• GEN Facebook
    Facebook Pagelike Widget

A Simple Favor หนังสนุกนอกสายตาที่อย่าถามหาความสมเหตุสมผล 

พุธที่ 19 กันยายน


ชะนีนิรนาม: The Pool รอบ 19.40 น. ค่ะ
พนักงาน Box Office (เหลือบตามองดิฉันแพ็พก่อนกรอกตาตอบว่า): หนังยังไม่เข้าค่ะ เข้าวันพฤหัสฯนะคะ
ชะนีนิรนาม: นึกในใจ… เอ้า เหรอๆๆ เข้าพฤหัสฯก็พฤหัสฯ พรุ่งนี้ค่อยกลับมาก็ได้

พฤหัสบดีที่ 20 กันยายน


ชะนีนิรนาม: The Pool รอบ 19.40​ น. ค่ะ
เหมือนเดจาวูที่พนักงานออฟฟิศ จะเหลือบตามองบนอย่างจำได้ก่อนตอบด้วยเสียงระอาๆหน่อยว่า
พนักงาน Box Office: หนังยังไม่เข้าค่ะ เข้าวันพฤหัสฯที่ 27 กันยายนนะคะ
ชะนีนิรนาม: T__T 

 

“เคนก็คงอยากกระซิบบอกว่า
“เช็ควันฉายก่อนมั้ยป้า”” 

 

ความเดิมตอนที่แล้ว:


ตัดภาพไปที่บ่ายวันพุธที่ 19 ที่เราก็จะเห็นชะนีนิรนามคนหนึ่งนั่งอยู่ที่ออฟฟิศ กำลังทำทุกอย่างยกเว้นทำตัวให้เป็นประโยชน์ ใส่ใจทุกอย่างยกเว้นงาน และกำลังขะมักเขม้นในการหารอบฉายหนัง และในขณะที่นั่งไล่ดูรอบฉาย ก็แลไปเห็นโปรแกรมฉายของ The Pool พร้อมกับหมายมั่นปั้นมือว่า เอาล่ะ.. เย็นนี้เจอกันนะเคนนะ ซึ่งถ้าเคนได้ยิน เคนก็คงอยากกระซิบบอกว่า
“เช็ควันฉายก่อนมั้ยป้า” 


ก็นั่นล่ะค่ะ เลยเป็นที่มาของการดูเรื่อง A Simple Favor แทน เพราะหลังจากอกหักซ้ำซ้อนเพราะ The Pool ยังไม่เข้า มาถึง 2 วันติดๆกันแล้ว แถมเป็นความผิดที่โทษใครไม่ได้ด้วยนะ ต้องโทษความซื่อบื้อของตัวเอง เมื่อไม่นึกอยากจะกลับไปแบบมือเปล่า ก็เลยต้องหาตัวตายตัวแทน ครั้นนั่งไล่ดูเรื่องอื่นๆที่เข้าฉาย ก็ดูไม่มีอะไรที่เข้าตาเลยจริงๆ สุดท้ายก็เลยมาสรุปจบที่ A Simple Favor และโดยเหตุผลประการเดียวเลยก็คือ เพราะหนังเรื่องนี้ นำแสดงโดย Blake Lively เมียรักของ Ryan Reynolds นั่นเอง… ไม่เกี่ยวอะไรกับพระเอกของเรื่องเลยจริงๆนะ สาบานได้!! 


เข้าโรงไปนั่งดูแบบงงๆ โดยไม่มีข้อมูลอันใดอยู่ในมือเลย นอกจากว่า หนังเรื่องนี้ชื่อ A Simple Favor และมีชื่อไทยว่า ‘เพื่อนหาย อย่าหา’ นำแสดงโดย Blake Lively, Anna Kendrick และสุดหล่อหุ่นแซ่บ Henry Golding จาก Crazy Rich Asians ส่วนใครกำกับ พล็อตเรื่อง ไล่ไปยันแนวหนัง ตอบแบบไม่อายเป็นเสียงคุณพุ่มพวงได้เลยค่ะว่า “หนูไม่รู้” 

