• GEN Facebook
    Facebook Pagelike Widget

14 ตุลา 2516 วันมหาวิปโยค

 

ชีวิตคนทำสารคดีแบบผู้เขียน ต้องอยู่กับข้อมูลหลายรูปแบบ ส่วนตัวแบ่งข้อมูลใช้ทำงานไว้ 4 กลุ่ม เพื่อให้ชัดเจนไปเลย ขอยกตัวอย่างช่วงที่ทำรายการ “สัจจะวิถี 40 ปี 14 ตุลา” ให้สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ยกเฉพาะช่วงที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์มาเล่าให้ฟังก็แล้วกัน

ที่มา https://www.youtube.com/watch?v=X43yJo4tDGU

 

……

ข้อมูลกลุ่มแรก คือ หนังสือที่นักวิชาการรุ่นหลังเขียน ซึ่งแฝง“ความคิดส่วนตัว”ลงไปเยอะมาก ผ่านสำนวน หรือปะปนความเห็นลงไปตรงๆ ก็มี ต้องแคะออกมาให้ได้ว่า อะไรคือข้อเท็จจริง อะไรคือความเห็น อะไรคือข้อสันนิษฐาน เก็บไว้แต่สิ่งที่เป็นข้อเท็จจริง

ยกตัวอย่าง บทวิเคราะห์เรื่องการสร้างสถานการณ์หน้าสวนจิตรลดา เป็นต้น ใช่ มันมีการสร้างสถานการณ์จริง แต่คนสร้างสถานการณ์แท้จริงเป็นใคร นักวิชาการบางกลุ่มจับกลุ่มคุยวงแคบๆ แอบสอนนักศึกษาโยงเข้ากับสถาบัน ซึ่งสมเหตุผลมั้ย เดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง

………………..

ข้อมูลกลุ่มที่ 2 คือ คนในเหตุการณ์ระดับผู้นำเขียนเอง นี่ก็ต้องแงะอีกเหมือนกัน ระหว่างความจริงตอนนั้นกับความคิดของเขาตอนนั้น ยกตัวอย่าง 13 นักศึกษาที่ถูกจับ ไม่ยอมออกจากห้องขัง เพราะกลัวถูกเก็บ ไม่ยอมรับข้อหา และคนประกันก็เป็นคนของรัฐบาล อันนี้คือความคิดปนกับข้อเท็จจริง แต่ไม่ใช่ข้อเท็จจริงทั้งหมดของเหตุการณ์ เพราะรัฐบาลตกลงกับตัวแทนนักศึกษาแล้ว จะร่างรัฐธรรมนูญให้มีเลือกตั้งใน 1 ปี หรือ 6 เดือนนี่แหละ ข้อมูลประเภทนี้จะเหมือนตัวต่อจิ๊กซอว์ที่ต้องไปต่อเชื่อมอีกที

…………………….

ข้อมูลกลุ่มที่ 3 คือ หลักฐานดิบ เช่น ภาพถ่าย คำสั่งต่างๆ จดหมายโต้ตอบ โทรเลขที่ทูตหรือตัวแทนส่งกลับไปประเทศของตน ข่าว เป็นต้น กรณี 14 ตุลา 2516 ภาพถ่ายถูกเก็บขึ้นเป็นจำนวนมาก (แต่เราก็พอจะตามหาข้อมูลได้จากคำบอกเล่าเหมือนกัน) ข้อมูลกลุ่มนี้ก็ยังต้องแยกแยะเช่นกันระหว่าง ความเห็น กับ ข้อเท็จจริง เพราะ ณ เวลาเกิดเหตุก็มีทั้งข่าวลือ ข่าวไม่ลือ เช่น การรายงานกลับประเทศ นักข่าว เจ้าหน้าที่เขาก็รายงานหมดทุกอย่าง

