• GEN Facebook
    Facebook Pagelike Widget

มวลมหาพีระมิดแห่งกีซ่านั้นคือจุดขายอันดับหนึ่งของอียิปต์ เพราะตัวฤทธิ์ทุกชาติแห่แหนไปชื่นชมอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง ไม่เว้นแม้แต่ตัวฤทธิ์อาหรับเองก็แวะเวียนมาดูความมหัศจรรย์ระดับโลกเช่นกัน ดังนั้นใครที่หวังมาปลีกวิเวกโอมอ่านคาถาหาความศักดิ์สิทธิ์ หรือแสวงหามนตราบรรยากาศอันขรึมขลัง ขอแนะนำว่าอย่ามาช่วงบ่ายอย่างเด็ดขาด เพราะดูอย่างไรก็เหมือนตลาดนัดเทศบาลสาขากีซ่า ครึกครื้นขวักไขว่ไปด้วยตัวฤทธิ์นานาชาติ

อียิปต์ตั้งอยู่บนสองฟากฝั่งแม่น้ำไนล์ ซึ่งแม่น้ำไนล์ถือเป็นแม่น้ำประหลาดสายหนึ่ง เพราะไหลจากใต้ขึ้นเหนือ แม่น้ำสายนี้เกิดจากการรวมตัวของแม่น้ำสายใหญ่ 2 สายคือแม่น้ำบลูไนล์ (Blue Nile) จากประเทศเอธิโอเปีย และแม่น้ำไวท์ไนล์ (White Nile) จากบริเวณแอฟริกาตะวันออก ทั้งสองสายไหลมารวมกันในประเทศซูดาน จากนั้นก็ไหลผ่านประเทศอียิปต์ลงสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ความสำคัญนั้นไม่ต้องพูดถึง เพราะเปรียบเสมือนสายเลือดหลักของไอยคุปต์โบราณมาจนปัจจุบันเลยทีเดียว

การที่แม่น้ำสายนี้ไหลจากใต้ขึ้นเหนือ เลยมีการแบ่งแม่น้ำไนล์เป็น 2 ช่วง คือบริเวณแม่น้ำไนล์ทางตอนใต้เรียกว่า “อียิปต์บน” หรือ Upper Egypt และปลายแม่น้ำบริเวณดินแดนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำทางเหนือว่า “อียิปต์ล่าง” หรือ Lower Egypt

อารยธรรมแห่งอาณาจักรไอยคุปต์หยั่งรากลงบนลุ่มแม่น้ำไนล์ ที่แยกออกเป็นสองอาณาจักรคือ อียิปต์บนและอียิปต์ล่าง ในสมัยฟาโรห์เมเนสมีการรวมสองอาณาจักรเข้าเป็นอาณาจักรเดียวกัน แล้วตั้งเมืองเมมฟิส (Memphis) เป็นเมืองหลวง       

เมืองเมมฟิสอยู่ห่างจากไคโรประมาณ 25 กิโลเมตร น่าจะประมาณกรุงเทพฯ-นนทบุรี นั่นคือบทเริ่มต้นปฐมราชวงศ์แห่งไอยคุปต์และสืบสายมายาวนาน แต่ก็ใช่ว่าฟาโรห์ที่ปกครองอียิปต์ทุกพระองค์จะเป็นชาวไอยคุปต์ บางช่วงฟาโรห์เป็นชนเชื้อชาติอื่น เช่น ชาวนูเบียผิวดำที่เคยเป็นทาสชนชาวอียิปต์ จนมีคำเรียกฟาโรห์ช่วงราชวงศ์นั้นว่า “ฟาโรห์ดำ” และเมื่อสิ้นราชวงศ์ อำนาจการปกครองตกอยู่ในมือชาวโรมัน ฟาโรห์จึงหน้าตาหล่อเหลาขาวผ่องเป็นยองใย

ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งปฐมราชวงศ์มาจนถึงราชวงศ์ที่ 4 ฟาโรห์คูฟูทรงมีพระประสงค์จะสร้างสิ่งยิ่งใหญ่ เป็นตัวตายตัวแทนให้ร่ำลือไปนิรันดร์ เลยมีพระราชดำริให้สร้างพีระมิดขึ้น ฟาโรห์พระองค์นี้มีชื่อเรียกในภาษากรีกว่า “คีออปส์” เลยกลายเป็นฟาโรห์สองชื่อ แต่ไม่ว่าพระนามใดก็ยังคงเกรียงไกรมาจนทุกวันนี้

