• GEN Facebook
    Facebook Pagelike Widget

One cut of the dead หนัง แม่ง บ้า 😂

แน่นอนว่า การลงท้ายด้วยหน้ายิ้มของดิฉันใน Headline ของบทความนี้ มันสะท้อนความรู้สึกของดิฉันที่มีต่อหนังเรื่องนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบแท้ เพราะด้วยสถิติการดู 2  รอบใน 3  วัน สำหรับคนที่ไม่ชอบดูหนังซ้ำๆ คงบอกอะไรได้หลายอย่างได้เป็นอย่างดีอยู่แล้ว 

 

แล้วถ้าแค่นั้นยังไม่พอ ดิฉันขออนุญาตเพิ่มเติมข้อมูลรอบนอกเพื่อประกอบการตัดสินใจสำหรับคนที่กำลังลังเลนะคะ 

หนังเรื่องนี้ เป็นหนังอิสระสัญชาติญี่ปุ่น

เป็นหนังที่มาพร้อมทุนสร้างไม่ถึง 1 ล้านเหรียญ แต่จนถึงปัจจุบันทำรายได้ไปทั่วโลกแล้วกว่า 300 ล้านเหรียญ

เป็นหนังที่ได้คะแนน 100% จากเวบ Rottentomatoes ซึ่งสำหรับคอหนังที่เสพเวบนี้เป็นประจำ จะรู้ว่า สิ่งนี้เกิดขึ้นได้ยากมาก!!!
เป็นหนังที่ในเมืองไทย มีกระทั่งปรากฏการณ์คนยืนปรบมือให้หรือที่เรียกว่า Standing ovation หลังหนังจบ และโดยที่ไม่ใช่รอบสื่อ 

และอีกครั้งหนึ่งที่จะเน้นว่า 

เป็นหนังที่ดิฉันดู 2 รอบในเวลาแค่ 3 วัน ในชีวิตเท่าที่จำได้ มีไม่เกิน 3 เรื่องแน่นอน!! 

 

หนังมาพร้อมพล็อตเรื่องที่ไม่มีอะไรหวือหวาแปลกใหม่ ถ้าเอาแบบสั้นๆ เข้าใจง่ายจบได้ใน 3 วิ ก็ต้องบอกว่า นี่คือ “หนังซอมบี้” 

 

แต่ถ้าจะใส่คีย์เวิร์ดเพื่อขยายคำจำกัดความหนังเรื่องนี้ให้มากขึ้น
ในแบบธรรมดา: รายการทีวี + ซอมบี้ + สถานที่ถูกทิ้งร้าง + อาถรรพณ์ลึกลับ และ ฉาก Long take 

คีย์เวิร์ดเพิ่มเติมฉบับดิฉัน: รายการทีวี + ซอมบี้ + สถานที่ถูกทิ้งร้าง + อาถรรพณ์ลึกลับ + ฉาก Long take + ความคิดสร้างสรรค์ + เสียงหัวเราะ และ ความบ้า

ถ้าจะบอกว่า “บ้า” เฉยๆ นั่นอาจจะสะท้อนภาพไม่ได้สุดพอ ดิฉันจึงขออนุญาตทำให้เห็นภาพชัดขึ้นอีกนี๊ดดดดด ด้วยการระบุไปชัดๆว่า “บ้าแบบฉบับญี่ปุ่น” คือมันไม่ใช่เรื่องของวิถีการกำกับระดับป๋าโนแลน ไม่ใช่เรื่องของบทพูดสุดเฉียบคม ไม่เกี่ยวอะไรกันกับการแสดงขั้นเทพ ไม่มีอะไรใกล้กับการกำกับภาพแบบหนังพี่หว่อง แต่มันเป็นเรื่องของการไปให้สุด บ้า กล้า นอกกรอบ และเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์

30%  แรกของหนัง จะชวนให้คุณลุ้นและตั้งคำถาม สิ่งที่น่าสนใจและความฉลาดในการสร้างหนังเรื่องนี้คือ คุณจะตั้งคำถามตลอดเวลาว่า “อ่ะ.. แล้วไงอีก” อาจจะยิ้มบ้างประปรายกับความเกรียนในบางจังหวะ พร้อมๆกับความฉงนที่จะมากขึ้นๆ ว่าตกลงหนังมันจะทำอะไรกับเรากันแน่ ก่อนที่มันจะยัดเยียดความกังขาให้คุณมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าอะไรที่ทำให้หนังเรื่องนี้เป็นที่รักของคนที่ได้ดู พร้อมๆกับการยอมรับอย่างแนบเนียนว่า มันคือผลิตผลที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ เพื่อที่ท้ายที่สุดแล้ว จะมีช่วงจังหวะหนึ่งที่คุณจะเก็บความสงสัยไว้ไม่มิด ถึงขั้นดิฉันบอกกับตัวเองว่า “จริงอ่ะ แกจะเอาอย่างงี้จริงๆอ่ะ ไม่น่าาาาาาา ไม่เอาสิ…. ถ้าแค่นี้แล้วเอ็งได้ 300 ล้านเหรียญ พร้อมกวาดคำชมเชยไปแบบทุกหย่อมหญ้า พี่จะไม่ยอม!!! พี่จะกลับเข้าไปต่อต้านไม่ให้ใครมาเป็นเหยื่ออย่างพี่อีก”

