• GEN Facebook
    Facebook Pagelike Widget

ระวัง พวกบ่างช่างยุ

 

หลังจากที่ติดตามข่าวการเมืองและสังคมในช่วงนี้ ก็อดจะคิดไม่ได้ว่า บ้านเมืองเรานี้ ช่างเปราะบางเสียเหลือเกิน  โดยเฉพาะจิตใจของคน ช่างตกต่ำอะไรกันเช่นนี้


ข่าวแรกที่อ่านแล้วรู้สึกหดหู่ คงไม่พ้นเรื่องต่อเนื่องจากกรณีที่น้องเฌอปราง แห่งวง BNK48 ถูกกลุ่มคนที่เรียกว่ากลุ่มประชาธิปไตยใหม่ ต่างรุมด่าทอ – ข่มขู่ – เหยียดเพศ – เหยียดการศึกษา เพียงเพราะเป็นดาราทำงานช่วยเหลือรัฐบาลของไทย ในการช่วยกิจกรรมทางสังคม


ก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่คนเหล่านี้ จะอ้างประชาธิปไตยกันไปได้อย่างไร?  เพราะ
ล่าสุด อั้มเนโกะ ศรัณย์ ฉุยฉาย หนึ่งในผู้ลี้ภัยไปฝรั่งเศสจากคดีดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย ก็ออกมาโจมตี ข่มขู่ น้องเฌอปราง แห่งวง BNK48 อีกครั้ง โดยระบุว่า

 


“พวกโอตะเฌอปรางหลายคนนอกจากจะคลั่งไม่ลืมหูลืมตา ยังขาดทักษะในการอ่านวิเคราะห์ ความสามารถถูกจำกัดไว้อยู่แค่ทักษะการเปรียบเทียบ คงต้องอธิบายนะคะว่าเขียนไว้ชัดเจนว่า เฌอ ซักฟอกเผด็จการ ไม่ใช่เคสคดีแบบเดียวกับ ฟ่างปิงปิง แต่แน่นอนว่า เฌอ ซักฟอกอาจได้เจอเหตุการณ์คล้ายๆ กันแน่ถ้าหากประชาชนกลับมามีอำนาจนั้นก็คือ นางอาจจะได้หายตัวไปจากสื่อสามเดือนพร้อมคดีทรยศประชาชน และอาจต้องหมดอนาคตในวงการไปแบบแม่ฟ่างปิงปิ ต้องบอกเลยค่ะว่าฟ่าปิงปิงนี้บารมีล้นฟ้าเกินไป ถ้าให้ใช้ทักษะเปรียบเทียบเฉยๆ คงต้องบอกว่าน้องผงซักฟอกคงเป็นได้แค่น้องหมา ส่วนแม่ปิ่งปิ่งนี้คือพญาหงส์”

(หมายเหตุบรรณาธิการ : เป็นการเขียนตามแบบที่ต้นทางโพสต์มา)

พออ่านที่ อั้มเนโกะ ศรัณย์ ฉุยฉาย เขียนแล้วถึงกับต้องตบเข่าดังฉาดใหญ่  …ประชาธิปไตยประสาอะไร… เดี๋ยวนี้ถึงกับต้องยกเมฆอ้างฟ่านปิงปิง และกฎหมาย​ ‘คดีทรยศประชาชน’ ที่ไม่มีอยู่จริงมาข่มขู่น้องเฌอปราง BNK48 ที่กำลังช่วยรัฐบาลไทย แหม่​ คนเรานี่ก็ช่างมโนสร้างเรื่องทะเลาะด่าทอกันไปได้นะครับ

( ทั้งนี้​ ฟ่านปิงปิงเป็นนักแสดงฮอลลีวูดชาวจีนระดับมหาเศรษฐี ที่ขณะนี้หายตัวไปจากหน้าสื่อราว 3 เดือน โดยคาดว่ากำลังมีปัญหาในคดีหลบเลี่ยงภาษี ซึ่งหากผิดจริงจะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างรุนแรงจากรัฐบาลจีน )

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่ากำลังใจ น้องเฌอปรางนั้นยังดี  แฟนคลับแน่นเหมือนเดิม และน้องวง​ BNK48 ก็ยังพร้อมยิ้มสู้ทำงานเพื่อสังคมต่อโดยไม่ลังเลใจ อันนี้คงต้องขอตบมือให้กำลังใจกับน้องเฌอปรางและวง BNK48 ที่สามารถรับแรงเสียดทานต่อแรงที่คุกคามสิทธิส่วนบุคคลเหล่านี้ได้


***

ข่าวที่สอง  ที่ผมติดตามแล้วก็รู้สึกอยากถอนหายใจ… คือเรื่องเชียร์ลีดเดอร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

(ซึ่งผมรู้ดีครับว่าถ้าผมวิพากษ์วิจารณ์ไปในทิศทางใดทางหนึ่ง …ผมมีโอกาสถูกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแสดงความไม่พอใจได้.. แต่ผมคิดว่า ความเห็นของผมก็อาจจะกระตุ้นท่านทั้งหลายให้ตื่นรู้ขึ้นได้ จึงขออนุญาต วิเคราะห์นะครับ)