“เป็นเรื่องของแม่เลี้ยงเดี่ยวโลกสวยผู้แสนดี
ประหนึ่งเป็นเจ้าของสัมปทาน
ทุ่งลาเวนเดอร์ทั่วภาคพื้นยุโรป”

 


ก่อนจะเข้าสู่ความเห็นของดิฉันต่อหนังเรื่องนี้ ขออนุญาตแจกแจงก่อนว่า​ การตัดสินใจที่สำคัญที่ทำให้ดิฉันเลือกดูหนังเรื่องนี้นั้นก็เพราะว่า มีเครดิตนักแสดงนำอย่าง Blake Lively ซึ่งจริงอยู่ที่เบลคนั้น จุดพลุโด่งดังขึ้นมาจาก Series ขวัญใจเด็กสยามและสาวไทยอย่าง Gossip Girls อันเป็นที่มาของการเรียกชื่อสาวแซ่บทั้งหลายนำหน้าด้วยคำว่า ควีน ด้วยบทบาทที่ดูเข้ากั๊นเข้ากันกับแคแร็คเตอร์ ไหนจะหน้าสวยสไตล์เก๋ๆกับหุ่นสุดซี้ดที่ไม่ว่าเพศไหนที่ได้เห็น เป็นต้องมองเหลียวหลังกันอย่างแน่นอน แต่หลังจากที่ Gossip Girls อำลาจอไป (จบเถอะแม่คุณ… ดูไปสัก 3-4 seasons ก็ค้นพบว่า เนื้อเรื่องไม่ได้ไกลกว่าปากซอยเล้ย) เราก็มีโอกาสได้เห็นเบลคกับบทบาทที่หลากหลายมากขึ้น ซึ่งนอกเหนือจากความโด่งดังในการสอยเอาสามีแห่ง​ (ทุก) ชาติ  อย่าง Ryan Reynolds ไปเป็นสมบัติส่วนตัวแล้ว สิ่งที่สังเกตเห็นได้คือความพยายามประณีตในการเลือกรับบทที่มากขึ้นของเบลค โดยเฉพาะกับบทนำในหนังดราม่าแฟนตาซีอย่าง The Age Of Adaline ที่มีส่วนช่วยเพิ่มน้ำหนักการเป็นนักแสดงขายฝีมือให้เบลคมากขึ้นอย่างอักโข 


ตัดกลับมาที่หนังเรื่องนี้ หากจะว่ากันถึงเรื่องย่อแล้ว ก็เอาสั้นๆเป็นว่า เป็นเรื่องของสเตฟานี่ (แอนนา เคนดริค) แม่เลี้ยงเดี่ยวโลกสวยผู้แสนดี ประหนึ่งเป็นเจ้าของสัมปทานทุ่งลาเวนเดอร์ทั่วภาคพื้นยุโรป ที่ให้จับพลัดจับผลูมาสนิทกับ เอมิลี่ (เบลค ไลฟ์ลี่) เพราะความที่ลูกชายสนิทกัน จนถึงขั้นไหว้วานกันไปรับลูกแทนกันได้อยู่เนืองๆ จนกระทั่งวันหนึ่งที่เอมิลี่ก็ฝากฝังให้สเตฟานี่ไปรับลูกชายให้เหมือนเช่นทุกครั้ง แตกต่างที่ครั้งนี้ เอมิลี่ หายตัวไป!! โดยที่ไม่มีใครติดต่อได้ และโดยที่คนรอบตัวอย่างสามี เจ้านายและเพื่อนร่วมงานต่างก็ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ คือสเตฟานี่ก็คงทำได้แค่รับรู้พลางรดน้ำพรวนดินต้นลาเวนเดอร์ไปเรื่อยๆโดยไม่อนาทรร้อนใจ หากไม่ใช่เพราะว่า ลูกชายของเอมิลี่ต้องมาผูกติดอยู่กับเธอ….

