• GEN Facebook
    Facebook Pagelike Widget

๕๐ ปีการจากไปของ ป.อินทรปาลิต ตอนที่ ๑

พ.ศ. ๒๔๕๓ ‘ฮัลเลย์’ ดาวหางพเนจรที่โคจรมาเยือนโลกทุกๆ ๗๖ ปี ได้ปรากฏขึ้นเหนือท้องฟ้ายามรัตติกาล ให้ประชาชนชาวไทยในยุคนั้นได้ยลโฉมและพากันร้องวี้ดว้ายกระตู้วู้ ด้วยความตื่นเต้นประหลาดใจกับดาวสุกสว่างที่มีหางยาวเฟื้อยมองเห็นถนัดตา

วันพฤหัสบดีที่ ๑๒ พฤษภาคม ปีเดียวกันนี้เอง ณ ตำบลยมราช จังหวัดพระนคร ครอบครัวของ พันโทพระวิสิษฐ์พจนการ (อ่อน อินทรปาลิต) กับ นางชื่น จำรูญจันทร์ ซึ่งมีบุตรสาวอยู่แล้วหนึ่งคนชื่อสาลี่ ได้ให้กำเนิดบุตรชายลำดับที่ ๒ ตั้งชื่อว่า ‘ปรีชา’

จากนั้นในปีต่อๆไป สองสามีภรรยาก็มีบุตรธิดาเพิ่มอีก ๕ คน รวมเป็น ๗ พี่น้องแห่งสกุลอินทรปาลิต เรียงตามลำดับอาวุโส ได้แก่ สาลี่, ปรีชา, มาลัย, อุทัย, อรุณ, อาภรณ์, โกมล

เมื่อเด็กชายปรีชาเรียนจบจากโรงเรียนวัดโสมนัสวิหาร (คงเรียนถึงชั้นประถม ๔) ท่านบิดาให้เข้าเรียนต่อที่โรงเรียนนายร้อยทหารบก ในปี พ.ศ. ๒๔๖๒ เนื่องจากท่านเป็นอาจารย์สอนวิชาภาษาไทยอยู่ที่นั่น โรงเรียนนายร้อยสมัยนั้นมีการเรียนการสอนระดับชั้นประถม ควบคู่ไปกับหลักสูตรวิชาการทหาร

แถวแรกคนกลาง นนร.ปรีชา อินทรปาลิต
แถวที่ ๓ นั่งตรงกับปรีชา นนร.สฤษดิ์ ธนะรัชต์
ประทับด้านหลังสฤษดิ์ฯ คือ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์

 

นนร.ปรีชา อินทรปาลิต ได้เลขประจำตัว ๓๓๘๙ เป็นนักเรียนรุ่นน้องพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ (ไม่ทราบเลขประจำพระองค์) และ นนร.สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เลขประจำตัว ๓๓๗๗ แต่รุ่นเดียวกับ นนร.ถนอม กิตติขจร

แต่ฟ้ามิได้กำหนดชะตาชีวิตให้ นนร.ปรีชาได้เป็นนายร้อยห้อยกระบี่เป็นเกียรติยศเกียรติศักดิ์แก่วงศ์ตระกูล

เพราะเขามักจะเรียนๆ เล่นๆ เน้นเฮฮาซะมาก เป็นหัวโจกในหมู่เพื่อน เป็นโจ๊กเกอร์ (ตัวตลก) ที่อาจารย์และนักเรียนในโรงเรียนรู้จักดี ผลการเรียนที่ออกมาจึงปรากฏว่า ‘สอบตก’ เพื่อนรุ่นเดียวกันได้เลื่อนชั้นไปเป็นรุ่นพี่ ขณะที่เพื่อนรุ่นน้องขยับขึ้นมาเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกัน

การเรียนซ้ำชั้นน่าจะทำให้ นนร. ปรีชากระตือรือร้นขยันหมั่นเพียรมากขึ้น เพื่อแก้ตัวไม่ให้สอบตกอีก แต่กลายเป็นว่าเคยเรียนอย่างไรก็เรียนอย่างนั้น ในที่สุดก็สอบตกติดต่อกันเป็นปีที่ ๒ ถูกคัดชื่อออกจากการเป็นนักเรียนนายร้อย ต้องระเห็จไปหาโรงเรียนใหม่