ข้อมูลกลุ่มที่ 4 คือ ปากคำคนทุกฝ่ายในเหตุการณ์ ณ ขณะนั้นเลย อันนี้มีน้ำหนักที่สุด แต่ก็ต้องฟัง คิด และสังเกตหนักมาก ยกตัวอย่าง นักศึกษาที่อยู่หน้าสวนจิตรฯ กับคนที่อยู่ที่สวนรื่น คนที่ถูกเฮลิคอปเตอร์ยิงกราดลงมาจริงๆ คนที่เห็นการเผา กตป. เผากองสลาก แต่ละคนเล่าเรื่องราวของตัว แล้วจึงเอาทั้งหมดมาต่อกัน โดยต้องแยกให้ชัดเจนเลยว่า “เห็นกับตา ได้ยินกับหู” กับ “คิดว่า เขาบอกว่า”

ที่มา http://www.14tula.com/images/gallery/14_tula2516.htm

 

ยกตัวอย่าง กรณีการยิงกราดจาก ฮ. ผู้เขียนพบว่ามีการยิงจาก ฮ. ถึง 3 ครั้งในวันนั้น ช่วงสาย บ่าย และเย็น ที่ราชดำเนิน สนามหลวง และธรรมศาสตร์ ทั้ง 3 ครั้งไม่มีใครระบุได้ว่าเห็นหน้าคนที่ยิงลงมา แต่มาได้ยินทีหลังในลักษณะปากต่อปากว่า พันเอกณรงค์ เป็นคนยิง ในขณะที่ทางน้องสาวพันเอกณรงค์เล่าว่า เขาขึ้น ฮ.ไปดูสถานการณ์ในตอนเช้ารอบเดียวเท่านั้น ข้อมูลสองด้านตรงกันข้ามกันแบบนี้ ก็ต้องหาหลักฐานอื่นมาเสริมเพื่อพิจารณาว่าน้ำหนักควรไปทางฝ่ายไหน

นักข่าวสยามรัฐที่ไปทำข่าวทุ่งใหญ่นเรศวร  และถ่ายภาพออกมา ยืนยันไม่มีพันเอกณรงค์ในกลุ่มล่าสัตว์วันนั้น (แต่ก่อนหน้านั้นมี และโดนจอมพลถนอมลงโทษไปเหมือนกัน อันนี้เป็นปากคำจากเจ้าหน้าที่ป่าไม้ในยุคนั้น ถ้าจำไม่ผิด เหตุการณ์ครั้งนี้ก็เป็นที่มาของ พรบ.การล่าสัตว์ป่าในเวลาต่อมา) และยืนยันว่าได้ถ่ายภาพคนท่าทางเหมือนทหาร แต่ใส่เสื้อยืด ผมยาว ปะปนอยู่ แต่ภาพถ่ายพวกนั้นถูกริบไปหมดหลังเหตุการณ์

ปัจจุบัน ปากต่อปากกลายเป็นเรื่องจริง  บทวิเคราะห์ ความเห็นของนักวิชาการกลายเป็นประวัติศาสตร์  แต่ปากคำของคนในเหตุการณ์กลายเป็นข่าวลือแทน

…………………

สิ่งที่จะเล่าต่อไปนี้มาจาก “ปากคำคนในเหตุการณ์” เลาะ“เขาเล่าว่า”ออก เหลือแต่ผู้ที่ตาเห็น หูได้ยินเท่านั้น

ที่หน้าสวนจิตรลดา หลังจากเตรียมแยกย้ายกันกลับบ้าน ฝั่งขบวนนักศึกษาไม่เข้าใจว่าทำไมไม่ให้ผ่าน แต่ความที่ขบวนยาวมาก และมีเด็กช่างกลรวมอยู่ด้วย ตอนแยกย้ายก็ทิ้งระเบิดขวดกันเพื่อทำลายทิ้ง (ซึ่งจะตรงกับรับสั่งในค่ำวันนั้นที่ทรงเข้าใจว่ามีการปาระเบิดขวด แต่ผู้รู้ทีหลังบางคนก็ว่า จะมีการปาระเบิดได้อย่างไร ในเมื่อจะกลับแล้ว)

