• GEN Facebook
    Facebook Pagelike Widget

The Renaissance King กษัตริย์แห่งยุคฟื้นฟูวิทยาการ (1)    

วันที่​ 23 ตุลาคม พุทธศักราช 2453 พระมหากษัตริย์ซึ่งราษฎรถวายพระราชสมัญญานามว่า ‘สมเด็จพระปิยมหาราช’ (พระมหากษัตริย์ผู้เป็นที่รักยิ่ง) เสด็จสวรรคต

ล่วงมา​ 106 ปี พระราชนัดดาของพระองค์ คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ เสด็จสวรรคต ณ วันที่​ 13 ตุลาคม พุทธศักราช 2559  

รัฐบาลก่อนๆต้องมี​ 20​ ปีขึ้น เคยทูลขอพระบรมราชานุญาต ถวายพระสมัญญานาม​ ‘สมเด็จพระภัทรมหาราช’ (พระมหากษัตริย์ผู้ประเสริฐยิ่ง) แต่ลือกันว่าพระองค์ท่านไม่ทรงโปรดฯ จึงไม่มีการใช้กัน

………………………………..

อาจกล่าวได้ว่า ผลึกแห่งพระราชดำริและพระราชประสบการณ์การทรงงานของรัชกาลที่ 9  ประมวลลงใน หนังสืออันเป็นที่รักยิ่ง ของพระองค์​ (รับสั่งกับพวกช่างเขียน) คือ ‘พระราชนิพนธ์พระมหาชนก’

ที่มาของพระราชนิพนธ์ เริ่มจากทรงฟังเทศน์เมื่อพ.ศ. ​2520 ตอนนั้นพระชนมายุ 50 พรรษา เป็น​ 1​ ในทศชาติชาดก ที่ชาวพุทธเถรวาทเชื่อกันว่า เป็นการบำเพ็ญเพียร​ 10​ พระชาติสุดท้ายก่อนตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า

หมายความว่า​ พระพุทธเจ้า ท่านก็ผ่านการเวียนว่ายตายเกิดมาก่อน เหมือนเราๆท่านๆ ทรงเคยเป็นสัตว์สารพัดชนิด เป็นคนอาชีพ ฐานะต่างๆ เพาะบ่มบารมีทีละเล็กละน้อย จนมาถึง​ 10​ ชาติสุดท้าย เพื่อชาติที่ 11 จะทรงเกิดเป็นพระพุทธเจ้า

พระมหาชนกเป็นชาติที่ 2 บ่มบารมีเรื่อง ‘ความเพียร

……………………………………

ก็ไม่ทราบรัชกาลที่​ 9 ทรงสนพระทัยเพราะอะไร หลังจากสดับพระธรรมเทศนาวันนั้น ก็ทรงค้นคว้าต่อจากพระไตรปิฎกโดยตรง  ขอเดาเลยว่า ทรงค้นถึงฉบับภาษาบาลีสันสกฤต (อาจทรงศึกษาเรื่องภาษาด้วย เพราะทรงมีทั้งสมเด็จพระศรีนครินทราฯ และสมเด็จพระเทพฯ ที่ทรงอ่านบาลีสันสกฤตได้)

พระราชนิพนธ์ที่เป็นช่วงพระคาถาสำคัญ ทรงยกคำต้นฉบับสลับการแปลเลย

พระองค์ท่านก็คง​ ‘สนุก’ ของท่าน ได้ทรงสร้างอักษรภาษาเทวนาครีจากคอมพิวเตอร์ เหมือนกับที่เราสร้าง​ font อักษรไทยแบบต่างๆตอนนี้ เข้าใจว่าคงจะทรงลองทำเท่านั้น เพราะเห็นเผยแผ่ออกมาไม่กี่คำ

……………………………….

พระองค์ท่านน่าจะทรงค้นคว้าทีละเล็กทีละน้อย (สลับการทรงงานต่างๆ) จน​ พ.ศ.​ 2531 จึงพระราชนิพนธ์เสร็จสิ้น พระชนมายุ 61 พรรษา โปรดฯให้ช่างเขียนวาดภาพประกอบ กว่าจะเสร็จสมบูรณ์ก็พอดีพุทธศักราช 2539 อันเป็นปีกาญจนาภิเษก (ครองราชย์ครบ​ 50​ ปี) ทรงมีพระชนมายุ 69 พรรษา แต่ท่าน look younger (ดูอ่อนกว่าวัย) อย่างพระบรมฉายาลักษณ์ ตอนเสด็จฯเมืองนอก ที่หลายๆคนโพสต์กันว่า ‘ทรงหล่อ’ พระองค์ท่านพระชนมายุ 30​ กว่าพรรษาแล้ว

…………………..

