• GEN Facebook
    Facebook Pagelike Widget

ขัวเหล็กเชียงใหม่และนางเอกหนังฮ่องกง 

 

ปลายสัปดาห์ก่อนคนเชียงใหม่ที่นอนดึกหลายคนชวนกันไปขัวเหล็ก เพื่อเฝ้าดูฉากการถ่ายทำหนังเรื่องหนึ่งซึ่งยกทีมมาจากฮ่องกง ลือกันว่าปิดสะพานถ่ายกันเลยเชียว และเย็นๆ  ค่ำๆ วันต่อมาก็ตั้งกองถ่ายกันต่อ ทีมงานประดับไฟสว่างไสว จับจองพื้นที่ทั้งริมฝั่งด้านตะวันตกและตะวันออก เนรมิตบรรยากาศของฉากหนึ่งในหนังกันอย่างมลังเมลือง ส่วนหนังจะชื่ออะไร มีเนื้อหาเกี่ยวกับเมืองไทยยังไงนั้น ทีมกองถ่ายเขาไม่เปิดเผยรายละเอียดให้คนที่ไม่เกี่ยวข้องรู้อยู่แล้ว ประจวบกับคนที่ไปดูก็ไม่ค่อยสนใจกันเท่าไหร่ ขอแค่ให้ได้เห็นพระเอกนางเอกหน้าขาวๆ ร่างบางๆ ตัวเป็นๆ เพียงสักแว้บสักว้าบก็สุขสมอารมณ์เปลี่ยวแล้ว(ไม่เปลี่ยวได้ไง ก็มาซะดึก!)   

 

 

 

โชคดีว่าพอรู้จักกับพี่ชายคนหนึ่งซึ่งทำงานให้กองถ่ายจากต่างประเทศกองนี้ แกเป็นคนคัดเลือกตัวนักแสดงตัวประกอบที่เป็นคนไทย จึงพอได้รู้ว่าหนังเรื่องที่ถ่ายทำกันนี้เป็นเรื่องราวที่นำมาจากชีวิตจริงของนักร้องนักแสดงสาวชื่อดังผู้ล่วงลับไปแล้ว เธอผู้นั้นมีชื่อว่า เหมยเยี่ยนฟาง หรือในชื่อภาษาอังกฤษคือ Anita Mui

 

ลีลาจับไมค์และการโยกย้ายทรวดทรงองค์เอวของเธอ
เร้ารึงใจผู้ชมเหลือเกิน
จนมีผู้มอบฉายาให้เธอว่า
“มาดอนน่าแห่งเอเชีย”

 

เด็กรุ่นใหม่ในบ้านเราอาจไม่รู้จักเหมยเยี่ยนฟาง เนื่องเพราะเธออายุสั้น สิ้นลมหายใจด้วยโรคมะเร็งปากมดลูกไปตั้งแต่ปี 2546 มีชีวิตอยู่วาดสีสันลีลาฝากไว้กับโลกใบนี้แค่ 40 ปีเท่านั้น แต่หากใครมีอายุสามสิบสี่สิบปีขึ้นไปคงต้องเคยได้ยินชื่อของเธอบ้างล่ะ วัยรุ่นอย่างผมพอมีโชคอยู่บ้างที่เกิดทันดูการแสดงของเธอ แล้วก็แอบหลงรักเธอมาตั้งแต่วัยกระเตาะโน้น  เหมยเยี่ยนฟางจัดเป็นนักร้องนักแสดงคุณภาพ มีชื่อเสียงโด่งดังมากคนหนึ่งของฮ่องกง หน้าตาของเธอแม้ไม่ได้สะสวยแบบเฉียบขาดบาดใจ และเหมือนไม่มีอะไรโดดเด่น แต่กลับดูมีเสน่ห์ ยิ่งมองยิ่งชวนให้หลงใหล ในบทบาทการเป็นนักร้องนั้นเธอมีน้ำเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ ลีลาจับไมค์และการโยกย้ายทรวดทรงองค์เอวของเธอเร้ารึงใจผู้ชมเหลือเกิน จนมีผู้มอบฉายาให้เธอว่า “มาดอนน่าแห่งเอเชีย”

 

งานเพลงของเธอเริ่มชุดแรกเมื่อปี 2531 เรื่อยมาจนถึงปี 2545 ได้รับความนิยมและการยอมรับจากแฟนเพลงด้วยดีเสมอมา รางวัลด้านงานเพลงล้นหลาม มีแต่คนอยากประเคนให้ จนเธอต้องประกาศไม่ขอรับรางวัลใดๆ ที่จะมาจากงานเพลงอีก เพื่อเปิดโอกาสให้คนอื่นได้ชื่นชมกับรางวัลเสียบ้าง

 

 

 

ในด้านภาพยนตร์ เหมยเยี่ยนฟางก็จัดอยู่ในกลุ่มนักแสดงคุณภาพชั้นยอดคนหนึ่ง ผลงานที่โดดเด่นและทำให้เธอฉายรัศมีอยู่บนโลกเซลูลอยด์ได้แก่ภาพยนตร์เรื่อง Behind the Yellow Line หรือในภาคภาษาไทยคือ รักนี้เพื่อเธอ ซึ่งออกฉายในปี 2527 โดยประกบกับพระเอกหน้าละอ่อนอย่าง เลสลี่ จาง กระทั่งปี 2530  เหมยเยี่ยนฟางได้รับรางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจากเวทีประกวดภาพยนตร์ม้าทองคำของไต้หวัน และรางวัลช้างทองคำของฮ่องกง จากภาพยนตร์เรื่อง Rouge ซึ่งก็ประกบคู่กับ เลสลี่ จาง พระเอกเจ้าบทบาทคนเดิมอีกครั้ง    