ออกจากโรงเรียนสร้างนายกฯ…เอ๊ย…โรงเรียนนายร้อย​ สู่โรงเรียนวัด คือโรงเรียนวัดเทพศิรินทร์ ประเด็นนี้มีข้อสงสัยว่าปรีชาได้ศึกษาต่อที่โรงเรียนวัดเทพศิรินทร์จริงหรือไม่? เพราะทำเนียบนักเรียนแต่ละรุ่นของโรงเรียนนี้ ไม่มีชื่อปรีชา อินทรปาลิต​ อยู่ในรุ่นใด
ปริศนาดำมืดตึ๊ดตื๋อนี้คลี่คลาย เมื่อปรีชาหรือ ป. อินทรปาลิต​ ได้เขียนประวัติตนเองลงใน ‘ศาลาโกหก’ หนังสือที่ท่านเขียนคนเดียวทั้งเล่ม ตีพิมพ์เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๘ ไว้ดังนี้…

“เป็นอันว่าผมต้องอำลาสถาบันอันมีเกียรติ ต้องจากผู้บังคับบัญชาครูบาอาจารย์และเพื่อนรักของผม ซึ่งมีอยู่มากมายด้วยความอาลัย เพื่อนของผมรุ่นนั้นเรียนสำเร็จใน พ.ศ. ๒๔๗๔ วันคืนผ่านพ้นไปเขาก็รุ่งเรืองก้าวหน้าไปตามกัน บางคนโชคร้ายหน่อยก็มีธุระไปติดคุกฐานกบฏในพระราชอาณาจักร แต่แล้วก็ได้รับพระราชทานอภัยโทษได้คืนยศ

ผมดิ้นรนผจญโลกและเป็นโรคตามประสาคนหนุ่ม เพราะเรียนไม่สำเร็จก็เลยจับอะไรไม่ได้ ร่วมมือกับพี่สาวผมตั้งโรงเรียนราษฎร์สอนหนังสือที่บ้าน จ้างเพื่อนฝูงมาเป็นครูสอนเด็กอยู่พักหนึ่ง ผมก็เข้ารับราชการหวังจะไล่กวดเพื่อนๆให้ทัน แต่นิสัยของผมมันไม่ชอบ ‘ครับผม’ หรือยืนกุมสะดือพูดกับใคร มีความทระนงในศักดิ์ศรีของตัวเอง ทั้งที่ไม่มีศักดิ์ศรีอะไร รับราชการได้ปีครึ่ง​ เจ้านายท่านโปรดปรานผมมาก สั่งย้ายผมไปอยู่ปัตตานี ผมเห็นคำสั่งแล้วก็มาจินตนาการดูว่า ที่นั่นญาติทางฝ่ายบิดามารดาของผมไม่มีสักคน เพื่อนฝูงก็ไม่มี เงินเดือน ๓๕ บาท​ ขืนไปก็เห็นจะแย่ ผมก็เลยลาออก

พรหมลิขิตทำให้ผมมีเมียและมีลูกทั้งๆที่ผมไม่มีงานทำ เมียของผมคนแรกเป็นผู้หญิงและสวยเสียด้วย ปากนิดจมูกหน่อยเข้าทีครับ แต่เท่งทึงไปนานแล้ว ผมอยู่บ้านไม่มีงานทำก็ไถเงินพ่อตามธรรมเนียม อยากมาเป็นพ่อผมก็ต้องให้เงินผมใช้ละ พ่อผมถูกไถหนักเข้าทนไม่ไหวก็กล่าวกับผมอย่างน่าฟังแต่ดุเดือดว่า “แกต้องช่วยตัวเอง แกจะอยู่เฉยๆอย่างนี้ไม่ได้ พ่อยังจะต้องอุปการะน้องๆ ของแกที่กำลังเรียนอยู่อีกหลายคน”…”

ประวัติชีวิตที่เจ้าตัวเขียนเองคือคำตอบว่า เมื่อถูกให้ออกจากโรงเรียนนายร้อย ปรีชาไม่ได้เรียนต่อที่ไหน และไม่ได้ทำงานอะไร จนกระทั่งคุณพระวิสิษฐ์ฯ ผู้บิดาอดรนทนไม่ไหว ต้องเร่งรัดแกมบังคับให้บุตรชายหางานทำเป็นจริงเป็นจังเสียที

ปรีชาทำตามคำสั่งพ่อโดยบอกจะ ‘ขับแท็กซี่’ หาเลี้ยงชีพ คุณพระวิสิษฐ์ฯได้ยินเช่นนั้นก็สะดุ้งเหมือนถูกเข็มแทง ท้วงว่าเพื่อนๆร่วมรุ่นโรงเรียนนายร้อยต่างจบออกมาเป็นร้อยโทกันแล้ว แต่อดีตนักเรียนนายร้อยปรีชากลับยึดอาชีพขับแท็กซี่ หากบังเอิญพบเจอกันไม่รู้สึกอายเพื่อนหรือ?