ต่อจากนั้น จะเป็นอย่างไร ไปดูกันต่อเองนะคะ เดี๋ยวจะเข้าข่ายสปอยล์

“ณ ตอนที่ตีตั๋วเข้าไปดู
เอาจริงๆ อยากไปนั่งส่องหุ่นล่ำๆของ Henry
และสบตากับเบลคแค่นั้นเอง”



สำหรับความเห็นดิฉัน ในฐานะคนชอบดูหนัง ไม่ใช่ในฐานะนักวิจารณ์ ต้องบอกว่า หนังเรื่องนี้ สนุกกว่าที่ดิฉันคิดค่ะ จะไม่บอกว่ามันสนุกกว่าที่คาดหวังนะคะ เพราะดิฉันไม่ได้คาดหวังอะไรเลยยยยยย ณ ตอนที่ตีตั๋วเข้าไปดู เอาจริงๆ อยากไปนั่งส่องหุ่นล่ำๆของ Henry และสบตากับเบลคแค่นั้นเอง แต่ปรากฏว่า หนังเรื่องนี้สร้างความประหลาดใจให้ดิฉันมาก หากจะลองนั่งไล่เรียงทีละส่วนดู ก็น่าจะได้ประมาณนี้ค่ะ

 

พล็อตเรื่อง – ไม่ใช่อะไรใหม่ขนาดคาดไม่ถึง ซึ่งแน่นอนว่า พล็อตเรื่องใหม่ๆยุคนี้ มันหาได้ยากมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ลองนึกถึงหนังเรื่องสุดท้ายที่ทำเราอ้าปากค้างได้นับจาก Sixth Sense ดิฉันก็สารภาพว่านึกไม่ออกจริงๆ ดังนั้นสิ่งที่เป็นโจทย์สำคัญของค่ายหนังคือการเสริมรายละเอียดให้พล็อตหนังนั้นมีสิ่งละอันพันละน้อยที่น่าสนใจมากขึ้น อุปมาเหมือนซื้อ BMW มาคันหนึ่ง คนซื้อทุกคนก็ได้ BMW เหมือนกันหมดนั่นแหละ ที่เหลือก็อยู่แค่ว่า ใครจะแต่งเพิ่มได้สวยกว่ากันแค่นั้น ซึ่งสำหรับความเห็นดิฉันที่มีต่อหนังเรื่องนี้ก็ต้องบอกว่า รายละเอียดที่ถูกเสริมเข้าไปจากพล็อตเรื่องหลักนั้น มีส่วนช่วยให้หนังมีความสนุกขึ้นได้ไม่น้อยเลยทีเดียว 

 

บทหนัง – ครั้งแรกที่ดิฉันได้ดูหนังเรื่อง Dawn of the Dead ย้อนกลับไปตั้งแต่เมื่อสักประมาณปี พ.ศ.​ 2547 ตัวหนังในตอนนั้น ไม่ได้ว้าวอย่างสุดโต่ง แต่ตัวหนังนั้นมันมีอะไรบางอย่างที่บอกเราว่า ใครก็ตามที่กำกับหรือเขียนบทหนังเรื่องนี้นั้น น่าสนใจ มีพลังพุ่งพล่านและมีความขบถในตัว และนั่นเป็นที่มาที่ทำให้ดิฉันอยากรู้ว่าใครคือผู้กำกับ ซึ่งตอนนั้น Zack Snyder ยังเป็นเพียงผู้กำกับโนเนม จำได้ว่า ตอนนั้นหลังจากดูเรื่อง Dawn of the Dead จบ ดิฉันหันไปบอกคนข้างๆว่า ผู้กำกับคนนี้น่าสนใจ วันหนึ่งข้างหน้า น่าจะมีหนังเจ๋งๆออกมาพิสูจน์ฝีมือให้เราได้เห็นกันอย่างแน่นอน และในอีกหลายปีต่อมา โลกและคอหนังก็มีโอกาสตกหลุมรักกับ Watchmen

 

 

“ผู้หญิงแบบนี้แหละค่ะ
ที่ท้าทายส้ญชาตญาณการเป็นผู้ล่า ผู้ควบคุม
และความชอบเอาชนะของผู้ชาย”

 