เมื่อมีคำสั่งจาก พล.ต.อ.ประจวบ สุนทรางกูร ถึง พ.ต.อ.มนต์ชัย พันธ์คงชื่น ไม่ให้ผ่าน ก็โกลาหล ตำรวจไล่ตีนักศึกษา หนึ่งในนั้นคือตำรวจที่ไปล่าสัตว์ที่ทุ่งใหญ่นเรศวร และถูกจอมพลถนอม กิตติขจร ลงโทษ รวมอยู่ด้วย นักศึกษาคนหนึ่งจำได้ เพราะเคยเห็นรูปจากหนังสือพิมพ์ตอนที่เป็นข่าวใหญ่  

ผู้เขียนได้เจอคนที่เห็นนักศึกษาหญิงถูกตำรวจไล่ตี ตกน้ำหน้ากำแพงสวนจิตรลดา เขาเป็นคนที่ขับรถจักรยานยนต์ไปตะโกนบอกที่ธรรมศาสตร์ว่า มีนักศึกษาหญิงถูกตำรวจตีตาย แต่..เมื่อซักโดยละเอียดก็พบว่า เขาเห็นกับตาว่านักศึกษาหญิง ถูกตำรวจตีตกน้ำ แต่ไม่เห็นว่าตายหรือไม่ ที่ไปตะโกนที่ธรรมศาสตร์นั้น เพราะมีคนมาบอกอีกทีว่า ให้ไปส่งข่าวที่ธรรมศาสตร์

ที่มา http://www.14tula.com/images/gallery/14_tula2516.htm

 

ทางธรรมศาสตร์ ตอนนั้น มีช่างกลเป็นการ์ดเฝ้าหน้าประตูอยู่ นักศึกษาที่ดูแลก็ระดมความคิดกัน คิดหาทางป้องกันมหาวิทยาลัย และก็จบลงที่ช่วยกันหาวัสดุมาทำระเบิดขวด

ข่าวลือเรื่องนักศึกษาหญิงถูกตีตายแพร่ไปอย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะมีศพแรกๆ จริง คือคุณจีระ บุญมาก ในช่วงสายๆ เสียอีก ภายหลังสมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงให้งมค้นหาศพ แต่ก็ไม่มี มีแต่รองเท้าแตะมากมาย แต่ข่าวลือเรื่องนี้ก็ยังไม่จบจนทุกวันนี้

…………………………….

ผู้ที่วิ่งหนีเข้าไปในสวนจิตรลดาคนหนึ่งเล่าว่า ก่อนที่ประตูวังจะเปิดออก เขาบอกทหารยามหน้าวังให้ยิงตำรวจ ช่วยนักศึกษาด้วย ทหารยามว่า ปืนเขาไม่มีกระสุน รับสั่งให้เอากระสุนออก (คงเพราะทรงกลัวพลาดพลั้ง หรืออุบัติเหตุ ซึ่งเอาจริงๆ ถามใจคนทั่วไปว่าท่านเสี่ยงมั้ย ฝูงชนเป็นแสนๆ บนท้องถนน ถ้าจลาจลขึ้นมาจะรักษาความปลอดภัยกันทันการณ์กันมั้ย การที่มีคนมาวิเคราะห์วิจารณ์ภายหลังเพื่อสร้างบารมี มันย้อนแย้งมั้ย)

พอประตูเปิด เขาเห็นสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ในรัชกาลที่ 9 ทรงยืนอยู่ และให้นักศึกษาหลบเข้าไปในวัง

ผู้เขียนได้เจอพนักงานบัญชีของบริษัทรถเมล์ที่มารับส่งนักศึกษาจากสวนจิตรฯ ไปส่งนอกพื้นที่ชุมนุมวันนั้น เมื่อไล่ตามลำดับเวลา ก็พบว่าตรงกัน คือราวเจ็ดโมงแปดโมงเช้า มีโทรศัพท์จากวังขอรถเมล์ไปรับนักศึกษา รัชกาลที่ 9 รับสั่งกับนักศึกษาว่าให้กลับบ้าน

……………………………..

