• GEN Facebook
    Facebook Pagelike Widget

‘ไม่เห็นโลงศพ ไม่หลั่งน้ำตา’

การจากไปก่อนวัยอันสมควรเป็นเรื่องที่น่าเศร้าสำหรับมนุษย์ทุกคน อย่างการเสียชีวิตของ ‘วรุฒ วรธรรม’ ดาราดังเมื่อสมัย 30 ปีที่แล้ว​ เมื่อวันที่ 11 กันยายน พ.ศ.​ 2561 ที่ผ่านมา กรณีนี้จริงอยู่ที่ว่าเราทุกคนหนีความตายไม่พ้น แต่โดยธรรมชาติแล้วพ่อแม่ไม่ควรจะต้องมาเผาศพลูก…เราอยากให้ความเศร้าครั้งนี้พลิกเป็นสาระประโยชน์ต่อคนรุ่นใหม่ ด้วยการให้ข้อมูลจริงถึงพิษภัยของสุรา อันเป็นจุดเริ่มต้นของความเจ็บป่วยเรื้อรังและนำไปสู่ความตายก่อนวัยอันสมควร

“ในปีที่ผ่านมา
คนไทยตายก่อนวัยอันสมควร
ถึง 10 ล้านปี”

ทุกวันนี้โลกเราล้ำหน้าไปไกลมากแล้ว การเพิกเฉยต่อองค์ความรู้พื้นฐานใกล้ตัวเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น แต่ละปี​ คนไทยสูญเสียการมีสุขภาพที่ดีไปเพราะความไม่รู้ ไม่ใส่ใจตัวเอง นักวิจัยได้คำนวณ ‘ส่วนต่างระหว่างอายุที่คนๆหนึ่งควรจะมีชีวิตอยู่ กับอายุจริงตอนที่ตาย’ ออกมา แล้วเอาส่วนต่างตรงนี้ของทุกคนที่ตายแล้วทั้งประเทศมารวมกัน พบว่าในปีที่ผ่านมา​ คนไทยตายก่อนวัยอันสมควรถึง 10 ล้านปี (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ: สสส.)

การตายของโอ ‘วรุฒ วรธรรม’ ที่จบลงในวัย 48 ปีเศษนี้​ ถือว่าเป็นการตายก่อนวัยอันสมควร สืบเนื่องมาจากโรคที่เป็นผลต่อเนื่องมาจากการดื่มสุราจัดจนเป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง

เมื่อเร็วๆนี้ มีงานวิจัยทางการแพทย์ที่สำคัญชิ้นหนึ่งตีพิมพ์ลงในวารสารวิชาการระดับโลก (Lancet) โดยทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เป็นงานวิจัยเรื่อง ‘ภาระโรคจากการดื่มสุรา’ ตีความได้ว่า​ เป็นงานวิจัยเกี่ยวกับโรค สุขภาพและสิ่งต่างๆที่สืบเนื่องมาจากการดื่มสุราประมาณนั้น

 

‘โอ’ วรุฒ วรธรรม ดาราดังผู้ล่วงลับ
ที่มา : sanook.com

 

“งานวิจัยนี้บอกว่า
‘ไม่มีระดับการดื่มใดๆที่ปลอดภัย’
ทุกครั้งที่ดื่มคืออันตรายต่อสุขภาพทั้งสิ้น”

 

ภาระโรคหรือดัชนีภาระทางสุขภาพหรือเครื่องชี้วัดภาระโรค ภาษาอังกฤษเรียกว่า (Burden of Disease:BOD) คือการวัดสถานะสุขภาพของประชากร (ซึ่งเครื่องชี้วัดส่วนใหญ่ไม่สามารถที่จะแสดงความสัมพันธ์ระหว่างโรคที่ทำให้ตายกับโรคที่ก่อให้เกิดความพิการหรือเจ็บป่วยเรื้อรังได้) จึงมีความพยายามพัฒนาเครื่องมือที่ใช้วัดสุขภาพที่สื่อได้ทั้งการตายและความพิการ​ ตลอดจนความเจ็บป่วยเรื้อรังนี้ขึ้นมา ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นสูตรที่ใช้ในการวิจัย (หลักการคำนวณคร่าวๆคือเป็นการเปรียบเทียบจำนวนปีที่สมบูรณ์ของชีวิตปรับด้วยความพิการซึ่งประกอบไปด้วย 2 ส่วนคือ จำนวนปีที่สูญเสียจากการตายก่อนวัยอันสมควร​ และจำนวนปีที่อยู่ด้วยความพิการหรือเจ็บป่วยเรื้อรัง)

