• GEN Facebook
    Facebook Pagelike Widget

พีระมิดเบื้องหน้าคือความอลังการแห่งสถาปัตยกรรมโบราณ หากย้อนกลับไปในช่วงเวลาที่ก่อสร้าง เสียงที่ได้ยินนาทีนี้คงไม่ใช่เสียงตัวฤทธิ์ตะโกนกู่สู่กัน    หากแต่เป็นเสียงถอนใจ เสียงสนทนา  และเสียงตะโกนของนายช่างผู้คุมงาน    สุ้มเสียงเหล่านั้นเชื่อมโยงกาลเวลา..จากอดีตสู่ปัจจุบัน และยังคงสั่นไหวในหัวใจผู้มาเยือน ฉันเดินตรงไปยังฐานพีระมิดแห่งกีซ่า    เอนร่างพิงหินก้อนมหึมา เงี่ยหูฟังเสียงกระซิบแห่งห้วงกาล แล้วใจก็ลอยล่องย้อนกลับไปหลายพันปีก่อน

ลำแสงสุดท้ายแห่งอาทิตย์อัสดงสาดฉายทั่วแท่นบรรทมของฟาโรห์ ร่างที่นอนสงบนิ่งอยู่บนเตียงสูดลมหายใจเป็นครั้งสุดท้าย จากนั้นพระเนตรทั้งสองก็ปิดสนิท ในขณะที่ทรวงอกปราศจากความเคลื่อนไหว ฟาโรห์แห่งไอยคุปต์สิ้นพระชนม์ลงแล้วในนาทีสุดท้ายแห่งวัน

นางร้องไห้เริ่มทำหน้าที่ของตน ทันทีที่ลมหายใจสุดท้ายของฟาโรห์สิ้นสุดลง ในขณะที่นักบวชจัดแจงทำความสะอาดพระศพ เพื่อเตรียมตัวให้พระองค์เดินทางเข้าสู่โลกหลังความตาย ในการฟื้นคืนพระชนม์ชีพขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ตามความเชื่อว่ามนุษย์ประกอบด้วยสิ่งสำคัญ 3 ส่วน  ส่วนแรกคือ “คา” (Ka) หรือวิญญาณที่แฝงอยู่ในกายจริง เมื่อสิ้นสุดลมหายใจ จะออกจากร่าง และคงรูปเดิมทุกประการแต่โปร่งใส ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า

ส่วนที่สองเรียกว่า “บา” (Ba) คือ ส่วนที่เรียกรวมระหว่างร่างผู้ตายกับคา บางครั้งบาสามารถแปลงร่างเป็นนกที่มีหน้าเป็นคน ร่างแปลงนี้ต้องกลับมาที่หลุมศพในยามพลบค่ำ และส่วนสุดท้ายคือ “อัคฮ์”  (Akh) เป็นส่วนที่สถิตอยู่ท่ามกลางดวงดาวบนฟ้า และเป็นวิญญาณอมตะ

ความเชื่อเกี่ยวกับชีวิตหลังความตายของชาวอียิปต์โบราณคือเมื่อสิ้นชีวิต ดวงวิญญาณ (คา) จะออกจากร่างไปเพียงชั่วคราว เพื่อเดินทางไปพบกับพระเจ้าในโลกหน้า แล้วจะกลับมาในอนาคต แต่เรื่องสำคัญที่สุดคือ ในวันที่ “คา” กลับมา จะต้องมีร่างกายของผู้วายชนม์รองรับการหวนคืน

ภาพ historyinanhour.com

ความตายจึงเป็นแค่เพียงการหลับใหลไปชั่วขณะ รอคอยการเกิดใหม่ของดวงวิญญาณ  ด้วยเหตุนี้เองทำให้ชาวอียิปต์โบราณให้ความสำคัญกับร่างเดิม เพื่อรอคอยวิญญาณกลับสู่ร่าง ญาติพี่น้องจึงต้องพยายามหาวิธีการให้ศพคงสภาพมากที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อรอคอยวิญญาณ

