• GEN Facebook
    Facebook Pagelike Widget

๕๐ ปีการจากไปของ ป. อินทรปาลิต – ตอน ๒ –

ปรีชาเล่นบท ‘กินนร’ อยู่พักใหญ่ (กินนร – คนธรรพ์ที่อยู่ ณ ป่าหิมพานต์เชิงเขาไกรลาศ  แต่ในที่นี้คือกินแล้วนอน ไม่ทำอะไร) จนกระทั่งได้พบกับลูกพี่ลูกน้องคนหนึ่ง ความจริงปรีชามีศักดิ์เป็นพี่ แต่ชายผู้นั้นอายุมากกว่า ๓ ปี จึงเรียกเขาว่าพี่

ลูกผู้น้องแต่ถูกเรียกพี่คนนี้ เป็นผู้บังคับการเรือกลไฟ ๒ ชั้นเดินในแม่น้ำเจ้าพระยา ได้เงินเดือน ๑๕๐ บาท ถือว่ามากเพราะเท่ากับร้อยเอกเต็มขั้นสมัยนั้น และยังได้เบี้ยเลี้ยงวันละ ๕ บาทอีกต่างหาก

เรือกลไฟในยุคนั้นรูปร่างหน้าตาน่าจะประมาณนี้
ภาพจาก Google

 

หน้าที่คือโยงเรือข้าวที่เรียกว่าเรือกระแชง, เรือข้างกระดาน ตลอดจนเรือทรายเรือส่งจากกรุงเทพฯ ไปสิ้นสุดแค่ปากน้ำโพ​ นครสวรรค์ เขาเห็นปรีชาว่างงานก็ชวนไปฝึกงานขับเรือกับเขา

อดีตศิษย์สถาบันรั้วแดง​ -กำแพงเหลือง​ นึกสนุก จึงเผ่นลงเรือไปกับพี่ชาย ใช้ชีวิตอยู่ในเรือกลไฟลำนั้นอย่างสนุก การถือท้ายเรือไม่ยาก แต่ถือท้ายตอนกลางคืนยากมาก ตอนหลังเมื่อเคยชิน​ ตื่นขึ้นดึกดื่นเห็นต้นไม้ริมฝั่งก็รู้ว่าเรือถึงไหนแล้ว

เดินทางจากกรุงเทพฯ ไปปากน้ำโพซ้ำๆซากๆ ผ่านปทุมธานี ผ่านบางไทรซึ่งตอนนั้นมีแม่น้ำแยกสองทาง ไปพระนครศรีอยุธยาผ่านบางปะอินทางหนึ่ง และไปทางคลองหัวตะพานไปบางบาล ออกแม่น้ำใหญ่ในเขตจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ผ่านป่าโมกข์ อ่างทอง ไชโย เมืองสิงห์ บ้านแป้ง อำเภออินทรบุรี เรื่อยไปกระทั่งสรรพยาชัยนาท คุ้งสำเภา หัวแด่น โกรกพระ แล้วนครสวรรค์

ระหว่างทางหยุดซื้อฟืนเป็นระยะๆ ร้านฟืนมักจะมีลูกสาวหรือหลานสาวสวยๆ เอาของกำนัลใส่ถาดมาให้นายท้าย ทั้งนี้เพราะนายท้ายจะซื้อฟืนเจ้าไหนก็ได้ ปรีชามีแฟนอยู่ที่บางไก่เถื่อนทางชัยนาทคนหนึ่ง ขนาดส่งจดหมายรักให้หล่อนและโต้ตอบกันไปมา

ขับเรืออยู่กับพี่ชายจนกระทั่งได้ประกาศนียบัตรนายท้ายจากกรมเจ้าท่า เป็นนายท้ายที่ ๒ คือเป็นผู้ช่วยพี่ชาย แต่ทำได้ไม่กี่เดือนก็สละเรือ รวมเวลาอยู่ในเรือเพียงปีครึ่ง เหตุผลที่โบกมือบ๊ายบายการใช้ชีวิตบนนาวาเหนือวารี เนื่องจากเรือที่ขับประจำได้รับคำสั่งให้ไปรับคนโดยสารจากท่าเตียนไปปากน้ำโพ ปรีชาไม่อยากเผชิญหน้าผู้โดยสารมากหน้าหลายตา จึงตัดสินใจลาออก

