• GEN Facebook
    Facebook Pagelike Widget

ภาพฉายวันวานของพระราชาผู้เป็นที่รัก

 

ฉันไม่เคยลืมเช้าวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ.2559 เวลาหกโมงเช้า ตามเวลาอเมริกาเลยแม้แต่วินาทีเดียว ขณะกำลังนอนหลับสนิท เสียงโทรศัพท์ปลุกคนไกลบ้านผวาตื่น ไม่เคยมีใครโทรหาในยามเช้าตรู่เช่นนี้มาก่อน นาทีนั้นรู้สึกโมโหที่โดนปลุกแต่เช้า ยังไม่ทันจะพูดอะไร ผู้โทรมาเอ่ยเพียงสั้นๆ ว่า

“ในหลวง…”

จากนั้นก็สะอื้นไห้ราวจะขาดใจ ฉันตัวเย็นวาบทำอะไรไม่ถูก ได้แต่นิ่งฟังเสียงสะอื้นของชายอกสามศอกคนหนึ่ง แล้วน้ำตาก็ไหลพรูจนมองไม่เห็นอะไรเบื้องหน้า เพราะรู้ว่าพ่อแห่งแผ่นดินเสด็จสู่สวรรคาลัยแล้ว นาทีนั้นเพิ่งเข้าใจความหมายของคำว่า “หัวใจสลาย” อย่างแท้จริง

ตั้งแต่ช่วงตีสองถึงตีห้าครึ่งข้ามคืนวันที่ 13 ตุลาคม ตรงกับช่วงบ่ายวันที่ 14 ตุลาคมตามเวลาในประเทศไทย ฉันรอส่งเสด็จพระองค์สู่สวรรคาลัยเพื่อถวายความรักและภักดีข้ามทะเลนับพันไมล์ พร้อมกับคนไทยทุกคนบนแผ่นดินไทย ภาพที่เห็นผ่านจอคือลูกๆ ของพ่อแต่งชุดดำหลั่งไหลไป “ส่ง” พ่อด้วยความอาดูรพูนเทวษ ฟ้าหม่นครื้มราวอุ้มน้ำตาฟ้าไว้เต็มอก สองฝั่งถนนปราศจากเสียงตะโกน “ทรงพระเจริญ”  ได้ยินแต่เสียงร้องไห้ของประชาชนที่มาส่ง “พ่อ” ดังมาถึงอเมริกา

ที่มา https://sudsapda.com/top-lists/69124.html

 

เมื่อครั้งที่ฉันยังเด็ก แม่สอนให้กราบภาพถ่ายขนาดใหญ่สองภาพที่แขวนเคียงกัน ภาพแรกเป็นภาพรัชกาลที่ 5 ส่วนอีกภาพคือในหลวงรัชกาลที่ 9  แม่ไม่อธิบายอะไรมากมาย แต่บอกลูกสาวสั้นๆ ว่า

“หากลูกอยากเป็นทั้งคนเก่งและคนดี ให้ดูต้นแบบจากรัชกาลที่ 9 ของเรานี่แหละ”

เคยนึกสงสัยว่า เบ้าหลอมแบบใดหนอที่หล่อหลอมพระองค์ให้กลายเป็นมหาบุรุษอันควรค่าแก่การเคารพบูชา และหนังสือเล่มหนึ่งตอบคำถามนี้ได้อย่างหมดจดงดงาม

“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ร.9 และเจ้านายไทยในโลซานน์” คือชื่อหนังสือเล่มนั้น ทุกถ้อยคำในหนังสือคือการฉายภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 9 เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ เพราะเป็นบันทึกความทรงจำของ “เกลย์อง เซ. เซไรดารีส” ซึ่งเป็นครูส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 8 และรัชกาลที่ 9 ที่ได้อุทิศตนรับใช้พระบรมวงศ์ตลอดระยะเวลา 26 ปี ขณะทั้งสองพระองค์ยังทรงศึกษาอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์

ฉันเปิดอ่านทีละหน้า ซึบซับทีละภาพอย่างตั้งใจ แต่ละภาพสะท้อนเงาลงในหัวใจคนอ่าน พระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์และพระพี่นางตั้ง “ปาตาปูมคลับ” ซึ่งทั้งสามพระองค์ทำกิจกรรมสนุกๆ ในนามปาตาปูมนี้ รวมถึงการเขียนจดหมายไปหาครู ทุกครั้งที่ต้องเสด็จนิวัติกลับไทย จะฝากแมวไทยที่ชื่อ “ติโต” ไว้ให้ครูเกลย์องดูเล และทุกพระองค์รวมทั้งสมเด็จย่าเขียนจดหมายถึงครูทุกวัน ด้วยภาษาฝรั่งเศสที่อ่านแล้วรู้สึกได้ถึงความเป็นกันเอง ไม่ถือพระองค์แต่อย่างใด

ที่มา https://news.mthai.com/general-news/525561.html

 

อ่านจดหมายฉบับหนึ่งที่อ่านแล้วอดยิ้มไม่ได้ จดหมายฉบับนั้นลงวันที่ 27 พฤศจิกายน ค.ศ.1938 มีข้อความตอนหนึ่งว่า

“เราไม่ทรมานเพราะอากาศร้อนหรอก แต่ยุงนี่น่ะซิ นี่คือตัวอย่างหนึ่งตัวที่ “ลิง” เป็นคนตบ (“ลิง” เป็นกรรมการทำหน้าที่โฆษณาประชาสัมพันธ์ตาม “ข้อบังคับอย่างเป็นทางการ” ของปาตาปูมคลับ)”