จะขอข้ามเรื่องการแย่งชิงอำนาจของกลุ่มทหารตำรวจ นักการเมือง ซ้ายเวียดนาม ซ้ายจีน มหาอำนาจประชาธิปไตยที่อาศัยสถานการณ์นี้ล้มจอมพลถนอม ประภาส และพันเอกณรงค์ เช่น มีกลุ่มคนยิงมั่วจากดาดฟ้าอาคารลงมาใส่ทหารตำรวจและนักศึกษา แต่เมื่อไปถึงโรงพักกลับมีนายพลมาสั่งให้ปล่อยตัว และหนึ่งในนั้นไปโผล่กรณี 6 ตุลา 2519  มีทหารผมยาวนั่งรถมาลงแถวราชเทวี มีคนยัดขวานใส่มือนักศึกษาเพาะช่างและยุให้ทุบกองสลาก มีคนจงใจแบกศพจีระ บุญมาก เพื่อกระตุ้นความโกรธแค้น เป็นต้น

……………………….

ที่มา http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/724047

 

หลังจากรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระศรีนครินทร์ฯ ทรงออกโทรทัศน์ และรับสั่งว่าเป็น “วันมหาวิปโยค” เพราะบรรยากาศวันนั้นคงจะ“มหาปีติ”แบบที่ทุกวันนี้อยากให้เป็นกันไม่ไหว เพราะเรื่องมันควรจะสงบ ค่อยๆ แก้ไขเหตุการณ์ เจอกันครึ่งทางระหว่างรัฐบาลกับประชาชน นิสิต นักศึกษาได้แล้ว กลับต้องมีคนบาดเจ็บล้มตาย บ้านเมืองถูกเผา บรรยากาศก็วังเวงเหลือเกิน

ถึงจะมีรับสั่งทางโทรทัศน์ แต่สถานการณ์ยังไม่สงบนะ ยังมีชุมนุม ยังมียิงกันตรึมๆ แถวราชดำเนิน ไม่รู้ใครยังจะต้องเรียกร้องต่อ ให้ “สามทรราชย์” ลาออกจากทุกตำแหน่งด้วย

…………….

ผู้ที่อยู่ในสวนรื่นเล่าว่า(เห็นกับตา) มีนายพลนามสกุลเดียวกับจอมพลถนอม ตอนนั้นเป็นราชองครักษ์ มาที่สวนรื่นเข้าไปห้องจอมพลถนอมก่อน แล้วไปเข้าห้องจอมพลประภาสต่อ จากนั้นก็กลับไป สักพัก จอมพลถนอมเดินออกมาจากห้อง สีหน้าหมองๆ เดินลงจากตึก ขึ้นรถออกไปทันที อีกแป๊บจอมพลประภาสออกมา ถอดแว่นตาออกมาเช็ด แหงนหน้าคล้ายๆ กลั้นน้ำตา แล้วลงจากตึก ขึ้นรถไปอีกคน

หลังจากนั้นจอมพลถนอม จอมพลประภาส พันเอกณรงค์ก็เก็บกระเป๋าไปเมืองนอก ธิดาจอมพลถนอมเล่าว่า พ่อไม่ยอมรื้อเสื้อผ้าออกจากกระเป๋าเลย เพราะเชื่อว่าไม่นานจะได้กลับบ้าน

ถามว่า ถ้าวันนั้นสามคนไม่ยอมทำตามรับสั่ง ออกนอกประเทศไปก่อน จะเกิดอะไรขึ้น “ช้างสารชนกัน หญ้าแพรกก็แหลกลาญ” หรือ จะเอาสงครามกลางเมืองแบบเขมร เวียดนาม อย่างที่ต๊ะไว้ข้างบนกองกำลังนอกประเทศรอผสมโรงอยู่ทุกชายแดน

…………………..