ยุคก่อนประวัติศาสตร์ของอียิปต์โบราณ จะห่อหุ้มศพด้วยผ้าหรือเสื่อแล้วฝังด้วยท่าขดตัวในหลุมทรายแคบๆ ลึกลงไปไม่กี่ฟุตเท่านั้น ความร้อนแห้งแล้งของทะเลทรายช่วยทำให้ศพแห้ง และคงสภาพเดิมได้อย่างดี

การรอคอยให้ “คา” กลับคืนสู่ร่างเดิม ส่งผลให้เกิดพิธีกรรมการฝังศพ มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบจากหลุมศพฝังทรายอย่างง่ายๆ มาเป็นการก่ออิฐทำผนังเป็นห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้า และเกิดความคิดจะทำหลุมให้เหมือนบ้านจริงๆ เหนือหลุมศพ จึงสร้างให้มีรูปทรงคล้ายหลังคาหรือพีระมิด    การสร้างพีระมิดของชาวอียิปต์สะท้อนให้เห็นความเชื่อในเรื่องชีวิตหลังความตายและความเป็นอมตะของวิญญาณ

ภาพ nosabesnada.com

การสร้างพีระมิดในยุคแรกเป็นเนินหลุมฝังธรรมดา เรียกว่า “มาสตาบา” แปลว่า “ม้านั่ง”  ในภาษาอารบิก มีหลายห้องสำหรับไว้เก็บศพและสิ่งของผู้ตาย ถัดมาจึงทำเป็นทรงพีระมิด ช่วงแรกเป็นพีระมิดแบบขั้นบันได ต่อจากนั้นมีการสร้างพีระมิดขนาดใหญ่ที่แต่ละด้านเรียบลาดเทลงมายังฐานสี่เหลี่ยม

ยังไม่ทันลืมตาก็ได้ยินเสียงโหวกเหวกของบรรดาตัวฤทธิ์จีน ภาพในห้วงคำนึงหายวับ น่าโมโหยิ่งกว่าตอนกำลังเขียนงานแต่ยังไม่ทันบันทึกข้อมูลแล้วคอมพิวเตอร์ดับวูบตอนฝนพันปีถล่มบ้าน โกรธจนนึกพาลไม่อยากกินซาลาเปาหมั่นโถวไปอีก 10 ปี แต่จะให้โมโหใครเล่า หลังเกิดเหตุการณ์ไม่สงบในอียิปต์ เหล่าตัวฤทธิ์ฝรั่งก็บางตาลงมาก จะมีก็แต่ตัวฤทธิ์จีนนี่แหละที่ไม่หวั่นต่อไอซิสและระเบิดทุกรูปแบบ

พื้นที่อียิปต์กว้างกว่าเมืองไทยถึงสองเท่า และมีประชากรมากกว่า 20 ล้านคน แต่รายได้ประชาชาติหรือ GDP น้อยกว่าไทยมาก รายได้หลักของประเทศนี้คือการท่องเที่ยวและค่าต๋งจากเรือสินค้านานาชาติที่ล่องผ่านคลองสุเอซ  แม้จะมีน้ำมันอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้เป็นล่ำเป็นสันเหมือนชาติอาหรับทั้งหลาย บังเลยต้องขุดประวัติศาสตร์ขายกินไปวันๆ

ไกด์คาหลิดเล่าอย่างเศร้าสร้อยว่า ก่อนหน้ามีการชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่ ทุกเช้านักท่องเที่ยวนำเงินเข้าอียิปต์วันละอย่างน้อย 1 ล้านดอลลาร์ อิ่มหนำสำราญกันทั้งไกด์และร้านขายของ รวมทั้งอาบังรายเล็กรายน้อยที่หากินชายเฟือยกับตัวฤทธิ์ แต่ตอนนี้ทุกอย่างกลับตาลปัตรไปหมด พูดจบก็ถอนใจเฮือกแล้วจุดบุหรี่มวนใหม่ทันที

ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะแนบหน้าพาฝันไปกับอดีตแห่งอดีตกาลในใจ ฉันก็ต้องจ่ายไปเหนาะๆ แล้ว 80 ปอนด์อียิปต์ เทียบเงินไทยประมาณ 145 หรือ 150 บาท ตามอัตราเทียบเงินตราระหว่างประเทศ นี่คือค่าเข้าไปเดินป้วนเปี้ยนตีนพีระมิดเท่านั้น หากจะมุดเข้าไปดูต้องจ่ายอีกเด้งหนึ่ง

