้วย แต่ระยะหลังนี้กระจายไปถึงรัฐมิชิแกนและรัฐอื่นรอบๆรัฐทั้งสาม     

ทั้งสามกลุ่มนี้มีหลักศรัทธาและความเชื่อคล้ายคลึงกัน ฮัทเตอร์ไรท์สแยกตัวไปอยู่โดดเดี่ยว ส่วนอามิชกับเมนโนไนท์สมักอยู่ด้วยกันในละแวกใกล้เคียง  หากคนทั้งสามกลุ่มเดินมาด้วยกัน เราจะแยกแยะทั้งสามกลุ่มได้จากการแต่งตัว ซึ่งชาวอามิชจะสังเกตเห็นง่ายที่สุด เพราะแต่งตัวโบราณจนกลายเป็นเอกลักษณ์ไปแล้ว

ชายชาวอามิชจะสวมเสื้อเชิ้ตสีพื้น      ส่วนมากสีฟ้าเข้มและกางเกงทรงสุภาพสีดำ บางคนก็สวมเอี๊ยม สวมหมวกทรงสูงที่เรียกว่าหมวกฟีดอร่า ส่วนหญิงชาวอามิชจะสวมหมวกบอนเนตสีขาวโดยสวมทับผมที่รวบเป็นมวยไว้อีกทีหนึ่ง สวมเสื้อกระโปรงบานๆติดกันแบบล้าสมัย แล้วสวมผ้ากันเปื้อน

อามิชเรียกฝรั่งคนอื่นๆว่า English ไม่ว่าจะเป็นคนอเมริกันชาติเดียวกับตน หรือฝรั่งชาติอื่นจะถูกเรียกแบบเหมารวมหมดว่า ‘พวกอังกฤษ’   และถือเป็น ‘คนนอก’ ทุกคน สิ่งที่พิสูจน์ค่าความเป็นมนุษย์สำหรับชาวอามิชคือการทำงานหนัก ทุกคนภูมิใจในหยาดเหงื่อแรงงานของตนจากผลผลิตในไร่นาและงานฝีมือ  ส่วนการพนัน การผิดลูกเมีย การดื่มสุรา การเล่นดนตรี และการใช้ไฟฟ้า​ ถือเป็นบาปสำหรับชาวอามิชทั้งหลาย

ชาวอามิชเคร่งศาสนาและปฏิเสธเทคโนโลยีทุกประเภท  ช่วยเหลือเจือจานกันเองในชุมชน และไม่แต่งงานกับคนนอกชุมชนอย่างเด็ดขาด   

หากต้องการแต่งงานกับคนนอก​ ก็จะต้องออกจากชุมชนโดยห้ามพบปะกับสมาชิกในครอบครัวเดิมตลอดชีวิต    

การสื่อสารในชุมชนยังใช้ภาษาโบราณที่เรียกว่า ‘เพนซิลเวเนียดัทช์’ ส่วนภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่ใช้พูดในโรงเรียนและเอาไว้ติดต่อกับโลกภายนอกเท่านั้นเอง

ความบันเทิงถือเป็นสิ่งต้องห้าม แม้เวลาไปรวมตัวกันร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า ก็จะไม่มีเครื่องดนตรีใดๆ ประกอบ นอกจากเสียงร้องล้วนๆ และยังคงใช้ภาษาเก่าแก่อย่างเพนซิลเวเนียดัทช์เป็นเนื้อร้อง ซึ่งภาษานี้เป็นภาษาที่ไม่มีใครใช้กันแล้ว นอกจากชาวอามิช เพลงสวดมีท่วงทำนองประหลาดและชวนง่วงในเวลาเดียวกัน   แม้ว่าจะศรัทธาในพระเจ้า แต่กลับไม่มีโบสถ์สักการะ หากเวียนไปตามบ้านแต่ละหลังในชุมชนทุกวันอาทิตย์ เพื่อสวดมนต์ จากนั้นก็รับประทานอาหารร่วมกัน