แต่ก็เกิดเรื่องจนได้เมื่อจอมพลถนอมกลับบ้าน และเกิดกรณี 6 ตุลา 2519 ในขณะที่จอมพลประภาส มาแล้วออกไปแล้ว(เดือนสิงหาคม) แต่ไม่มีการปลุกระดมหนัก (ซึ่งสมัยมีอำนาจเขาสีเทากว่าจอมพลถนอมเสียอีก คนสมัยนั้นชอบจอมพลถนอมว่าเป็นคนซื่อ แต่ไม่เด็ดขาด แต่ไม่ชอบจอมพลประภาสกับพันเอกณรงค์)

เรื่องทำนองนี้เคยถามท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ จากปากท่านเลย ว่าทำไม อ.ปรีดี ไม่กลับไทย ท่านผู้หญิงบอกว่า ท่านไม่กลับเพราะกลัวเกิดเรื่องแบบจอมพลถนอม ที่มีทั้งคนชอบไม่ชอบ คือไม่อยากเป็นชนวนให้ใคร ว่างั้น (แต่ก็จนได้ มีผู้รู้กว่าท่านผู้หญิงมโนว่า อ.ปรีดีถูกกีดกันไม่ให้กลับ)

…………………

มาเรื่องคนเจ็บที่ถูกยิง วันสองวันแรก ทุกพระองค์เสด็จฯ เยี่ยม คนเจ็บคนหนึ่งเล่าว่า สมเด็จพระศรีนครินทร์ฯ ทรงลูบหัวทุกคน และรับสั่งให้กำลังใจ สมเด็จพระนางเจ้าฯ รับสั่งให้ติดพัดลมให้ผู้ป่วย

ที่มา http://www.chaoprayanews.com/2017/10/17/เรื่องเล่า-ในหลวง-ร-๙-ไ/

 

แต่มีอยู่คนหนึ่งชื่อคุณชัย ถนอมพันธุ์รักษ์ ถูกยิงจนต้องกลายเป็นคนพิการนอนติดเตียงเมื่ออายุไม่ถึง 20 ปี (เพิ่งเสียชีวิตเมื่อสองปีก่อน) เล่าว่า เขาเป็นผู้ป่วยคนสุดท้ายที่ไม่ได้ออกจากโรงพยาบาล อยู่มาราว 2 เดือนได้ รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าฯ เสด็จฯ มาพบโดยบังเอิญ เมื่อทรงทราบว่ามีผู้ป่วยจาก 14 ตุลาตกค้างอยู่คนหนึ่ง รัชกาลที่ 9 ทรงแตะแขนเขา และให้กำลังใจ ให้อดทนไว้ สมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงรับไว้ในพระบรมราชินูปถัมภ์

คุณชัยบอกว่า แรกๆ เพื่อนฝูงก็มาเยี่ยม แล้วค่อยๆ หายไปในแต่ละปีๆ 40 ปีผ่านไป จนปี 2556 ที่ไปสัมภาษณ์ คุณชัย เหลือคนที่ยังมาเยี่ยมเยียน(ต่อเนื่องมาตลอด) คือ นางสนองพระโอษฐ์ ในฐานะตัวแทนของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9

…………………..

ตอนสัมภาษณ์ถามย้อนคุณชัยตรงๆ ด้วยคำถามที่ไม่ควรเขียน ถึงตอนที่สองพระองค์ทรงพบคุณชัยครั้งแรก คุณชัยตอบว่า “คิดว่าท่านสงสารเรา และเราไปด้วยความบริสุทธิ์ใจ” ท่านจะมาเอาใจผมเพื่ออะไร ผมเป็นประชาชนธรรมดา เป็นลูกจีนคนหนึ่ง ตอนนั้นนักข่าวก็ไม่มี ไม่มีรูปด้วย นอกจากผมกับแม่แล้ว ก็ไม่มีใครรู้อีก ตอนนั้นไม่มีแม้แต่ข่าวลงหนังสือพิมพ์ว่าท่านมาช่วยเหลือผม จนทุกวันนี้ท่านส่งตัวแทนมา พระราชทานพระ ให้อะไรต่างๆ ก็ไม่ได้มีใครมาทำข่าว

…………

เรียบเรียง : ปัณฑา สิริกุล

Illustrator : Rawin Jarureangsri