• GEN Facebook
    Facebook Pagelike Widget

สังคมไทยเป็นอะไรที่แปลกประหลาดไม่เหมือนที่ใดในโลก เราเชิดชูนิยมชมชอบคนเก่ง คนดีมีคุณธรรม​ มีความสามารถ ใครสักคนก็ตามที่สามารถทำให้เพื่อนร่วมชาติมีกำลังใจ มีความสุข มีความภูมิใจที่จะเงยหน้าบอกคนทั้งโลกได้ว่าฉันเป็นคนไทย บุคคลนั้นจะเป็นวีรบุรุษในชั่วข้ามคืน ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด ไทยเรามีค่านิยมสนับสนุนส่งเสริมฮีโร่เหล่านี้อย่างท่วมท้นและออกนอกหน้า ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มันคือเรื่องจริง ไม่มีใครเสแสร้งแกล้งทำ ทุกสิ่งล้วนมาจากใจของคนไทยทั้งประเทศที่มีให้วีรบุรุษผู้นั้น

ไม่ว่าจะเป็นทหารที่เสียสละกู้ระเบิดจนขาขาดพิการตลอดชีวิต หรือนักกีฬาทีมชาติ ไปจนถึงวีรบุรุษถ้ำหลวง ทุกคนมีค่ามีความหมายและได้รับกำลังใจท่วมท้นจากคนไทย ในวันที่พวกเขาเหล่านั้นเป็นฮีโร่ทุกฝ่ายก็ช่วยเหลือเต็มที่ ทั้งลาภยศสรรเสริญก็จะมาพร้อมเงินทองซึ่งเป็นเรื่องปกติที่ทราบกัน แต่สิ่งเหล่านี้ล้วนไม่จีรัง….ชื่อเสียงเปรียบเสมือนแสงวูบวาบจากไม้ขีดไฟแค่ไม่ถึงหนึ่งนาที เวลาแห่งความสุขก็จะหมดลงอย่างรวดเร็ว ผู้คนค่อยๆลืม ทุกชีวิตกลับสู่โลกแห่งความจริงของแต่ละคนที่ต้องเผชิญในแต่ละวัน สำหรับวีรบุรุษแล้ว​ จากที่เคยมีคนรุมล้อมแสดงความยินดี สุดท้ายวันหนึ่งก็ไม่เหลือใครรอบตัวเลยนอกจากครอบครัว

 

“สมรักษ์ คำสิงห์
ก็เป็นผู้ชายธรรมดาคนหนึ่ง
ที่มีเส้นทางชีวิตก้าวเข้ามา
สู่สิ่งที่สังคมเรียกว่า ‘ฮีโร่’”


ตัวอย่างเหล่านี้ มีให้เห็นมากมายอย่างทหารผ่านศึกที่พิการนอนติดเตียง มีเพียงแม่และภรรยาคอยอยู่เคียงข้างอยู่นานนับสิบปีก่อนจะจากไปทั้งน้ำตา นักมวยแชมป์โลกที่ต้องดิ้นรนมาขายซีดี ขายก๋วยเตี๋ยว ใช้ชีวิตอย่างยากลำบากจนต้องไปค้ายาเสพติด แม้แต่นักการเมืองเก่าๆ ข้าราชการหรือคนที่เคยทำประโยชน์ให้กับชาติบ้านเมืองเอง ก็มีหลายคนที่ใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างโดดเดี่ยว และตายอย่างสงบในบ้านตัวเองโดยไร้คนเหลียวแล…นี่คือสัจธรรม

 

สมรักษ์ คำสิงห์


สมรักษ์ คำสิงห์ (บาส) ก็เป็นผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งที่มีเส้นทางชีวิตก้าวเข้ามาสู่สิ่งที่สังคมเรียกว่า ‘ฮีโร่’ เด็กหนุ่มจากครอบครัวที่ยากจนในจังหวัดขอนแก่น เขาเลือกทางเดินชีวิตเป็นนักมวยไทยโดยมีพ่อ​ (ซึ่งเป็นนักมวยเก่า) เป็นคนชี้ทาง พ่อของสมรักษ์ถึงแก่กรรมไปเมื่อเขาเรียนอยู่ ม.2 หลังจากนั้นทุกอย่างในชีวิตเขาต้องตัดสินใจเอง บาสจึงหันมาชกมวยสากลเมื่อตอนอายุได้ 12 ปี​ และเมื่อจบม.6 ก็ได้รับการทาบทามจากสโมสรราชนาวีให้ชกมวยสากลสมัครเล่น​ โดยมีสัญญาว่าจะบรรจุให้เข้ารับราชการในกองทัพเรือด้วย เขาจึงตอบตกลง สมรักษ์ประสบความสำเร็จได้ทั้งแชมป์ประเทศไทยและเหรียญทองกีฬาแห่งชาติ จากนั้นก็เข้าสู่ทีมชาติครั้งแรกและไปแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่บาร์เซโลนา เมื่อปี​ พ.ศ. 2535 ในรุ่นเฟเธอร์เวท หลังพฤษภาฯทมิฬ (จำได้แม่นเลย)

 

“ความฮ็อตฮิตจาก
การคว้าเหรียญทองโอลิมปิกในครั้งนั้น
การสื่อสารแห่งประเทศไทย​
ได้ออกแสตมป์ที่มีรูปการชก
รอบชิงชนะเลิศของสมรักษ์ด้วย”