ความเป็นนักเขียนเริ่มฉายแวว ในช่วงที่นั่งๆ นอนๆ อยู่กับบ้าน ปรีชาซึ่งชอบขีดเขียนชอบบันทึก เมื่อว่างมากแต่ไม่อยากหายใจทิ้งไปวันๆ จึงลองแต่งหนังสือดู อาศัยประสบการณ์ต่างๆ ที่ได้พบเห็นเป็นตัวช่วยให้จินตนาการบรรเจิด และเขียนไว้หลายเรื่อง สั้นบ้าง ยาวบ้าง จบบ้าง ไม่จบบ้าง

เขียนแล้วก็ให้พี่น้องอ่านเพื่อฟังคำติชม นิยายที่เขียนจบเรื่องแรกคือ ‘ยอดสงสาร’ และอีก เรื่องสองเรื่องก่อนจะถึง ‘นักเรียนนายร้อย’ พี่และน้องอ่านแล้วลงความเห็นว่า นักเรียนนายร้อย สนุกและบีบคั้นอารมณ์เศร้ามากกว่าเรื่องอื่น น่าจะลองส่งไปให้สำนักพิมพ์พิจารณา  

ต้นฉบับ ‘นักเรียนนายร้อย’ ภายใต้นามปากกา ป. อินทรปาลิต  จำนวน ๑๐๐ หน้ากระดาษฟุลสแก๊ป ปรีชาให้ไข่มุกด์ภรรยานำไปเสนอสำนักพิมพ์หลายแห่ง  ทุกแห่งส่ายหน้าปฏิเสธ จนกระทั่งไข่มุกด์มาที่สำนักพิมพ์ ‘เพลินจิตต์’ ของ เวช กระตุฤกษ์ ก็ได้รับคำตอบจากนายเวชเช่นเดียวกับสำนักพิมพ์อื่น ซึ่งพูดเหมือนแผ่นเสียงตกร่องว่า “เป็นนักเขียนมือใหม่ ไม่ทำตลาด”

แต่ราวกับบรรณพิภพได้เวลาที่จะมีนักเขียนคนใหม่มาประดับวงการ  บังเอิญขณะนั้น ส. บุญเสนอ (เสาว์ บุญเสนอ) นักเขียนประจำค่ายเพลินจิตต์ และมีหน้าที่พิจารณาเรื่องของนักเขียนร่วมสนทนาอยู่ด้วย จึงขอดูต้นฉบับ นักเรียนนายร้อย คำพูดประโยคแรกจาก ส. บุญเสนอ​ คือ “ลายมือสวยมาก”

ลายมือบนกระดาษฟุลสแก๊ป ตัวเอนเล็กจิ๋ว เล่นหาง แต่เป็นระเบียบ ทุกบรรทัดขนานกันไม่มีเฉขึ้นเฉลง ส.​ บุญเสนอ​ พลิกดูแต่ละหน้าแบบคร่าวๆ บางหน้าก็อ่านตั้งแต่บรรทัดแรกจนบรรทัดสุดท้าย ในที่สุดก็กล่าวกับนายเวชเจ้าของ เพลินจิตต์ ว่า “เขียนได้ดี เค้าโครงเรื่องถูกตลาด สมควรรับไว้ตีพิมพ์”

นิยาย นักเรียนนายร้อย โดยนักเขียนมือใหม่แกะกล่อง ตีพิมพ์ออกจำหน่าย ๒๒,๐๐๐ เล่ม เล่มละ ๑๐ สตางค์ ได้รับการต้อนรับจากนักอ่านชนิดเข็มขัดสั้น (คาดไม่ถึง) หนังสือเกลี้ยงแผงชั่วเวลาไม่ถึงสัปดาห์ ขณะที่ผู้เขียนได้รับค่าน้ำหมึก ๒๐ บาท

เมื่อหนังสือขายดีเหมือนใส่รถ ๑๐ ล้อขับไปเททิ้งแม่น้ำ นายเวชจึงสั่งให้ปรีชาเขียนเรื่องส่งมาอีก

“เขียนมา คุณปิ๋ว เขียนได้เดือนละกี่เรื่องก็ส่งมา ผมเพิ่มให้อีกเรื่องละ ๑๕ บาท”

ปรีชาถึงกับอุทานในใจว่าตนเองไม่ใช่คนแล้ว จะทำงานหาพระแสงด้ามสั้นด้ามกลางด้ามยาวอยู่ทำไม งานอะไรไม่เอาทั้งนั้น เป็นนักเขียนดีกว่า

