• GEN Facebook
    Facebook Pagelike Widget

เรื่องกินที่ไม่ใช่แค่กิน

สังคมไทยมีคติความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องกินน่าสนใจมากมาย ฟังดูสนุก ชวนให้คิดตาม จะเรียกว่าเป็นกุศโลบายอย่างหนึ่งก็ว่าได้ คำสอนต่างๆ ล้วนมาจากคนสมัยก่อน ซึ่งเป็นสังคมที่เทคโนโลยีต่างๆ ยังไม่เจริญก้าวหน้าอย่างในปัจจุบัน ผู้คนจึงจำเป็นต้องสะสมองค์ความรู้ไว้ให้มากที่สุด เพื่อใช้เอาตัวรอดและส่งต่อสู่คนรุ่นหลัง บ่อยครั้งที่เราได้ยินคำสอน คำเตือนแปลกๆ เหมือนยังสอนไม่จบ ไม่มีเหตุผลอธิบาย เมื่อย้อนถามกลับไปว่า “รู้มาจากไหน” ผู้หลักผู้ใหญ่มักตอบกลับมาว่า “เขาว่า” อะไรๆ ก็เขาว่า เขานั้นหรือ…คือใครกัน

 

ยกตัวอย่างในภาคกลาง ท้องถิ่นที่ประชากรส่วนใหญ่คือชาวไร่ชาวนา เรามักได้ยินคำสอนเสมอว่า “อย่ากินก่อนพระ” เดี๋ยวตายไปจะเป็นเปรต คำสอนแบบหลอกให้กลัวนี้มีเหตุผลนะ เขาสอนเรื่องมารยาทและป้องกันโรคติดต่อ ลองคิดดูเราทำกับข้าวไปถวายพระแต่มากินก่อนพระ(ซึ่งฉันมื้อเดียวด้วย) มันก็ไม่สมควรใช่ไหม อีกอย่างจำนวนพระสงฆ์มีน้อยกว่าคนทั่วไป อยู่ในวัตรปฏิบัติที่มีขอบเขตจำกัดปลอดโรค หากคนกินก่อนแล้วเอาของเหลือกินให้พระมันก็ไม่สมควรและอาจจะปนเปื้อนเชื้อโรค เหตุเพราะคนร้อยพ่อพันแม่ไม่รู้ใครมีเชื้ออะไรติดมือมาบ้าง นอกจากนี้เขาว่าห้ามกินข้าวให้เงาตัวเองทับจานข้าวเดี๋ยวจะปวดท้อง จริงๆ เพราะเราจะมองของสกปรกที่หล่นอยู่ในข้าวไม่เห็น…ห้ามนอนกินเพราะจะแช่งให้ตัวเองตายเร็ว อันนี้น่าจะเกี่ยวกับระบบการย่อยอาหารที่ผิดปกติมากกว่า ถ้าหากร่างกายไม่ได้อยู่ในแนวดิ่งตั้งฉากกับผิวโลกขณะย่อยอาหาร

ที่มา https://www.deecatering.com/partyidea/monk-ceremony/

 

ห้ามซดน้ำแกงปลายช้อน ก็เพราะน้ำแกงจะลวกปากเอา ควรต้องซดทั้งช้อนซึ่งหมายความว่าอุณหภูมิมันต้องพอดีกินถึงจะซดแบบนั้นได้ ห้ามนั่งกินข้าวตรงประตูบ้านเพราะคนผ่านมาจะดูไม่งามและประตูคือทางผ่านเข้าออกที่สกปรก ห้ามขูดข้าวก้นหม้อ เพราะจะทำให้หม้อ(ดิน)แตก ห้ามหญิงสาวกินขนมขันหมากเพราะจะไม่มีคนมาขอ (คือมันอาจจะดูไม่งามเสียมากกว่าหากสาวทุกคนรุมกินขนมกันอย่างออกหน้าออกตา) เป็นต้น

 

ทางภาคอีสานเขาห้ามกินของเหลือเดน อันนี้ชัดเจนเลยว่าน่าจะเกี่ยวกับความสะอาดและถ้ากินของเหลือ ของค้างคืน ของเสียแล้วก็อาจจะทำให้เกิดโรคได้ง่ายๆ ในอีสานเด็กและคนหนุ่มสาวจะไม่กินอาหารก่อนผู้ใหญ่และครูบาอาจารย์ เป็นการแฝงคำสอนให้รู้จักเคารพผู้อาวุโส นอกจากนี้คนอีสานจะไม่นิยมนำสัตว์ใหญ่มาทำอาหารเวลาประกอบพิธีกรรม และคนที่มีของ มีวิชาอาคมเขาห้ามไม่กินอาหารเลี้ยงในงานศพเพราะเชื่อว่าจะทำให้วิชาเสื่อม ส่วนในหญิงตั้งครรภ์ก็จะเคร่งมาก เช่น แม่ลูกอ่อนที่อยู่ไฟ ต้องกินปลา เกลือ ไข่ และข่าเพื่อช่วยสมานแผล แต่ห้ามกินของทะเล ของที่มีกลิ่นเหม็น เช่น ชะอม ของหมักดอง ห้ามกินสัตว์ที่อยู่ใต้ดินอย่าง ตุ่น เต่า ห้ามกินต่อ แตน เพราะจะทำให้ลูกอารมณ์ร้าย จริงๆ แล้วเขาแนะนำถูกต้องตามหลักโภชนาการแม่และเด็กนะ สตรีอยู่ไฟไม่ควรกินของคาวจัดและอาหารที่ทำให้แพ้ได้ง่ายเพราะมีผลต่อการให้นมลูก