สมรักษ์เริ่มมีชื่อเสียงครั้งแรกจากการเป็นนักกีฬาไทยที่ได้เหรียญทองเพียงคนเดียว ในการแข่งขันเอเชียนเกมส์ครั้งที่ 12 ที่เมืองฮิโรชิมา (พ.ศ. 2537) พอมาปี พ.ศ. 2538 สมรักษ์ได้เหรียญทองจากกีฬาซีเกมส์ที่เชียงใหม่​ และผ่านการคัดเลือกไปแข่งกีฬาโอลิมปิกรอบสุดท้ายที่แอตแลนตา สหรัฐอเมริกา ได้สำเร็จ ช่วงนี้เขาท็อปฟอร์มมาก สมรักษ์โด่งดังถึงที่สุดในปี พ.ศ. 2539 เมื่อสามารถคว้าเหรียญทองจากกีฬาโอลิมปิกมาได้เป็นคนแรกในประวัติศาสตร์กีฬาไทย ซึ่งก่อนการชกในรอบชิงชนะเลิศครั้งนั้น รัชกาลที่ 10 ได้พระราชทานกระเช้าผลไม้มายังสมรักษ์และทีมงาน พร้อมทั้งทรงอวยพรให้สมรักษ์ได้รับชัยชนะด้วย โดยการแข่งขันโอลิมปิกตอนนั้น สมรักษ์ใช้ชื่อว่า ‘Kamsing Somluck’ โดยเจตนาให้มีโชคจากคำว่า ‘ลัก’ เมื่ออ่านออกเสียงนามสกุลนักกีฬาก่อนชื่อ (แต่ผู้บรรยายภาษาอังกฤษดันอ่านออกเสียงเป็น สมลุก)

 

สมรักษ์ คำสิงห์ คว้าเหรียญทองจากกีฬาโอลิมปิก

ความฮ็อตฮิตจากการคว้าเหรียญทองโอลิมปิกในครั้งนั้น การสื่อสารแห่งประเทศไทย​ (กสท.) ได้ออกแสตมป์ที่มีรูปการชกรอบชิงชนะเลิศของสมรักษ์ด้วย ราคาดวงละ 6 บาท เพื่อเป็นที่ระลึกถึงเหตุการณ์นี้ และทางกองทัพเรือ​ (ทร.) ต้นสังกัด​ ก็ได้เลื่อนยศให้สมรักษ์เป็นเรือตรี (ร.ต.) ซึ่งเดิมสมรักษ์มียศเป็นจ่าเอก (จ.อ.) ยังไม่รวมเงินอัดฉีดจากทางรัฐบาลไทยที่ว่ากันว่าระดมทุนมาให้สมรักษ์ได้ถึง 50 ล้านบาทในสมัยนั้น ซึ่งก็น่าจะเป็นทุนให้ชีวิตได้ตลอดไป

ภาพแสตมป์ของสมรักษ์ในรอบชิงชนะเลิศ

 

“ความผิดพลาดที่เกิดขึ้น
ก็มีเรื่องสมควรให้เกียรติเขาบ้าง
อย่างน้อยเขายืดอกยอมรับความจริง
และเข้าสู่ระบบยุติธรรม”

 

แต่กระนั้น ชีวิตคนเราไม่เคยมีอะไรแน่นอน น้ำมีขึ้นมีลง จิตมนุษย์ยากแท้หยั่งถึง แต่ละคนมีเส้นทางชีวิตและวิบากกรรมของตนเองด้วยกันทั้งนั้น วันนี้มีข่าวไม่ดีเกี่ยวกับฮีโร่ในอดีตของเรา อยากรู้เหมือนกันว่าคนไทยจะซ้ำเติมหรือให้กำลังใจกัน สมรักษ์อาจจะประมาทในเรื่องคน เรื่องการใช้ชีวิต แต่ความจริงอย่างหนึ่งบนโลกนี้คือไม่มีใครเก่งกาจไปเสียทุกเรื่อง ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะด้วยตัวเขาเองหรือจากผู้อื่น ก็มีเรื่องสมควรให้เกียรติเขาบ้าง อย่างน้อยเขายืดอกยอมรับความจริงและเข้าสู่ระบบยุติธรรม สมรักษ์เคยเป็นฮีโร่ของคนไทยมากมาย เคยมอบความสุขความภูมิใจให้คนไทย​ (อย่างน้อยเราก็ควรคิดถึงช่วงเวลานั้น) เขาไม่ได้โกงกินบ้านเมือง ไม่ได้หลอกลวงใครให้เสียหาย ไม่ได้ทำผิดแล้วหนีออกนอกประเทศ สมรักษ์ยังคงเป็นวีรบุรุษของคนไทยเสมอในสิ่งที่เขาเคยเป็น สิ่งที่เกิดขึ้นคือเสี้ยวหนึ่งของชีวิต แค่คนๆหนึ่งที่ล้มลง สังคมไทยจะเหยียบเขาให้จมดิน หรือช่วยดึงเขาขึ้นมาให้สู้ต่อได้ก็คิดเอาเอง แค่นั้นเอง แค่นั้นจริงๆ
…………………….
บทความ : เทพประทาน เหมเมือง

ขอขอบคุณภาพหน้าปกจาก : Facebook.com/S.Kamsing