ก่อนที่อีกแป๊บเดียว คุณจะคลายใจ สงบลง เมื่อมันเริ่มจูงคุณอย่างช้าๆเข้าสู่ช่วงกลาง

20% ช่วงกลางของหนังนั้น อาจจะน่าเบื่อไปนิด แต่ห้ามพลาด ห้ามหลับ ห้ามดูโทรศัพท์ ห้ามคุยกับเพื่อน ไปจนถึงห้ามแอบคิดถึงใครในระหว่างนี้โดยเด็ดขาด เพราะเจ้าช่วงนี้แหละ ที่จะเป็นช่วงสำคัญในการปูที่มาที่ไปของ 30% แรก ในการสร้างให้คุณเข้าใจบริบทของที่ผ่านมาทั้งหมด พร้อมๆกันกับ เป็นการเตรียมพร้อมในการผลักคุณเข้าไปสู่ช่วงต่อไป  แต่ดิฉันเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า ถ้าคุณถึงขั้นตัดสินใจซื้อตั๋วเข้าไปชมหนังเรื่องนี้แล้ว เมื่อดูมาถึงตรงนี้ คุณจะไม่ยอมปล่อยให้ตัวเองเบื่อมันโดยเด็ดขาด เพราะก่อนที่คุณจะทันได้เบื่อ หนังมันจะยั่วเย้าให้คุณตั้งคำถามทั้งกับผู้กำกับ ผู้เขียนบทว่า.. อ่ะ.. ละไง เอ็งจะเอาไงต่อ รวมไปถึงการตั้งคำถามกับตัวเองว่า แล้วไง แล้วเราจะเท่าทันหนังเรื่องนี้หรือไม่ และกว่าที่คุณจะรู้ตัว คุณก็ถูกมันผลักเข้าสู่ประสบการณ์ที่คุณจะไม่ทันตั้งรับ บ้าเกินกว่าที่คุณจะทันคาดคิด และสนุกเกินกว่าที่คุณจะทันได้นึกถึง

50% หลังของที่เหลือ นี่คือช่วง “ของจริง” ของหนังเรื่องนี้แล้วค่ะ ความจริงไม่อยากพูดอะไรมาก เพราะมันสุ่มเสี่ยงเหลือเกินกับการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของหนัง แต่เอาเป็นว่า สิ่งที่คุณจะได้รับจากช่วงนี้คือ ชั่วขณะแห่งความบันเทิง ความสนุก และความสุขเท่าที่งานศิลป์ ความคิดสร้างสรรค์ และภาพยนตร์เรื่องหนึ่งจะมอบให้กับคุณได้ จะไม่มีช่วงเวลาว่างเพื่อให้คุณแวะมาหยุดคิดหรือเบื่อได้แม้แต่วินาทีเดียว เพื่อที่จะจบลงปิดท้ายด้วยความเข้าใจว่า นีคือหนังที่คุณจะไม่มีวันลืม… และคุณอดไม่ได้ที่จะหลงรักหนังเรื่องนี้เสียแล้ว

นี่อาจจะเป็นบทความที่สั้นที่สุดที่ดิฉันเขียนถึงหนังเท่าที่ได้เคยตีพิมพ์มาใน Gen ทว่าสำหรับดิฉัน ความสำคัญคงไม่ได้อยู่ที่บทความนี้จะยาวหรือสั้น เพราะหนังดีก็คือหนังดี และไม่มีอะไรจะมาเปลี่ยนแปลงความจริงข้อนี้ได้ สิ่งสำคัญที่ดิฉันอยากจะขอบคุณ คงไม่ใช่ทีมงานสร้างหนังเรื่องนี้ หรือนายทุนที่บ้ามากพอที่จะอนุมัติให้มันถูกสร้างเพื่อให้โลกเราได้รู้จักกับหนังเรื่องนี้ แต่.. ดิฉันคงต้องขอบคุณไปถึงบริษัทในไทยที่ “กล้า” มากพอที่จะซื้อหนังเรื่องนี้เข้ามาฉายให้เราดูกัน เชื่อว่า คนรักหนังจำนวนไม่น้อยที่มองหาโอกาสในการเสพย์หนังดีๆ นอกเหนือไปจากหนังกระแสหลัก บางที ครั้งนี้โดยหนังเรื่องนี้ การช่วยกันไปชมภาพยนตร์ที่โรง อาจช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้บริษัทมากพอว่าเราประทับใจและพร้อมต้อนรับความบันเทิงทรงคุณค่านี้มากเพียงใด และสุดท้าย ดิฉันอยากขอบคุณตัวเองเหลือเกินที่ในวันนั้น.. บ้าและกล้าพอที่จะยินยอมตัวเองให้เข้าไปทำความรู้จักกับมัน…. 

 

……………………………..

บทความ : 8880708

Illustrator : Sunanta Treepon