พระราชนิพนธ์นี้ รับสั่งกับศิลปินที่ทำงานถวายว่า ให้แต่ละคนเขียนสไตล์ของตัวเอง แค่ให้ตัวพระมหาชนกต่อเนื่องเชื่อมโยงกันก็พอ

มีพระราชประสงค์ให้เป็น​ ‘ศิลปะประจำรัชกาลที่ 9’ แบบ​ delivery คือราษฎรสามารถมีได้ทุกบ้าน ไม่ต้องเดินทางไปดูที่หอศิลป์หรือวัดวาอาราม (สำหรับวัดประจำรัชกาล คือ วัดพระรามเก้า)

พระราชทานความเห็นเรื่องความถูกต้องและการสื่อความหมายของภาพอย่างใกล้ชิด ทรงวิจารณ์ ปรับแก้ละเอียดยิบ เพราะถ้าเซอร์เกินไป(ตามสไตล์ศิลปิน) คนอ่านจะไม่รู้เรื่องเอา อ.ปรีชา เถาทอง เล่าถึงรับสั่งว่า “ภาพประกอบทำหน้าที่อธิบายความพระราชนิพนธ์ ถ้าต้องตีความพระราชนิพนธ์แล้ว ยังต้องมาตีความภาพอีก จะไปกันใหญ่

……………………………..

ยกตัวอย่าง ภาพแผนที่เมืองในหน้าต้นๆ เนติกร ชินโย​ วาดภาพร่างมาถวาย พระองค์ท่านทรงแปะกระดาษไขบนภาพ ตีสเกลเป๊ะตามแผนที่จริงส่งกลับมาให้ เกาะเล็กเกาะน้อยท่านเติมมาให้หมด ชื่อเมืองต่างๆ ท้ายเล่ม รัชกาลที่​ 9​ ท่านทรงลงไว้ให้ว่าปัจจุบันคือเมืองอะไร​ เพราะพระองค์ท่านทรงเขียนให้เป็น เรื่องจริง (ภาพ​ 01)

ภาพการรบกัน อาจารย์ปัญญา วิจินธนสาร ถวายไอเดียว่าน่าจะแทรกภาพวาดจอคอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ตลงไปด้วย เพราะดูแล้วก็จัดเป็นสงครามชนิดหนึ่ง พระองค์ท่านทรงเห็นด้วย มาวันนี้จริงแสนจะจริง ลองไปสังเกตดูรายละเอียดกันจะเห็นสภาพปัจจุบันแทรกอยู่ในภาพเยอะมาก (ภาพ​ 02)

ภาพวาดของอาจารย์ปรีชา โดนแก้มากที่สุด เพราะได้วาดช่วงที่เป็นพระราชดำริ ที่ทรงดัดแปลงจากพระมหาชนกดั้งเดิม  คือ ของเดิมจบตอนออกบวช แต่พระมหาชนกของรัชกาลที่​ 9 ยังออกบวชไม่ได้ บ้านเมืองยังวุ่นวายอยู่ (รับสั่งกับศิลปินในวันที่เปิดตัวหนังสือ) (ภาพ​ 03)

………………………………..

ในเล่ม มีภาพแผนที่เรือล่ม มีรูปดวงกับนางมณีเมขลาที่มุมภาพ อันนั้นพระองค์ท่านทรงด้วยคอมพิวเตอร์ของท่าน ทรงใช้ข้อมูลทางอุตุนิยมวิทยา ดาวเทียม การเดินเรือ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ฯลฯ และ ‘โหราศาสตร์’ ผสมผสานกัน  (ภาพ​ 04)

ทรงกำหนดจุดเดินทาง จุดที่เกิดพายุ จุดที่เรือล่ม ซึ่งเป็นจุดเดียวกับที่เกิดพายุเกย์ในสมัยปัจจุบัน​ แสดงถึงวัฏจักรของธรรมชาติ ตรงนี้ก็สะท้อนกลับไปกลับมาได้เหมือนกันว่า เอ๊ะ หรือตกลงชาดกนี้ไม่ใช่แค่เรื่องเล่า….? (ภาพ​ 05)