เปล่าค่ะ Zack Snyder ไม่ได้กำกับหนังเรื่องนี้ อ้าววว แล้วงั้นพูดถึง Zack ทำไม คือ ดิฉันแค่จะบอกว่า อารมณ์ของหนังเรื่องนี้มันชวนให้ระลึกถึง Zack ในวันที่ยังเป็นผู้กำกับชั้นผู้น้อย เพราะในตัวหนังนั้นดูมีความพยายาม มีความคิดสร้างสรรค์ และมีพลัง..ที่มากเกินไป และเพราะความ ‘มากเกินไปนั้น’ สุดท้ายจึงกลายเป็นช่องโหว่ถึงความไม่สมเหตุสมผลในบทหนังในหลายๆตอน แต่หากว่า เราหยุดการตั้งคำถาม ปล่อยวางทุกทฤษฎีภาพยนตร์ลง แล้วปล่อยใจให้เพริดไปกับมัน เราจะได้หนังเรื่องหนึ่งที่ดูเพลิน ดูสนุก มีความลุ้นระทึกแทรกอยู่อย่างอ่อนๆ ที่แน่ๆสำหรับดิฉัน มันทำให้ 2 ชั่วโมงที่ดูนั้น ผ่านไปอย่างรวดเร็ว เสียอยู่อย่างเดียว คือตอนจบค่ะ อารมณ์เหมือน ตั้งใจทำอะไรสักอย่างมาตลอด พอถึงตอนท้าย.. ตรูขี้เกียจละ เลยตัดจบแบบน่าล้อชื่อพ่อมากอ่ะค่ะ 

เบลค ไลฟ์ลี่ – โอยยยยย นี่แหละคือความดีงามขนานแท้และดั้งเดิมของหนังเรื่องนี้ สวยจนตะลึง คาดเดาไม่ได้จนน่าสับสน และลึกลับจนชวนหัวหมุน คือนิยามที่เราจะได้จากแคแร็คเตอร์ของเอมิลี่ในหนังเรื่องนี้ อันที่จริง ในหลายๆปีหลังที่เริ่มแก่มา ดิฉันค้นพบสัจธรรมข้อหนึ่งว่า ผู้ชายอาจแต่งงานกับสาวแสนดี แต่เขาจะหลงรักและหลงใหลในผู้หญิงที่กล้าที่จะเป็นตัวของตัวเอง คาดเดาไม่ได้ มีความดาร์คในตัวตน มีความเป็นอิสระสูง ไม่วิ่งหนีแต่ไม่วิ่งไล่ และไม่เคยสนใจหากจะไม่มีคนมารัก ผู้หญิงแบบนี้แหละค่ะ ที่ท้าทายส้ญชาตญาณการเป็นผู้ล่า ผู้ควบคุมและความชอบเอาชนะของผู้ชาย และจากปากคำของผู้ชายที่ดิฉันเคยมีโอกาสสนทนาด้วย ต่างบอกตรงกันว่า ผู้หญิงแบบนี้แหละที่สุดท้าย ไม่ว่าจะได้ครองคู่หรือไม่ แต่พวกเขาก็จะไม่เคยลืมเธอเลย ซึ่งเอมิลี่ในหนังเรื่องนี้คือผู้หญิงแบบนั้นเลยค่ะ ยิ่งได้คลาริสม่าของเบลคมาสวม ยิ่งกลายเป็นความลงตัวและพอดีอย่างไม่น่าเชื่อ เอาว่าทุกๆฉากที่เบลคออกมา คุณจะไม่สามารถละสายตาจากเธอได้เลย แล้วยิ่งเมื่อแคแร็คเตอร์ของสเตฟานี่ เจ้าของสัมปทานทุ่งลาเวนเดอร์ภาคพื้นยุโรป คือความตรงกันข้ามกันอย่างแทบจะเรียกว่า ‘โดยสิ้นเชิง’ กับเอมิลี่แล้ว นั่นยิ่งเน้นย้ำให้เห็นความน่าหลงใหลที่เราจะเผลอปล่อยใจไปให้เบลคอย่างไม่ทันรู้ตัว 

 

เอาว่าถ้าครั้งต่อไปที่คุณไปโรงหนัง และไม่แน่ใจว่าจะตีตั๋วดูเรื่องอะไรดี ก็ลองให้โอกาส A Simple Favor และเบลค ไลฟ์ลี่ ดูนะคะ…
………………………

บทความ : 8880708

Illustrator : Sunanta Treepon