• GEN Facebook
    Facebook Pagelike Widget

Panic หุ้นไทย และผลกระทบจากเหตุการณ์ 9/11

เนื่องในวันครบรอบ 17 ปีของเหตุการณ์ 9/11 ในสภาวะที่โลกของเรากำลังแง่งๆ ทั้งสงครามจริง​ สงครามการค้าระหว่างชาติยักษ์ใหญ่ของโลก เรามาย้อนรอยดูกันว่า หากเกิดเหตุการณ์ที่ประเทศใหญ่ๆเป็นคนโดนบุกหรือโดนโจมตีบ้าง ตลาดหุ้นไทยจะตอบสนองยังไงนะครับ​ จะได้พอรู้ทิศทางหากเกิดเหตุตูมตามอะไรขึ้นมา โดยมองไปที่บทเรียนในอดีตว่าตอนโน้นมันเป็นอย่างนี้ที่ประเทศโน้น แล้วมากระทบประเทศเรา ตลาดหุ้นเรา กระเป๋าเงินเรายังไงบ้าง

เริ่มต้นก่อนว่า​ เวลามี Big Panic หรือความตื่นตระหนกครั้งใหญ่ ตลาดหุ้นมักตอบสนองเกินงามหรือมากกว่าปกตินั่นเอง บางครั้งก็แค่ชั่วคราว เช่น ช่วงพ.ศ.​ 2558 ที่เป็นวันแย่ๆของประเทศเรา เกิดการขายกันเยอะอยู่แค่วันสองวันเท่านั้น แล้วตลาดก็เข้าสู่ภาวะปกติจนกระทั่งมาถึง all time high เมื่อต้นปีนี้เอง

อีกมุมหนึ่งคือเป็น Panic ที่เป็นต้นทางจริงที่ตลาดลงกันต่อเนื่องยาวนานเป็นปีๆ เช่น ช่วงวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ที่หุ้นตกยาวนานมาก​ และช่วงที่ไทยลอยตัวเงินบาทก็เช่นกัน แต่ในมุมของสงครามจริง มีคนตายจริง ที่ประเทศใหญ่ๆ เป็นผู้โดนโจมตีเองจริงๆนั้น​ เราประสบกันน้อยมากในประวัติศาสตร์โลก​ อาจจะเพราะสงครามโลกนั้นเกิดก่อนตลาดหุ้นส่วนใหญ่ของโลกและของไทยนั่นเอง

เราจึงมีตัวอย่างที่น่าสนใจที่สุดก็คือตลาดหุ้นไทยในวันที่เครื่องบินไปชนตึก World Trade Center เหตุการณ์เดียวจริงๆที่พอจะใช้เป็นตัวแทนในการเรียนรู้ได้มาลองดูดัชนีตลาดหุ้นช่วงก่อนและหลังเหตุการณ์ว่า ณ วันเกิดเหตุ และช่วงเวลาหลังจากนั้น เป็นยังไงบ้าง

เริ่มต้นที่ Set Index ภาพรวมทั้งตลาดกันก่อน
จะเห็นว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นช่วงที่ตลาดไทยปิดอยู่ในเวลากลางคืน​ ผมจำความได้ว่ากำลังดูข่าว CNN ตอนมืดๆหน่อย เมื่อตลาดเปิดทำการในวันต่อมาคือวันที่ 13 กันยายน พ.ศ.​ 2544 นั้นก็เกิดการเทกระหน่ำขายจนเปิด gap ซึ่งช่วงนั้นตลาดหุ้นไทยมีค่า Set Index อยู่ประมาณ 300 จุด

วันที่ 11 ก.ย.​ (ก่อนเกิดเหตุ) ราคาปิดอยู่ที่ 330 จุดวันที่ 13 ก.ย. (วันแรกหลังเกิดเหตุที่ตลาดหุ้นเปิดทำการ) ราคาปิดอยู่ที่ 302 จุด

วันที่ 14 ก.ย. วันต่อมา ราคาปิดอยู่ที่ 288 จุด

วันที่ 15 ก.ย. ราคาลงหนักสุดไปถึง 266 จุด​ แล้วสวิงกลับมาปิดที่ 270 จุด ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการ Panic จากข้อมูลที่เกิดขึ้น รวม 3 วัน หุ้นไทยตกลงมา 60 จุด ดูเหมือนน้อยใช่ไหมครับถ้าเทียบกับตลาดปัจจุบัน แต่ถ้าคิดเป็นเปอร์เซ็นต์เทียบกับตลาดปัจจุบัน​ มันเทียบเท่ากับการที่หุ้นตกลงไปราว 18% ในสามวัน หรือ เทียบได้กับหุ้นตกเกือบ 300 จุดในสามวันสำหรับตลาดหุ้นปัจจุบันเลยทีเดียว