นั่นคือช่วงจังหวะและเวลาที่ชะตาชีวิตของเขาพลิกผันในชั่วข้ามคืน ถนนสายการประพันธ์ทอแสงเจิดจ้า ส่องสว่างให้ปรีชาก้าวเดินไปบนเส้นทางนี้อย่างมั่นคง องอาจ ผึ่งผาย ภาคภูมิ พร้อมชื่อเสียงที่ติดปากและคุ้นหูนักอ่านว่า ป. อินทรปาลิต

นิยายรักโศกหลายเรื่องที่เขียนเก็บไว้ (เดชะบุญไม่ขายให้พ่อค้ารับซื้อของเก่าไปเสียก่อน) ถูกทยอยส่งให้ เพลินจิตต์ และเขียนเรื่องใหม่ๆเพิ่มขึ้นอีก

ทุกเรื่องที่มีชื่อ ป. อินทรปาลิต​ อยู่บนปก ไม่ว่า ยอดสงสาร, หนามเตย, เรียมจ๋า, ย่านมัทรี ฯลฯ​ ได้รับการต้อนรับจากคนอ่านอย่างดียิ่ง ทำเอาเจ้าของ เพลินจิตต์ ถึงกับหัวเราะเอิ๊กอ๊ากจนพุงกระเพื่อม เพลินกับการรับทรัพย์

นิยายรักโศกจำนวนนับไม่ถ้วนจากจินตนาการของ ป. อินทรปาลิต ออกมาสนองนี้ดผู้อ่าน จนกระทั่งอารมณ์เศร้าสะเทือนใจของผู้อ่านเริ่มสะดุด คงเป็นเพราะอ่านไปร้องไห้ไปจนต่อมน้ำตาพิการ นิยายแนวนี้ถึงทางตัน ความนิยมคลายคลอน เสียงหัวเราะจากเจ้าของ เพลินจิตต์ชักแผ่วเบา

มนัส จรรยงค์ นักเขียนรุ่นพี่​ ได้แนะนำให้ ป. อินทรปาลิต​ เปลี่ยนแนวเขียนเป็นเรื่องบู๊ ขณะนั้น เพลินจิตต์ กำลังขาดแคลนนิยายบู๊ล้างผลาญอยู่พอดี ป. อินทรปาลิต​ ไม่เคยเขียนแนวนี้แต่ก็เห็นด้วย

แต่ไม่นาน​ นิยายแนวสืบสวนเรื่อง ‘ตำรวจสันติบาล’ จากปลายปากกาของ ป. อินทรปาลิต​ ก็ปรากฏบนแผง แฟนหนังสือเฮโลให้การต้อนรับด้วยดีเช่นเดิม

ตั้งแต่นั้นมา ป. อินทรปาลิต​ จึงสร้างบทประพันธ์แนวต่างๆ ออกมามากมาย อาทิ นิยายปลุกใจให้รักชาติ, นิทานสำหรับเด็ก (แต่ผู้ใหญ่ติดงอมแงม), นิยายรายวัน, นิทานเยาวชน, เรื่องบู๊โลดโผน, เรื่องผีสางนางไม้ ฯลฯ แต่ละวัน แต่ละสัปดาห์ แต่ละเดือน จะมีงานเขียนใหม่เอี่ยมของ ป. อินทรปาลิต​ วางบนแผงตามร้านหนังสือแทบทุกแห่ง

ตลาดหนังสือในเวลานั้น มีนักประพันธ์ที่ผลิตงานออกสู่ตลาดมากที่สุด ๒ คน คือ อรวรรณ (เลียว ศรีเสวก) กับ ป. อินทรปาลิต ถึงขนาดมีการโจษขานกันว่า อรวรรณเขียนนิยายพร้อมกัน ๒ เรื่องในเวลาเดียวกัน ขณะที่ ป.อินทรปาลิตก็เขียนทีเดียว ๒ เรื่องเช่นเดียวกัน

ต่างกันที่คุณเลียวให้เลขาฯสาว ๒ คนเป็นผู้พิมพ์ตามคำบอก ขณะที่ ป. อินทรปาลิต​ ใช้พิมพ์ดีด ๒ เครื่องพิมพ์บทประพันธ์ ๒ เรื่องสลับกันไปทีละวรรค…

To be continues

 

……………………….

บทความโดย : ปอ ปาลิตา