ในจดหมายมีซากยุงแนบมาด้วยหนึ่งตัว พร้อมหมึกแดงตัวโตเขียนว่า “ระวัง ข้างในมีสัตว์หนึ่งตัว อย่าทำตก

หลังจากเสด็จนิวัติประเทศไทย ทุกพระองค์ก็เสด็จกลับโลซานน์อีกเพื่อศึกษาต่อให้จบ ครูชาวกรีกคนนี้นับว่ามีอิทธิพลต่อพระบาทสมเด็จทั้งสองพระองค์มาก เพราะนอกจากจะสอนวิชาการแล้วยังสอนวิชางานไม้ ดุจเดียวกับที่พ่อถ่ายทอดสู่ลูกชาย ทำให้ในหลวงทั้งสองพระองค์หลงใหลงานไม้ถึงขนาดมีห้องทำงานช่างไม้ในตำหนักวิลล่าวัฒนาเลยทีเดียว

ที่มา http://seventeenthailand.com/2016/13843-2/

 

ในหลวงทั้งสองพระองค์ทรงประดิษฐ์สิ่งต่างๆ ด้วยพระองค์เอง ไม่ว่าจะเป็นเฟอร์นิเจอร์ไปจนถึงเครื่องบินและเรือจำลองย่อส่วน แต่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงค้นพบว่าชอบการถ่ายรูปและการล้างอัดฟิล์มด้วยพระองค์เอง ซึ่งการถ่ายรูปนี้กลายเป็นสิ่งล้ำค่าที่สร้างโครงการส่วนพระองค์มากมายเพื่อความสุขของประชาชนไทยในเวลาต่อมา

ครอบครัวมหิดลในโลซานน์ใช้ชีวิตอย่างสุขสงบ ไม่ได้หรูหราฟุ่มเฟือยแต่อย่างใด จนกระทั่งในหลวงอานันท์เจริญพระชนมายุครบ 20 พรรษา จึงเสด็จกลับประเทศไทย สมเด็จย่าทรงเขียนจดหมายเล่าว่าในหลวงอานันท์ปรับตัวเข้ากับเมืองไทยได้ดี ส่วน “เล็ก” หรือในหลวงภูมิพลนั้นมีห้องทำงานช่างไม้อยู่ข้างห้องนอน และพระองค์ต่อเรือรบจำลองของไทยลำหนึ่งเอาไปประมูลได้เงินมาบริจาคเป็นการกุศล

อ่านถึงตรงนี้แล้วน้ำตาคลอ เวลานั้นในหลวงรัชกาลที่ 9 พระชนมพรรษายังไม่ถึง 20 พรรษาด้วยซ้ำ แต่น้ำพระทัยโอบอ้อมอารีนึกถึงผู้อื่นก่อนพระองค์เอง แต่เมื่อในหลวงรัชกาลที่ 8 เสด็จสวรรคต เด็กหนุ่มอายุยังไม่ทันเต็ม 20 จึงต้องแบกรับภาระอันใหญ่หลวงแทนพระเชษฐา ยิ่งเห็นภาพเก่ายิ่งสะเทือนใจที่สุด พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ยังทรงพระเยาว์เหลือเกิน พระวรกายยังไม่ทันย่างเข้าสู่วัยฉกรรจ์อย่างแท้จริง แต่ต้องทรงเป็นเจ้าเหนือหัวที่ฝากความหวังของชนทั้งปวง  

หลังจากบรมราชาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 9 แห่งราชวงศ์จักรี ก็ทรงงานหนักมาตลอดพระชนมชีพ จำได้เจนตาว่าในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงงานหนักเหลือเกิน พระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปตามพื้นที่ทุรกันดาร ในมือถือแผนที่และสมุดจดงาน คล้องกล้องไว้ที่พระศอตลอดเวลา  

เมื่อยามที่พสกนิกรเข้าเฝ้า “พระราชา” ของตน พระองค์ทรุดพระวรกายลงนั่งบนพื้นดินเช่นเดียวกับประชาชนทั้งหลาย แล้วฟังความทุกข์ยากปากหมองของไพร่ฟ้าเหล่านั้นอย่างสนพระทัย ความเรียบง่าย อ่อนน้อมถ่อมตน และติดดินของพระราชาทำให้ไพร่ฟ้าถวายความจงรักภักดีอย่างสูงสุดแด่พระองค์ ไม่ว่าจะผ่านกาลเวลาไปนานเพียงใดก็ตาม

ลมหนาวตุลาคมปีนี้พัดมาเยือนอีกครา แต่น้ำตายังคงหมาดชื้นอยู่ในหัวใจคนไทยทั้งปวง

 

ตุลาคมลมหนาวช่างร้าวราน            ทุกหย่อมย่านผ่านโตรกโลกชื้นอับ  

ลูกของพ่อรอแห่ห้อมน้อมคำนับ        อัจกลับดับสนิททุกทิศทาง

เสด็จสู่สรวงสวรรค์ชั้นใดหนอ            ลูกจะรอพ่อเดินไปยามใกล้สาง

ถักคำถ้อยร้อยดอกไม้ถวายวาง        เพื่อเคียงข้างย่างพระบาทให้ยาตรา

 

************************

 

บทความโดย : เจริญขวัญ แพรกทอง บลาฮาสสกี้

Illustrator : Sunanta Treepon