ทีนี้เรามาดูเหตุการณ์ยาวๆหลังจากนั้นดูว่า เกิดอะไรขึ้นต่อไป ลองดูรูปกราฟนี้ครับ ผมเปลี่ยนจาก Set เป็น Set 50 แทนเพื่อให้ดูแล้วเห็นความเป็นไปของตลาดจากหุ้นตัวใหญ่ในวันนั้น

สิ่งที่น่าสนใจคือ​ หุ้นลงทรงๆต่อไปอีกพักหนึ่ง​ จากนั้นก็ขึ้นกันรอบใหญ่อีกครั้ง โดยการลงในช่วง 9/11 นั้นเป็นการผ่อนแรงลงชั่วคราวเท่านั้นเอง เพราะก่อนหน้านั้น หุ้นของไทยก็อยู่ในภาวะขาขึ้นมาตั้งแต่ปลายปี 2543 แล้ว การลงในช่วง 9/11 นั้น หุ้นไทยลงไปสุดที่จุดเดียวกันคือจุดต่ำสุดในเดือน 10 ปี ​2543 ไม่มุดต่ำไปน้อยกว่านั้นแล้วก็กลายเป็นขาขึ้นกันยาวๆจนกระทั่งเกิดเหตุวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ค.ศ.​ 2008 ใน 7 ปีถัดมานั่นแหละครับ

ถ้าจะสรุปให้ง่ายๆ ก็คือ มันเป็นแค่จุดย่อชั่วคราว ของตลาดหุ้นเท่านั้น ทิศทางหลักของตลาดจริงๆเป็นอย่างไรมันก็จะไปทิศทางนั้นต่อไปนั่นแหละครับ​ ไม่ว่าจะเป็นขาขึ้นหรือขาลงก็ตาม

ตลาดหุ้นคือตลาดของอารมณ์คนครับ​ การมีเหตุการณ์ที่สร้าง Panic ก็มักทำให้ตลาดชะงักไปพักหนึ่ง แต่สุดท้ายแล้ว เศรษฐศาสตร์มหภาคจะเป็นตัวขับดันเศรษฐกิจจริงในระยะยาวมากกว่า

สงคราม​ ถ้ามันเกิดที่อื่นมันก็กระทบเราในระยะสั้นได้ครับ แต่ระยะยาวแล้วบ้านเมืองเราเป็นเขตเซฟโซนของโลกมากกว่าส่วนอื่นของโลกแทบทุกที่ ตราบที่ยังไม่มีใครยกทัพข้ามประเทศไทย ตลาดหุ้นไทยก็ไม่น่าแย่เพราะ Panic ไกลตัวครับ

ฝากไว้คิด
หุ้นไทย ตกจากเหตุการณ์ 9/11 = 18%
หุ้นไทย ตกจากวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ เกินกว่า 50%
หุ้นไทย ตกจากวิกฤติต้มยำกุ้ง ประมาณ 80%

อะไรที่มันพังเพราะคนอื่น เราก็อาจเจ็บด้วยบ้างถ้าเราพึ่งพาเขาอยู่ แต่มันจะสาหัสกว่ามากถ้ามันพังเพราะเราเอง ถ้าเรายืนด้วยตัวเองได้​ ใครก็ทำให้เราล้มไม่ได้ อาจจะมีเซไปบ้าง​ แต่สุดท้ายเราจะยืนเองได้ครับ ในหลวง ร.9 ของเรา​ พระองค์ท่านทรงอ่านอนาคตและทรงเตรียมการเตรียมความรู้ทุกอย่างให้พวกเราไว้แล้ว ถ้าเราเอามาใช้ เราจะปลอดภัยจากเรื่องวิกฤติของโลกทุกรูปแบบครับ

……………….
บทความ: อ.ดร.อินทกะ พิริยะกุล อาจารย์ประจำสาขาวิชาการตลาด
คณะบริหารธุรกิจเพื่อสังคม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
Illustrator: Sunanta Treepon