หมู่พีระมิดแห่งกีซ่าเป็นพีระมิดที่สร้างมาตั้งแต่รุ่นปู่สู่รุ่นหลานกันเลยทีเดียว โดยเริ่มจากฟาโรห์คูฟูแห่งราชวงศ์ที่ 4 ซึ่งปกครองอียิปต์โบราณเมื่อประมาณ 2,600 ปีก่อนคริสตกาล หรือกว่า 4,600 ปีมาแล้ว เมื่อสร้างพีระมิดเสร็จ ก็ยิ่งใหญ่สมพระราชหฤทัย แม้จะถูกพายุพัดกร่อนไปบ้าง แต่ก็ยังครองแชมป์ความน่ามหัศจรรย์มาจนทุกวันนี้

จำนวนหินที่นำมาก่อสร้างพีระมิดอันอลังการของฟาโรห์คูฟูนั้นประมาณสองล้านกว่าก้อน น้ำหนักเฉลี่ยก้อนละ 2.5 ตัน โดยจัดเรียงซ้อนกันขึ้นไปประมาณ 200 ชั้น คิดเป็นน้ำหนักรวมกว่า 6 ล้านตัน เอาแค่นี้ก็ทึ่งที่สุดแล้ว

เมื่อฟาโรห์คูฟูเสด็จไปเฝ้าเทพแห่งความตาย พระราชโอรสคือฟาโรห์คาเฟรก็ก๊อบปี้พระราชบิดาทันที ด้วยการสร้างพีระมิดขนาดเดียวกันในละแวกใกล้เคียง สิ่งสำคัญที่ทำให้แยกได้ว่าพีระมิดหลังไหนเป็นของฟาโรห์พระองค์ใดคือยอดพีระมิด เพราะยอดพีระมิดของฟาโรห์คาเฟรนั้นเป็นยอดหินปูนขัด หากมองจากระยะไกล พีระมิดหลังนี้ดูดีมีสกุลรุนชาติมาก เพราะอยู่ตรงกลางพอดิบพอดี แถมมีสฟิงซ์นอนหมอบอย่างสะสวยราวหมาเฝ้าบ้าน

ส่วนพีระมิดหลังสุดท้ายในหมู่มหาพีระมิดกีซ่าคือพีระมิดเมนคูเร สร้างโดยฟาโรห์เมนคูเร หรือเรียกในภาษากรีกว่า “ฟาโรห์ไมซีรีนัส”  ฟาโรห์พระองค์นี้เป็นพระราชโอรสของฟาโรห์คาเฟร และเป็นพระราชนัดดาหรือหลานปู่ของฟาโรห์คูฟู พีระมิดหลังนี้มีขนาดเล็กที่สุด แต่กระนั้นก็มีความสูงเท่าตึก 18 ชั้น นอกจากพีระมิดฟาโรห์แล้วยังมีการสร้างพีระมิดราชินี  3 หลังเพื่อเป็นที่บรรจุพระบรมศพพระราชินีทั้ง 3 พระองค์ในรัชสมัยของฟาโรห์เมนคูเร

นี่คือประวัติคร่าวๆ ของหมู่พีระมิดแห่งกีซ่า ทุกวันนี้ยังมีการค้นพบหลักฐานใหม่ๆ เช่น มีการค้นพบเรือขนาดมหึมาทางทิศใต้ของพีระมิดคูฟู ชาวอียิปต์มีความเชื่อมาตั้งแต่ราชวงศ์ที่ 1 แล้วว่าเรือคือพาหนะนำฟาโรห์ไปสู่โลกหลังความตาย ไม่ว่าจะผ่านกาลเวลามาหลายพันปียังพบหลักฐานเพิ่มเติมอยู่ตลอด พีระมิดจึงยังคงความลึกลับเป็นปริศนาต่อไป จนกว่าความลับเหล่านั้นจะคลี่คลายตัวเองด้วยหลักฐานที่มากขึ้นในอนาคต

น่าเสียดายที่ไม่ได้มุดเข้าไปชมภายในพีระมิด แต่ตัวฤทธิ์ส่วนใหญ่ไม่ค่อยสนใจจะเข้าไปดูนักหรอก ที่เป็นไฮไลท์จริงๆ คือ มาถ่ายรูปคู่กับพีระมิดแล้วอัพโหลดลงโซเชียลมีเดีย จากนั้นก็ยินยอมให้ไกด์ลากจูงไปยังมุมมหาชนเพื่อขี่อูฐ โดยตัวฤทธิ์ต่อรองราคากันตามใจชอบ แต่อย่าหวังว่าการต่อรองจะง่ายอย่างที่คิด