หลายคนฝันว่าจะเข้าไปชมภายในพีระมิดแห่งกีซ่าสักครั้งในชีวิต ขอพูดตรงๆ เลยว่าถ้าใครเป็นโรคความดันสูง โรคหัวใจ โรคกลัวความมืด กลัวที่แคบ หอบหืด ปวดเข่า ปวดหลัง หรือพวกวัยรุ่นแรกแย้มทั้งหลายไม่ควรเข้าไป เพราะการเข้าไปนั้นต้องย่อเข่าก้มหลังไปตลอด เนื่องจากเป็นทางเดินแคบๆ หากคิดว่าแน่พอก็ตามใจเถิด แต่ฉันกับความอวบระยะสุดท้ายไม่อนุญาต เลยตัดใจไม่มุดเข้าไปในพีระมิด แม้ใจนั้นริกๆ อยากจะเข้าไปเต็มที ด้วยสังขารอันไม่เอื้อจึงได้แต่ทำตาละห้อย แต่พอเห็นละอ่อนอียิปต์หน้าตาคมคายใส่ชุดยาวๆ เดินฉวัดเฉวียนผ่านมาก็เลิกเศร้า พลางสะกดรอยทางสายตาไปติดๆ

การสร้างพีระมิดคูฟูใช้หินถึง 2 ล้านก้อน แต่ละก้อนมีน้ำหนักเฉลี่ยก้อนละ 2.5 ตัน สร้างด้วยการจัดเรียงซ้อนขึ้นไปประมาณ 200 ชั้น คิดเป็นน้ำหนักรวมกว่า 6 ล้านตัน การก่อสร้างนั้นแสนจะน่าทึ่ง เพราะหินส่วนฐานของพีระมิดจัดวางเสมอกันและมีความคลาดเคลื่อนเพียงไม่ถึง 2.5 เซนติเมตร แต่ละด้านของฐานพีระมิดมีความกว้างคลาดเคลื่อนจากกันเพียงไม่เกิน 8 นิ้ว หรือคิดเป็นเพียง 0.09% ซึ่งถือว่าน้อยมาก เมื่อเทียบกับขนาดงานก่อสร้างและระดับเทคโนโลยีในยุคนั้น

เคยดูรายการสารคดีบางรายการโดย ดร.ฝรั่งบางคนที่ดูเหมือนหวีที่บ้านจะหักหมด เพราะผมเผ้ากระเซิงเหมือนเป็นสังกะตังแต่เกิด ดร.หัวยุ่งเชื่อว่า มนุษย์ต่างดาวถ่ายทอดวิทยาการในการสร้างพีระมิดแก่ชนชาวอียิปต์โบราณ แรกๆ ก็ฟังดูเข้าที แต่พอฟัง ดร.พูดมากๆ เข้าก็ออกแนวเพ้อเจ้อไปเรื่อย เลยเลิกดู อีกอย่างก็นึกรำคาญทรงผมแกเต็มทน

นอกจากนี้เคยเชื่อกันว่าในการสร้างพีระมิดกดขี่ข่มเหงใช้แรงงานทาสอย่างทารุณ แต่แท้จริงแล้ว แรงงานที่มาก่อสร้างพีระมิดเป็นชาวอียิปต์ที่สมัครใจทำงานช่วงว่างเว้นจากงานเกษตรกรรม  และได้ค่าตอบแทนเป็นขนมปังกับเบียร์ มีหลักฐานบันทึกว่า คนงานสร้างพีระมิดได้รับขนมปัง 10 ก้อนและเบียร์ 2 เหยือกต่อวัน จึงอาจกล่าวได้ว่าเบียร์มีส่วนในการขับเคลื่อนประวัติศาสตร์อย่างเป็นรูปธรรม (โปรดติดตามตอนต่อไป)

…………………………………………

บทความโดย : เจริญขวัญ แพรกทอง บลาฮาสสกี้

Illustrator : Aonnta Boonnam