• GEN Facebook
    Facebook Pagelike Widget

กรุงโรมไม่ใช่ต้นแบบประชาธิปไตย

วันนี้ผมเปิดที.วี.ฟังคนบางคนพล่ามแล้วรู้สึกว่าการพูดอะไรสู่สาธารณะนั้นควรต้องทำการบ้านมาบ้าง ถ้ารู้ว่าตัวเองไม่มีพื้นฐานในเรื่องที่ต้องพูดนั้น บางคนประวัติในอดีตทำตัวเกกมะเหรกเกเรเป็นเด็กหลังห้อง เรียนยังไม่จบม.ปลาย หรือไม่จบมหาวิทยาลัยเสียด้วยซ้ำ แต่เดี๋ยวเดียวมีคำว่า ดร.นำหน้าเสียแล้ว ผมไม่เข้าใจเหมือนกันว่าปริญญาที่ได้มา​ ไปแลกไข่มาหรืออย่างไร

 

“แต่ในชนชั้นนี้
ก็ยังมีพวกมีความเห็นทางการเมืองแบบควาย
ที่พูดไม่รู้เรื่องปนอยู่ไม่ใช่น้อย”

 

สิ่งแรกที่ต้องรู้เป็นเบสิกเลยคือต้นแบบประชาธิปไตยนั้นเกิดขึ้นที่กรีกไม่ใช่ที่โรม ปชต.ที่กรุงเอเธนส์ใช้นั้นเกิดมาเมื่อประมาณห้าร้อยปีก่อนคริสตกาล ความจริงกรีกมีหลายนครรัฐที่ใช้ ปชต. แต่ที่เด่นคือกรุงเอเธนส์ตามที่ผมบอก​ เพราะมีเรื่องบันทึกที่อยู่รอดมาจนถึงสมัยนี้มากมาย แต่ ปชต.นั้นไม่ได้งอกมาจากดินแล้วเจริญเติบโตในกรุงเอเธนส์เลยเสียเมื่อไรกัน

 

Cicero Denounces Catiline.

 

ยังมีการบันทึกว่า​ เคยใช้โหวตของมหาชนมาก่อนหน้านั้นแล้วตั้งแต่ยุค เมโสโปเตเมีย และฟินีเซีย จะบอกว่า ปชต.นั้นมีมาเกือบสามพันปีแล้วก็ว่าได้ อำนาจของตัวแทนจากโรมเมื่อสองพันปีก่อน ปิลาตก็ใช้วิธี ปชต.ให้มหาชนในเยรูซาเล็มโหวตว่าจะปล่อยพระเยซูหรือบารับบัส แต่มหาชนโหวตให้ตรึงกางเขนพระเยซูแล้วให้ปล่อยบารับบัสไป (ใจความจาก มัทธิว 27:21 )

 

ถ้าแป๊ะจะคุยเรื่องกรุงโรมและโมเมว่ากรุงโรมเป็นต้นแบบ ปชต. ผมก็จะพูดเรื่อง ปชต.ในกรุงโรมก็ได้ ผมตามใจแป๊ะทุกอย่างอยู่แล้ว

สิ่งที่ต้องรู้คือว่ากรุงโรมนั้นไม่ใช่ต้นแบบ ปชต.​ อย่างที่พูด กรุงโรมมี ปชต.​ ครึ่งใบเท่านั้น เพราะว่าประชาชนทั่วไปนั้นไม่ได้มีสิทธิ์ออกเสียงไปทุกคน มีบางคนเท่านั้นที่มีสิทธิ์ออกเสียง เพราะมีการแบ่งชนชั้นทางการเมืองออกเป็น แพทริเชียน ที่เป็นประชาชนชั้นสูงมีการศึกษา และ เพลเบียน กลุ่มคนทั่วไปที่ไร้การศึกษา เพราะคนโบราณรู้แล้วว่าในกลุ่มชนชั้นเพลเบียนหรือไร้การศึกษานั้น ที่ฉลาดพอจะมีความรู้อยู่บ้างและพูดจาด้วยเหตุผลรู้เรื่องก็มีมากมาย แต่ในชนชั้นนี้ก็ยังมีพวกมีความเห็นทางการเมืองแบบควายที่พูดไม่รู้เรื่องปนอยู่ไม่ใช่น้อย เมื่อไรที่พวกที่มีความเห็นทางการเมืองแบบควายบางกลุ่มที่แทรกตัวอยู่ในกลุ่มชนชั้นเพลเบียนมีสิทธิ์โหวตลงคะแนนหนึ่งเสียงเท่ากับบัญฑิตในกลุ่มชนชั้นแพทริเซียน ชาติจะปั่นป่วนจนไม่ต้องบริหารอะไรกันแล้ว เรื่องนี้คนโบราณรู้กันมาเลยว่าต้องตัดคนที่มีความเห็นทางการเมืองแบบควายออกไป ไม่อย่างนั้นอาจจะมีกลุ่มการเมืองแบบควายๆ ปิดถนนถือป้ายเรารักฮุนเซ็นอย่างที่เคยเห็นกันที่นครรัฐสารขันธ์แถวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้บางประเทศ หรือไม่ก็เกิดเหตุการณ์น่าเสียใจเหมือนตอนที่ชนชั้นเพลเบียนของเยรูซาเล็มโหวตให้ปล่อยโจรไปเสีย​ แต่โหวตให้ฆ่าพระเยซูแทน