นอกจากปฏิเสธไฟฟ้าและเทคโนโลยีแล้ว ยังมีความเชื่อแปลกๆ เช่น​ ห้ามถ่ายรูป ความเชื่อในเรื่องห้ามถ่ายรูปนั้นมาจากคัมภีร์เก่าที่ระบุว่าห้ามมีรูปเคารพ และห้ามถ่ายรูป​ ที่สำคัญคือห้ามขับรถ ดังนั้นพวกนี้จะขับรถม้าและจักรยานไปไหนมาไหนปะปนกับวิถีอเมริกันบนท้องถนน ดูเป็นภาพประหลาดที่ไม่คิดว่าจะได้พบเห็นในยุค 4.0

หญิงและชายที่เติบโตในชุมชนอามิชได้รับการศึกษาเพียงชั้นเกรดแปด หรือแค่อายุ 12-13 ขวบ ทั้งนี้เพราะชาวอามิชไม่เชื่อถือการศึกษาในระบบ      เด็กหญิงและเด็กชายจะต้องช่วยพ่อแม่ทำงานในฟาร์ม และไปเรียนที่โรงเรียนพิเศษสำหรับชาวอามิชจนถึงเกรดแปด

เมื่อหนุ่มสาวชาวอามิชอายุครบสิบหกปี​ จะมีโอกาส ‘เลือก’ ว่าจะอยู่ในชุมชน หรือออกไปเผชิญโลกนอกชุมชน จึงมีวันที่เรียกว่า ‘รัมสปริงก้า’ ซึ่งเป็นวันที่หนุ่มสาวชาวอามิชจะทดลองใช้ชีวิตตามแบบวิถีอเมริกัน เปลี่ยนจากกระโปรงหนาหนักตัวยาวกรอมเท้ามานุ่งกางเกงยีนส์ ส่วนฝ่ายชายก็สลัดหมวกทรงสูงและชุดเอี๊ยมทิ้งแล้วหันมาใส่เสื้อยืดกางเกงยีนส์  จากนั้นกินดื่มหัวหกก้นขวิดอย่างเสรี เพื่อตัดสินใจว่าจากนี้ไปจะเลือกอยู่ร่วมชุมชนโบราณหรือจะออกไปเผชิญโลกโดยตัดขาดจากครอบครัวชั่วชีวิต นับเป็นเดิมพันราคาแพงมากทีเดียว

ชุมชนอามิชอาศัยอยู่ในอเมริกาอย่างสงบมานานนับศตวรรษ ดำรงตนอย่างสมถะท่ามกลางโลกยุคใหม่ แม้หนุ่มสาวชาวอามิชจำนวนหนึ่งตัดสินใจออกไปอาศัยอยู่นอกชุมชน แต่ส่วนใหญ่แล้วยังยืนยันที่จะดำเนินชีวิตอยู่ในโลกเก่าตามที่เป็นมานับร้อยปีเช่นเดิม
……………………………………………………………..

 

เกี่ยวกับผู้เขียน:

เจริญขวัญ แพรกทอง บลาฮาสสกี้ เป็นผู้หญิงราศีกุมภ์  จบการศึกษาปริญญาโทด้านสิ่งแวดล้อมจากมหิดล แต่ทำงานด้านสื่อมวลชนมาตลอด   ทำงานนิตยสารและหนังสือพิมพ์อย่างต่อเนื่อง มีผลงานหนังสือตีพิมพ์เป็นเล่มทั้งกวีนิพนธ์ หนังสือแปล และสารคดีรวม 15 เล่ม

ปัจจุบันเป็นคอลัมนิสต์ประจำนิตยสารต่วยตูนพอกเก็ตบุ๊ก เขียนคอลัมน์การเมืองทั้งไทยและอเมริกาให้หนังสือพิมพ์แนวหน้าออนไลน์  ย้ายมาอยู่อเมริกาก็เปิดบริษัทพีอาร์ร่วมกับสามีนักเขียนอเมริกัน ทำโน่นนิดนี่หน่อยทุกวัน แต่งานหลักจริงๆคือ การเป็นทาสหมาวายร้ายฟันเหยินตัวหนึ่ง

………………………………………………..

เรื่องและภาพ : เจริญขวัญ แพรกทอง บลาฮาสสกี้