ที่มา https://esan108.com/การอยู่ไฟ.html

 

คนภาคเหนือเขาห้ามกินของร้อนของเผ็ด เพราะคนในสมัยก่อนเชื่อว่าอาหารที่แม่กินหรือดื่มเข้าไปจะไปรดหัวเด็กในท้องให้ร้อน แน่นอนอาหารทุกอย่างที่แม่กินเข้าไป ลูกในท้องจะได้รับหมดนั่นแหละ อาหารร้อนและเผ็ดก็ไม่เป็นผลดีต่อทารก และอีกอย่างคนเมืองหนาวไม่ควรกินเผ็ดเพราะจะทำให้ร่างกายขับเหงื่อออกมามาก เพื่อระบายความร้อนซึ่งไม่เป็นผลดีในสภาวะที่มีอาการเย็น นอกจากนี้คนล้านนาถือว่าเนื้อวัวเป็นเนื้อที่แสลงโรคหลายชนิด หมอพื้นบ้านมักห้ามคนที่เป็นโรคเหล่านั้นกินเนื้อวัวรวมถึงคนท้องด้วย เพราะเชื่อว่าเวลาคลอดจะทำให้เกิดไขมันมาก เนื้อตัวทารกที่เกิดใหม่จะเต็มไปด้วยไขมัน ล้างออกยากเกินไป จริงๆ แล้วการที่เด็กมีไขมันพอกตัวเยอะนี่ถือว่าดีนะ หากเป็นคนเมืองหนาวอย่างทางตะวันตกเพราะช่วยเรื่องป้องกันผิวแห้ง แต่เมืองไทยคงไม่ดีนัก นอกจากนี้เวลากินข้าวห้ามอิ่มทีหลังผู้อื่น จะทำให้เด็กเกิดยาก อันที่จริงคงกลัวว่าคนท้องจะกินอาหารมากเกินไปทำให้อึดอัดไม่สบายและอ้วนเกินไปทำให้คลอดยาก เลยให้กินแต่พอดีแล้วหยุด หากรู้สึกหิวอีกค่อยมากินทีหลังก็ได้

ที่มา https://suphaphan2535.wordpress.com/2012/08/07/วัฒนธรรมภาคเหนือ-2/

 

ในภาคใต้ หญิงตั้งครรภ์จะมีข้อห้ามมากเป็นพิเศษ ห้ามกินปลามัน(ปลาไม่มีเกล็ด เช่น ปลาฉลาม ปลาดุก)และผักเลื้อยต่างๆ ส่วนคนเป็นริดสีดวงทวารเขาห้ามกินปลาไหล ปลากระเบน ซึ่งปกติคนเป็นริดสีดวงก็ไม่ควรกินของรสจัดของเหม็นคาวอยู่แล้ว คนใต้เชื่อว่าถ้ามีงานมงคลต้องเลี้ยงขนมจีน เพราะถือเคล็ดว่าเป็นคนมีเส้นสายพวกพ้องเยอะ อีกอย่างคือทำง่ายไม่เรื่องมากในการเตรียม ในงานแต่งงานก็จะกินข้าวเหนียวเพื่อสื่อถึงความรักที่เหนียวแน่น ในงานศพก็จะไม่นิยมทำอาหารประเภทปลา(งานเลี้ยงมักเลี้ยงกลางคืนหากใช้ปลาทำก็อาจจะไม่สดพอเพราะส่วนใหญ่ปลาทะเลจะมาตอนเช้า ในงานศพจึงมักล้มวัวเป็นอาหาร เป็นค่านิยมที่ว่าด้วยศักดิ์ศรีถือเป็นการให้เกียรติผู้ตาย อีกทั้งกลายเป็นสิ่งแสดงถึงความหน้าใหญ่ใจโตของเจ้าของงานอีกด้วย แถวบ้านผู้เขียน คนเฒ่าคนแก่เล่าว่าในอดีตยิ่งถ้าได้วัวที่ขโมยมายิ่งดี เพราะแสดงถึงความเก๋าและมีอิทธิพล)

ที่มา http://www.cmadong.com

ความเชื่อเหล่านี้มองดีๆ มันคือกุศโลบาย คือการถ่ายทอดองค์ความรู้ของคนในอดีตซึ่งยังมีคนอ่านออกเขียนได้น้อย การจดบันทึกอย่างเดียวคนทั่วไปก็เข้าไม่ถึงข้อมูล การส่งต่อเรื่องราวต่างๆ ที่ได้ผลดีที่สุดคือการบอกเล่า และต้องพยายามสร้างสีสันให้จดจำได้ง่าย คำสอนบางอย่างฟังเฉยๆ แล้วสรุปเอาเองไม่ได้ อย่างคำสอนเรื่องกินก็ไม่ใช่แค่กิน แต่ต้องผ่านการตีความจากผู้มีประสบการณ์ด้วย

 

……………………………………….

 

บทความ : เทพประทาน เหมเมือง

Illustrator : Sunanta Treepon