 

เรื่องอันว่าด้วยเงินๆ ทองๆ
หลังการตายของเธอนี่แหละ
ได้กลายเป็นฉนวนเหตุยอกย้อนซ่อนเงื่อน
อย่างชวนสงสัย

 

ภายหลังการเสียชีวิตของเหมยเยี่ยนฟาง ได้สร้างปัญหายุ่งเหยิงแก่ผู้คนที่ข้องเกี่ยวกับเธอ ทั้งเพื่อนนักร้องนักแสดง แม่ และทนายความ ด้วยเหตุอันมีมาจากพินัยกรรมว่าด้วยทรัพย์สินของเธอที่ทิ้งเอาไว้กว่า 100 ล้านเหรียญฮ่องกง เรื่องราวฟ้องร้องกันจึงมีตามมา สร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้กับเหล่าแฟนคลับของนักแสดงผู้ล่วงลับอยู่พอสมควร  เรื่องอันว่าด้วยเงินๆ ทองๆ หลังการตายของเธอนี่แหละ ได้กลายเป็นชนวนเหตุยอกย้อนซ่อนเงื่อนอย่างชวนสงสัย จนมีพวกปิ๊งไอเดียหยิบเอาเรื่องราวชีวิตของเหมยเยี่ยนฟางไปสร้างเป็นภาพยนตร์นั่นเอง

แล้วเหมยเยี่ยนฟางเกี่ยวอะไรกับเชียงใหม่?.. เล่าลือกันมาในแวดวงซุบซิบดารายุคกระโน้นว่า ด้วยความที่เธอมีจิตใจโอบเอื้ออารี ตอนมีชีวิตอยู่ดารานักร้องสาวผู้นี้ได้ให้การช่วยเหลือองค์กรการกุศลหลายแห่งอยู่เนืองๆ  โดยในช่วงหนึ่งที่เธอมาท่องเที่ยวเชียงใหม่ เธอก็ได้ช่วยเหลือเด็กผู้ด้อยโอกาสที่อยู่ในชุมชนบางแห่งของเวียงเชียงใหม่อีกด้วย

นั่นคือชีวิตห้วงสั้นๆ ของดารานักร้องสาวเหมยเยี่ยนฟางกับความทรงจำครั้งหนึ่งบนแผ่นดินล้านนา ส่วนหนังที่มาถ่ายทำ จะเป็นเรื่องอะไร พูดถึงเชียงใหม่ในแง่มุมไหน ข้องแวะกับขัวเหล็กยังไง ถึงเวลาเขาก็คงโหมโปรโมตกันให้รู้ทั่วบ้านทั่วเมืองเองนั่นแหละ

 

ขัวเหล็ก หรือสะพานเหล็กนี้
นับเป็นแลนด์มาร์กหนึ่งของเวียงเชียงใหม่

 

 

จะว่าไป ขัวเหล็กเคยถูกใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ทั้งพวกฟอร์มใหญ่และสายอินดี้มาแล้วนักต่อนัก

 

ขัวเหล็ก หรือสะพานเหล็กนี้ นับเป็นแลนด์มาร์กหนึ่งของเวียงเชียงใหม่ โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมซึ่งดูคลาสสิก ทอดตัวดำเมื่อมขวางลำน้ำสีขุ่นข้น โครงสร้างเป็นแบบคอนกรีตเสริมเหล็ก ตัวสะพานไม่ได้กว้างมาก มีขอบสะพานให้คนเดินทั้งสองฟาก ตรงกลางเหลือเป็นช่องถนนให้รถราสัญจรได้ทางเดียว ห้ามย้อนศรเด็ดขาด ขัวเหล็กนี้จะเชื่อมถนนเชียงใหม่-ลำพูนฝั่งตะวันออกกับถนนเจริญประเทศฝั่งตะวันตก มีประวัติความเป็นมาที่อยู่คู่กับการเปลี่ยนผ่านบ้านเมืองมาแต่ครั้งโบราณ ทำให้หลายๆ คนที่มาเยือนเชียงใหม่อยากไปชมหรือลงเดินทอดน่องที่สะพานแห่งนี้สักครั้ง

ได้ยืนทอดสายตาจากขัวเหล็กดูแม่ปิงเอื่อยไหล ชมทิวทัศน์สองฝั่งแม่น้ำ แอบมองผู้คนที่เดินผ่านไปมา แล้วเก็บบรรยากาศไว้ในภาพถ่ายของใครของมัน เท่านี้ก็คงเป็นสัมผัสประทับใจต่อมนต์เสน่ห์ของเมืองแห่งวัฒนธรรมกันแล้วล่ะ

อ้อ ช่วงนี้เวลาแลงๆ ค่ำๆ ท้องฟ้าเริ่มเป็นอิสระจากเมฆฝนแล้ว จึงมีแสงอาทิตย์อ่อนๆ ส่องสะท้อนผิวน้ำ พร้อมลมบางๆ เริ่มโชยมาทายทัก ส่งให้บรรยากาศรายรอบขณะเดินอยู่บนขัวเหล็ก หรือแม้แต่นั่งอยู่ในร้านรวงที่ติดริมปิงนั้นโรแมนติกขึ้นอีกอักโขเทียวล่ะครับ

……………………………..  

บทความ : ประยูร หงษาธร
Illustrator : Aonnta Boonnam