 

ล่าสุดมีการเผยแพร่ภาพเปลือยไหล่ของสมาชิกนักศึกษาทั้งชายและหญิง ในการโปรโมตกิจกรรมรับสมัครเชียร์ลีดเดอร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็มีคนไปแสดงความคิดเห็นเชิงวัฒนธรรมว่าอาจเป็นภาพที่ไม่เหมาะสมในสถานศึกษา…กลายเป็นที่ถกเถียงในโลกไซเบอร์ จนกระทั่งมีพวกหัวรุนแรงบางคนกลับไป ‘ตัดต่อภาพ’ โจมตีว่าเป็นภาพ ‘สถานอโคจร’ … สร้างความไม่พอใจกับเยาวชนบางกลุ่มที่เกี่ยวข้อง จนรู้สึกว่า มันเป็นการวิจารณ์ที่รุนแรงเกินไป เพราะเขาเพียงต้องการแสดงออกในแบบใหม่ๆ ก็เลยรู้สึกต่อต้านกับกระแสสังคม กลายเป็นแบ่งฝั่งแบ่งฝ่ายกันไปอีก  

 

จนสังคมต่างแบ่งข้างวิพากษ์วิจารณ์จนเลยเถิดไปถึงด่าทอกันไปมา บ้างก็มีเหตุผล บ้างก็ไร้เหตุผล


เชื่อไหมครับว่า หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่าตนเองได้ตกเป็นเหยื่อของ​ ‘ความเกลียดชัง’ ที่ถูกสร้างขึ้นโดย คนบางกลุ่ม ไปแล้วเรียบร้อยแล้ว

…ผมเองก็รู้สึกนะครับว่า โลกเรานั้นมันช่างหมุนไปเร็วเหลือเกิน… เด็กๆของเราได้รับอิทธิพลตะวันตกเพิ่มขึ้นทั้งด้านความสามารถและความคิดสร้างสรรค์ ก็ไม่แปลกใจเลยที่เด็กๆจะมีความคิดและการแสดงออกที่ได้รับอิทธิพลความเป็นตะวันตกอยู่ไม่น้อย

และไม่แปลกใจที่ผู้สูงอายุในสังคมของไทยอาจต้องรู้สึกเป็นห่วง และไม่สบายใจกับการกระทำของเยาวชนที่ไม่คุ้นชินและอาจไม่ปลอดภัยในสังคมที่จริยธรรมยังเป็นเรื่องเปราะบาง

 

ทั้งนี้ ถ้าเรามองเรื่องความขัดแย้งดังกล่าวนี้ เป็นเหมือน ‘พ่อแม่ห่วงลูกหลาน…’ ผมคิดว่า ผมกลับไม่รู้สึกว่าความเห็นที่แตกต่าง เกี่ยวกับวัฒนธรรมระหว่างสองช่วงอายุจะเป็นปัญหานะครับ เพราะ จริงๆเรื่องนี้เป็นบทเรียนของคนทั้งสองช่วงอายุที่ควรเข้ามาพูดคุยกัน ศึกษากัน มากกว่าการด่าทอประชดประชัน  

(ทั้งนี้ผมไม่เห็นด้วยการพยายาม​ ‘ตัดต่อภาพของคนบางกลุ่ม’ เพียงเพื่อที่จะล้อเลียน เสียดสี ให้สังคมทะเลาะกัน เพราะนั่นไม่ใช่หนทางของการแก้ปัญหา แต่เป็นการเติมเชื้อไฟแห่งความขัดแย้งไม่จบสิ้น)


เพราะ​ ‘วัฒนธรรมของไทย’ เป็นเรื่องที่คนไทยต้องช่วยกัน​ ‘อนุรักษ์และพัฒนา’ ประเทศถึงจะก้าวหน้าอย่างเข้มแข็ง การคิดอย่างเอาใจเขามาใส่ใจเรา พูดคุยกันอย่างใช้เหตุผล หรือถอยกันคนละก้าว จะทำให้ประเทศไม่ตกหลุมพรางแห่งความขัดแย้งครับ

 

 

ทั้งนี้​ หากนำข่าวที่ผมนำเสนอมาลองคิดทบทวนดูอีกที จะเห็นได้ว่า เราอาจจะกำลังตกอยู่ใน  ‘ช่วงเวลาแห่งความเกลียดชัง’ ที่มีคนบางกลุ่มยุยงให้ผู้คนแบ่งฝักฝ่ายทะเลาะเบาะแว้ง​ เพราะต่างคนต่างเอาชนะ ในเรื่องขี้หมูราขี้หมาแห้งครับ

 

เพราะฉะนั้น เวลานี้เราคนไทยควรช่วยกัน รับฟังกัน เปิดใจให้กัน ประสานสามัคคีกันไว้ อย่าให้ใครยุยงปลุกปั่นให้แตกแยกกันเถอะครับ

……………………………

บทความ : daily rorschach
Illustrator : Rawin Jarureangsri