ความน่าสนใจของงานวิจัยนี้อยู่ที่ผลสรุปรอบด้านหลายเรื่อง อีกทั้งระยะเวลาในการวิจัยตั้งแต่ปี ค.ศ.​1990-2016 โดยวิเคราะห์ข้อมูลจาก 195 ประเทศทั่วโลกนั้น​ ก็ถือเป็นงานวิจัยเกี่ยวกับความเสี่ยงของแอลกอฮอล์ที่ใช้ข้อมูลเยอะที่สุดเท่าที่เคยมีมาในโลก ผลสรุปออกมาว่า​ สุราคือปัจจัยเสี่ยงลำดับที่ 7 ต่อการเสียชีวิตและทุพพลภาพ (โดยในปี ค.ศ.​2016 มีคนตายถึง 2.8 ล้านคนทั่วโลก) งานวิจัยนี้บอกว่า ‘ไม่มีระดับการดื่มใดๆที่ปลอดภัย’ หมายความว่า​ ทุกครั้งที่ดื่มคืออันตรายต่อสุขภาพทั้งสิ้น ไม่สามารถบอกได้ว่าดื่มระดับไหนที่ปลอดภัยเลย สิ่งนี้ตอกย้ำคำพูดที่ว่า​ การดื่มสุราเพียงเล็กน้อยจะลดความเสี่ยงของโรคหัวใจชนิดเส้นเลือดอุดตันได้นั้น ไม่จริงเสมอไป​ เพราะมันเป็นจริงในประชากรบางกลุ่มเท่านั้น…ไม่ใช่ทุกคน และถึงแม้จะลดความเสี่ยงเส้นเลือดอุดตันได้​ แต่ก็เพิ่มความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตจากโรคอื่นๆอีกกว่า 200 โรคที่มีสาเหตุมาจากแอลกอฮอล์ เช่น กลุ่มโรคมะเร็ง ตับ เต้านม ช่องปาก หลอดอาหาร กล่องเสียงและลำไส้ใหญ่ รวมทั้งเสี่ยงวัณโรค เส้นเลือดในสมองแตก หัวใจวายจากความดันโลหิตสูง ฯลฯ

 

 

“ในชีวิตจริง สังคมไทย
ผู้คนดื่มสุรากันหนักมาก”

 

งานวิจัยนี้สอดคล้องกับ UK Chief Medical Officers’ Low Risk Drinking Guideline 2016 ที่ว่า “บอกไม่ได้เลยว่าการดื่มแค่ไหนที่จะไม่เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง ดังนั้น​ ดื่มให้น้อยที่สุดหรือไม่ดื่มเลย จะดีที่สุด” ส่วน World Cancer Research Fund กับ American Institute for Cancer Research 2018 ระบุว่า “เพื่อป้องกันการเกิดมะเร็ง การไม่ดื่มสุราเลยคือสิ่งที่ดีที่สุด” องค์กรต่างๆ เหล่านี้ยังเตือนอีกว่า ชาวโลกควรระมัดระวังเรื่องการโฆษณาเกี่ยวกับสุรา ผู้ประกอบการควรมีจรรยาบรรณและอยู่ในขอบเขตของกฎหมาย ควรทำการค้าอย่างมีจริยธรรม หยุดทำให้คนเข้าใจผิดว่าการดื่มแอลกอฮอล์เพียงเล็กน้อยจะทำให้เกิดผลดีต่อสุขภาพ ดื่มแล้วดีต่อหัวใจหรือสุขภาพจิตดี เพราะมันไม่จริงเลย

ในชีวิตจริง สังคมไทย​ ผู้คนดื่มสุรากันหนักมาก แม้มีกฎหมายห้ามจำหน่ายสุราในบางเวลา​ แต่ก็ไม่สามารถหยุดการดื่มได้ เป็นเรื่องที่พูดให้คนเข้าใจได้ยาก​ เพราะดื่มแล้วมันไม่เห็นผลร้ายทันที โดยเฉพาะผลเสียต่อสุขภาพร่างกายนั้นต้องใช้เวลานานกว่าจะทำให้ผู้ดื่มยอมรับความจริง คนทั่วไปไม่สนใจผลกระทบที่รัฐบาลจะต้องเสียงบประมาณมาดูแลสุขภาพผู้ป่วยเรื้อรังจากการดื่มสุรา (ผ่านทางระบบประกันสุขภาพและโรงพยาบาลรัฐทั่วประเทศ ) ยังไม่รวมถึงผลต่อเนื่องอีกมากมายจากความเสียหายในภาพรวมที่เกิดขึ้นจากการดื่มสุรา เรื่องแบบนี้​ ไม่เห็นโลงศพ​ ไม่หลั่งน้ำตาจริงๆ

 

 

(อ้างอิง: คลังข้อมูลและความรู้ระบบสุขภาพ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) / ผศ.ดร.นพ.อุดมศักดิ์ แซ่โง้ว นักวิชาการศูนย์วิจัยปัญหาสุราและศูนย์ความเป็นเลิศด้านการวิจัยระบบสุขภาพและการแพทย์ (CE-HSMR) มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์)
…………………….

บทความ : เทพประทาน เหมเมือง