 

“กลุ่มชนชั้นเพลเบียนหรือคนชั้นต่ำนั้น
โง่ในเรื่องบริหารบ้านเมืองและเศรษฐกิจจริงๆนะครับ”

 

พอถึงตอนนี้​ ก่อนจะมีใครด่าอะไรผมที่เอาประวัติศาสตร์มาพูดตรงเกินไป ต้องเข้าใจเรื่องหนึ่งก่อนว่า​ กลุ่มชนชั้นเพลเบียนหรือคนชั้นต่ำนั้น เมื่อสมัยกว่าพันปีถึงสองพันกว่าปีก่อนนั้น​ โง่ในเรื่องบริหารบ้านเมืองและเศรษฐกิจจริงๆนะครับ เพราะโรมกวาดเอาคนพวกนี้จากหัวเมืองที่ไปทำสงครามแล้วยึดได้เข้ามาใช้แรงงานในโรมมากมายเป็นร้อยๆปีแล้ว​ ยังไม่รวมพวกทาสที่มีอิสระแล้วที่กลายเป็นประชาชน และพ่อค้าจากหัวเมืองต่างๆ ที่เข้ามาในโรมอีกมากมาย

 

Gaius Gracchus, tribune of the people, presiding over the Plebeian Council.

 

แพทริเซียนนั้นคืออภิสิทธิ์ชนที่สืบทอดมาแต่โบราณ รวมถึงสมาชิกสภาสูงในโรม ซึ่งต่อมาชนกลุ่มนี้ยังมีอภิสิทธิ์สืบเนื่องมาจนถึงยุคจักรวรรดิไบแซนไทน์หลังยุคล่มสลายของโรมันตะวันตก และยังคงอยู่จนถึงยุคกลางในอิตาลีบางเมืองเช่นเวนิสและเจนัว ซึ่งพวกแพทริเซียนนั้นจะบอกว่าเป็นกลุ่มคนมีความรู้ในการบริหารประเทศทั้งรัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ ที่สืบทอดกันมาหลายร้อยตระกูลเก่าแก่ในกรุงโรมก็ว่าได้ เพราะพวกนี้จะเรียนหนังสือมามากกว่าคนอาชีพอื่นที่เป็นคนในกลุ่มเพลเบียน เช่น คนใช้แรงงานที่ไม่ใช่ทาส ชาวนา พ่อค้า ช่างฝีมือ ฯลฯ

 

Roman civilians examining the Twelve Tables after they were first implemented.

 

 

ซึ่งต่อมาในยุคหลังกลุ่มชนชั้นเพลเบียนได้มีสิทธิ์ในการออกกฎหมายร่วมกับกลุ่มชนชั้นแพทริเซียน เรียกว่ากฎหมายสิบสองโต๊ะ (Law of the Twelve Tables) ซึ่งถือว่าเป็นกฎบัตรของเสรีภาพของคนโรมันทุกระดับเลยก็ว่าได้

 

“ระบบนี้ทำให้กรุงโรมยังเป็นกรุงโรม
อยู่ได้มานับพันปี”

 

แต่ถึงแม้จะมีกฎหมายสิบสองโต๊ะแล้ว เพลเบียนก็ยังไม่มีสิทธิ์ออกเสียงทางการเมืองอยู่เช่นเดิม จะมีก็เพียงแต่ประชาชนในกลุ่มแพทริเซียนเท่านั้นที่มีสิทธิ์ลงคะแนนทั้งในทางตรงและทางอ้อม ซึ่งระบบนี้ทำให้กรุงโรมยังเป็นกรุงโรมอยู่ได้มานับพันปีจนถึงศตวรรษที่ 5 ที่โรมเข้าสู่ยุคมืดหลังสงครามปล้นเมืองกับพวกกอท นั่นคือจุดสิ้นสุดของระบบการเมืองของกรุงโรมที่แยกชนชั้น แพทริเชียน และเพลเบียน ออกจากกัน แต่รากเหง้าอันนี้ยังไปเติบโตที่อาณาจักรไบแซนไทน์แทน

 

The Secession of the People to the Mons Sacer, engraving.

 

คราวนี้เข้าใจแล้วนะครับว่ากรุงโรมไม่ใช่ต้นแบบประชาธิปไตย เพราะกรุงโรมมีประชาธิปไตยเพียงครึ่งใบมาตลอดนับพันปี ทั้งในยุคสาธารณรัฐและยุคจักรวรรดิ

 

เครดิตภาพ Wiki – PBworks

 

……………………………….
ผู้เขียน : Pat Hemasuk

เป็นคนกรุงเทพฯ เกิดในกำแพงเมืองกรุงเทพฯ ในยุคที่ยังไม่มีใครในโลกใบนี้เห็นภาพโลกทั้งใบจากอวกาศ ประกอบอาชีพวิศวกรเป็นอาชีพเสริม งานหลักคือถ่ายภาพ เขียนหนังสือ อ่านจารึกโบราณ พยายามจะเป็นนักเขียนด้านภูมิศาสตร์การเมือง (Political Geography) และประวัติศาสตร์ โบราณคดี แต่สำเร็จบ้างไม่สำเร็จบ้างตามแต่อารมณ์

Illustrator : Rawin Jarureangsri