เพราะฉะนั้น ไม่แปลกที่พระองค์ท่านทรงศึกษาถึง​ 11​ ปี ความลึกซึ้งอย่างหนึ่งจึงอยู่ตรงแผนที่ฝีพระหัตถ์ ทั้ง 4​ ภาพนี้ ทรงค้นคว้าดวงพระมหาชนกจากไหน ทรงคำนวณกระทั่งวันที่ออกเดินทาง ระยะทาง จุดที่เรือล่ม การเกิดพายุ การกำหนดเกาะลังกา ภูเก็ต ฯลฯ

สมัยก่อนจะเห็นว่าหลายครั้งที่รัชกาลที่ 9 ทรงพยากรณ์เรื่องพายุ แม่นกว่ากรมอุตุฯ ก็อาจมีส่วนจากที่ทรงใช้สหศาสตร์แบบ ‘บูรณาการ’ มากกว่าจะใช้ศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่งเพียงอย่างเดียว

คุณปราโมทย์ ไม้กลัด​ เคยเล่าว่า ครั้งหนึ่งประชุมกันอยู่ มีโน้ตมาบอกว่า รัชกาลที่ 9​ ทรงให้เร่งขุดคลอง ให้ทะลุออกทะเลโดยเร็ว เพื่อให้ระบบบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในจังหวัดชุมพรสำเร็จทั้งระบบก่อนมรสุมจะมา (ทรงเร่งเพราะคลองที่ขุดไว้ เหลือติ่งที่กำลังจะออกทะเลยังไม่เสร็จ เนื่องจากปัญหางบประมาณ) เมื่อกรมชลประทานติดขัด เพราะปัญหางบประมาณ จึงพระราชทานเงินยืมจากมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ให้สำรองใช้ล่วงหน้า ถ้าจำไม่ผิด 18 ล้านบาท ปีนั้น​ ชุมพรก็รอดพ้นปัญหาน้ำท่วมไปได้หลังจากที่เคยท่วมหนักและระดับน้ำสูงมาก

………………………………………

กรอบเวลาระหว่างปี​ พ.ศ.​2520-2531 (ช่วงที่ทรงค้นคว้าและทรงเขียน​ ‘พระมหาชนก’ เป็นช่วงที่พระองค์ท่านน่าจะทรงตกผลึกพระราชประสบการณ์ และพระราชดำริแล้ว ทรงเริ่มแปลงทดลองทฤษฎีใหม่ที่วัดมงคลชัยแล้ว และเริ่มทดลองจริงในนาราษฎรที่ จ.กาฬสินธ์​ แล้ว มีโครงการแปลพระไตรปิฎกออกเป็นภาษาไทยและลงซีดีรอมแล้ว ศูนย์ศึกษาการพัฒนาตามภาคต่างๆเกิดแล้ว ฯลฯ

ทรงผ่านประสบการณ์การทำงานกับประชาชน ข้าราชการ และรัฐบาลมา​ 20-30 ปีแล้ว จึงทรงสรุปบันทึกไว้ใน​ ‘พระราชนิพนธ์พระมหาชนก’

……………………………………..

ในพระราชนิพนธ์บอกอะไรอีก

เอาเรื่องง่ายๆก่อน ทรงเสนอวิธีฟื้นฟูป่า พืชพันธ์ุธัญญาหาร 9 วิธี โดยเฉพาะวิธีที่ 9 ชีวาณูสังเคราะห์ คือการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ (ไม่ใช่ตัดต่อพันธุกรรม) (ภาพ​ 06)

ที่สวนจิตรฯเพาะไว้หลายชนิด เช่น ขนุนไพศาลทักษิณ เรียกชื่อนี้เพราะตอนที่ทรงพบ เหลืออยู่ต้นเดียวที่ข้างพระตำหนักไพศาลทักษิณ ผลเท่ากระออม เล็กกว่าขนุนทั่วไป

โปรดฯให้ใช้วิธีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ แล้วแจกจ่ายออกไป ไม่รวมต้นยางนา ที่ตอนสร้างถนนตัดกันแหลก ท่านก็เอามาปลูกที่สวนจิตรฯ ทรงใช้วิธีบ้านๆ ผสมวิทยาการสมัยใหม่ ฟื้นฟูป่า พืชผล (เศรษฐกิจพอเพียง)

………………………………………………

ส่วนแก่นแกนของพระราชนิพนธ์ คือ ความเพียร

แต่…ไม่ใช่ขยันเฉยๆ ต้องขยันให้เป็น คือค่อยๆขยัน ต่อเนื่อง สม่ำเสมอ ไม่ใช่ขี้เกียจทั้งเดือนทั้งปี มาเร่งขยันสัปดาห์สุดท้ายของการเรียนหรือการทำงาน และมี ‘สติรู้ตัว มีปัญญารู้คิด’ (วลีหลังเป็นรับสั่งกับรศ.ดร.อารมณ์ ฉนวนจิตร นักเรียนทุนมูลนิธิราชประชานุเคราะห์)