ฉันไม่ได้ขี่อูฐเหมือนตัวฤทธิ์คนอื่นๆ เพราะมองตาอูฐแล้วสงสารจับใจ ร้อนก็แสนร้อน นอนหอบซี่โครงบาน หลับปุ๋ยกลางทะเลทรายระอุอ้าว โดยเอาคอพาดพื้นทรายหลับอย่างง่ายๆ ตื่นมาก็เคี้ยวปากแจ๊บๆ อ้าปากหาวเหมือนเด็ก แลดูน่ารักนักหนา สบตาแล้วขี่ไม่ลง โดยหารู้ไม่ว่าอูฐพวกนี้คือจอมวายร้ายที่กินดอลลาร์เป็นอาหาร

การต่อรองราคากับอาบังต้องใช้วิชามารขนานแท้และดั้งเดิม คือต้องตกลงให้ชัดเจนและแน่นอนว่า อัตรานี้รวมค่าขึ้นและลง รวมถึงค่าจูงอูฐด้วยใช่ไหม เพราะเจอความแสบของบังมาหลายรายแล้ว พอขึ้นอูฐขี่ไปสักพัก บังก็พยักหน้าเรียกไอ้เปี๊ยกอาหรับตัวเล็กๆ ใส่ชุดคลุมยาวมาจูงอูฐให้บรรดาลุงป้าน้าอาต่างชาติ  อูฐเดินยักย้ายส่ายสะโพกไปตามทะเลทรายเพื่อให้ตัวฤทธิ์ถ่ายรูปพีระมิดหลังนั้นหลังนี้ แต่ไอ้ตอนจะลงจากอูฐนี่สิ ราคาที่ตกลงกันไว้เพิ่มพรวดพราดไปอีกเท่าตัว โดยอ้างว่า

“ไอให้ลูกมาเป็นคนจูงอูฐ เรื่องนี้นอกเหนือจากที่ยูตกลงไว้กับไอ ถ้ายูไม่ยอมจ่ายค่าจูง ยูก็ต้องจ่ายค่าลงจากอูฐ ไม่งั้นก็ไม่ต้องลงโว้ย”

จากนั้นก็ผิวปากปิ๊วบอกอูฐตาหวานทั้งหลายเป็นสัญญาณว่า อย่าเพิ่งให้ไอ้พวกตัวฤทธิ์พวกนี้ลงจากหลังเอ็งอย่างเด็ดขาด ซึ่งเจ้าอูฐก็เชื่อฟังนายมันเป็นอย่างดี ด้วยการยืนเป็นทองไม่รู้ร้อนกลางทะเลทราย พอร้อนตับแตกจนทนไม่ไหว เลยจำยอมจ่ายค่ากินเปล่าเพื่อจะได้ลงจากอูฐเสียที ควักเงินพลางกัดฟันกรอดๆ ที่เสียรู้แขกอีกแล้ว

พอควักเพิ่มเท่านั้นแหละ ไอ้อูฐวายร้ายก็ยิ้มยิงฟันจนเห็นฟันซี่โตๆ แถมบางตัวยื่นปากย่นๆ มาจูบแก้มตัวฤทธิ์ดังฟอด (โปรดติดตามตอนต่อไป)

                ……………………………………………….

อ่านบทความ “สนทนากับสฟิงซ์ – โคตรไคโร” ตอนก่อนหน้านี้ได้ที่นี่

สนทนากับสฟิงซ์ – โคตรไคโร 1
http://genonline.co/2018/09/12/talk-with-sphinx-cairo-1/

สนทนากับสฟิงซ์ – โคตรไคโร 2
http://genonline.co/2018/09/22/talk-with-sphinx-cairo-2/

สนทนากับสฟิงซ์ – โคตรไคโร 3
http://genonline.co/2018/09/27/talk-with-sphinx-cairo-3/

สนทนากับสฟิงซ์ – โคตรไคโร 4
http://genonline.co/2018/10/05/talk-with-sphinx-cairo-4/

 

…………………………………………

บทความโดย : เจริญขวัญ แพรกทอง บลาฮาสสกี้

Illustrator : Aonnta Boonnam