รถ ‘โอเวอร์แลนด์วิปเป็ต’ รุ่นปี ๑๙๒๒ (พ.ศ. ๒๔๖๕)
ภาพจาก Google

บุตรชายอาจารย์ภาษาไทยของโรงเรียนนายร้อยทหารบก ยืดอกกล่าวตอบอย่างมั่นใจว่า ถ้าจะทำก็ไม่ต้องอายใคร แล้วรบเร้าให้ท่านพ่อซื้อรถยนต์มือสองยี่ห้อ ‘โอเวอร์แลนด์วิปเป็ต’ ราคา ๓๕๐ บาท (ค่าเงินในยุคนั้นซึ่งอาหารการกินคิดราคาในระดับสตางค์) เพื่อใช้เป็นเครื่องมือทำมาหากิน ผู้เป็นบิดาก็ตกลงแต่ไม่วายเทศนาซะหลายกัณฑ์ เนื่องจากท่านต้องเสียเงินก้อนโตในคราวเดียว

ความจริงรถโอเวอร์แลนด์ที่กล่าว คนขายตั้งราคาไว้แค่ ๓๐๐ บาท ที่เหลือ ๕๐ บาทจึงอยู่ในกระเป๋าของปรีชาชนิดไม่ต้องลงทุนลงแรงให้เหนื่อยแต่อย่างใด

แรกเริ่มประเดิมขับก็ต้องใช้เส้น ด้วยความช่วยเหลือของคนขับแท็กซี่รุ่นอาวุโสคนหนึ่ง ซึ่งเป็น ‘ผู้กว้างขวาง’ ในย่านบางลำพู ปรีชาจึงได้นำรถไปจอดรับคนโดยสารที่นั่น ตอนแรกรู้สึกกระอักกระอ่วนกระดากอาย ต้องสวมแว่นดำปิดบังใบหน้าแท้จริง แต่ไม่ถึงกับใส่หนวดใส่เคราหรือสวมหน้ากากยางเหมือน อีธาน ฮันท์ ในภาพยนตร์เรื่อง ‘Mission Impossible’

ต่อมาคิดได้ว่าตนเองไม่ได้ลักขโมยหรือจี้ไชใครรับประทาน เป็นการหากินสุจริต จึงกล้าร้องเรียกผู้โดยสาร จนกระทั่งเพื่อนบางคนที่มีดาวสองดวงบนบ่า ขึ้นมานั่งรถปรีชาโดยบังเอิญและจำกันได้ แต่ไม่มีเพื่อนคนใดแสดงท่าทีรังเกียจเหยียดหยามเลย เพื่อนที่โดยสารแท็กซี่ของปรีชาต่างสงสารและเห็นใจเพื่อนเก่า ก็เลยจ่ายค่าโดยสารให้มากกว่าปกติ

ปรีชาดิ้นรนต่อสู้กับชีวิตแบบตีนถีบปากกัด ต้องแยกตัวไปจากพ่อเพราะมีเมียมีลูก แต่เพียงปีเดียวก็ขายรถทิ้ง เลิกขับแท็กซี่เพราะแท็กซี่มีมากและตัดราคากัน โดยเฉพาะรถออสตินคันโตกว่ากล่องสบู่หน่อยเดียวค่าโดยสารถูกมาก จากบางลำพูไปหัวลำโพง ๓๕ สตางค์เท่านั้น

อดีตนักเรียนนายร้อยและอดีตโชเฟอร์แท็กซี่เป็นกรรมกรว่างงานอีกครั้ง เมื่อไม่มีงานทำ บ้านต้องเช่า ข้าวต้องซื้อ จึงพาครอบครัวกลับมาอยู่กับบิดา คว้าเตารีดและถือไถเล่นงานบิดาต่อไป…

To be continued
……………………….
บทความโดย : ปอ ปาลิตา
Illustrator : Sunanta Treepon