จากพระชาดกจะเห็นว่า พระมหาชนกทรงขยัน ใช้สติปัญญาตาม​ step ชีวิตมาตลอด เวลาเรียนก็ตั้งใจ, ทูลขอเงินพระมารดามาลงทุนก็ขอปันแค่ส่วนสองส่วน อีกส่วนเหลือเก็บไว้​ (ภูมิคุ้มกัน), พอเรือจะจม คนอื่นคร่ำครวญขอร้องเทวดา แต่พระมหาชนกใช้สมอง ว่ายน้ำอีกกี่วันก็ไม่รู้ ต้องกินให้อิ่มที่สุด เอาน้ำมันเนยทาตัวช่วยพยุงให้ลอยน้ำ ปีนเสากระโดงเรือ ดูทิศทางและเพื่อจะได้กระโดดไปไกลๆ  เพราะขืนกระโจนใกล้กราบเรือ มีแต่จะโดนเพื่อนทึ้งจมน้ำไปด้วยกัน, ตอนแหวกว่ายในมหาสมุทร แม้ฝั่งก็ยังมองไม่เห็น แต่ยังมีสติ นึกได้นี่วันพระ และว่ายน้ำต่อจนกว่าจะหมดแรงไปเอง​ (ทำความเพียรจนที่สุดแห่งความเพียร) ฯลฯ

 

เราจะเห็นได้จากการทรงงานของพระองค์ที่ผ่านมา ทรงทำไปเรื่อยๆ ทางหนึ่งตัดไม้ทำลายป่ากันไป ท่านก็ยังจะปลูกป่า ทางหนึ่งสนับสนุนข้าวเป็นการค้าอย่างเดียว พระองค์ก็เก็บรักษาพันธ์ุข้าวพื้นเมืองไม่ให้สูญพันธ์ุ ทางหนึ่งส่งเสริมการใช้สารเคมีการเกษตร ท่านก็ให้ค้นคว้าปุ๋ยอินทรีย์ไป ทางหนึ่งนิยมยาวิทยาศาสตร์ ท่านก็ยังให้อนุรักษ์ ค้นคว้า ส่งเสริมการปลูก สมุนไพรไปเรื่อยๆ  ทางหนึ่งสนใจแต่เชื้อเพลิงจากปิโตรเลียม ท่านก็ให้ค้นคว้าหาพลังงานทดแทนของท่านไป (น้ำมันจากพืช พลังงานลม พลังงานน้ำ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานชีวภาพ) ฯลฯ

สิ่งที่พระองค์ท่านทรงริเริ่มไว้ตั้งแต่ราวปี​ พ.ศ.​ 2525 ลงมา หลายอย่างเพิ่งจะมาฮิตในยุคสินค้าออนไลน์ เช่น อาหารเสริม เครื่องสำอางจากพืชพันธ์ุธรรมชาติ อาหารคลีน ปุ๋ยคอก ปุ๋ยมูลไส้เดือน ไบโอดีเซล ข้าวสังข์หยด สมัยก่อน​ ว่านหางจระเข้ ไม่มีใครสนใจ ตอนนี้ติดปากแทบทุกยี่ห้อเครื่องสำอาง ฯลฯ  

ไม่ได้บอกว่าคนทุกวันนี้ลอกความคิดพระองค์ท่าน แต่จะบอกว่าวิสัยทัศน์ของพระองค์ท่าน และ ‘ความเพียรบริสุทธิ์’ ของพระองค์ท่านนั้น ล้ำกว่ายุคสมัย​ 10-20  ปีเสมอ ซึ่งไทม์ไลน์ (Time Line) การทรงงานที่ผ่านมา คือบทพิสูจน์แล้ว

…………………………….

ข้าแต่บัณฑิต วาจาอันมีปาฏิหาริย์ มิบังควรหายไปในอากาศ ท่านต้องให้สาธุชนได้รับพรแห่งโพธิญาณจากโอษฐ์ของท่าน บางส่วนจากพระราชนิพนธ์ พระมหาชนก

อะไรคือ ‘ความเพียรบริสุทธิ์’ และ ‘ทรงฝากข้อคิด’ อะไรไว้ในพระราชนิพนธ์พระมหาชนกอีก ขออนุญาตยกไปคราวหน้า

…………………………………

เรียบเรียง : ปัณฑา สิริกุล