• GEN Facebook
    Facebook Pagelike Widget

 

    ภาพเบื้องหน้านั้นน่ามหัศจรรย์ที่สุด เมื่อแดดฉายก็เจิดจ้าแจ่มชัด แต่บางขณะกลับเลือนราง ขึ้นอยู่กับแสงมุมตกกระทบของพรายแดด ทะเลทรายฟุ้งฝุ่นทอตัวเป็นม่านบางเบา เมื่อใครบางคนควบอูฐผ่านไป ละอองธุลีทำให้ภาพสลักนั้นพร่าเลือนไปชั่วขณะ รูปเงาดูลึกลับราวกับยังคงเร้นปริศนาไว้

    สฟิงซ์แห่งกีซ่าหมอบร่างอย่างสงบด้านข้างพีระมิดคาเฟร ซึ่งสร้างขึ้นโดยฟาโรห์คาเฟร พระราชโอรสของฟาโรห์คูฟูแห่งราชวงศ์ที่ 4  ความเชื่อเรื่องสฟิงซ์แพร่หลายในปกรณัมเก่าแก่กลายเป็นส่วนหนึ่งของรากเหง้าอารยธรรมโบราณ ไม่เฉพาะแต่ในอียิปต์เท่านั้น แต่ยังกระจายไปในอารยธรรมลุ่มน้ำไทกริสเมโสโปเตเมียจนถึงอินเดีย แต่สฟิงซ์ตัวที่มีชื่อเสียงที่สุดเห็นจะเป็นตัวที่ทอดร่างอยู่เบื้องหน้าฉันนี่เอง

    สฟิงซ์ที่นอนท้าทายแดดลมที่พีระมิดกีซ่าในอียิปต์เป็นที่รู้จักทั่วโลก จนทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่าสฟิงซ์ทุกตัวรูปร่างเหมือนสิงโตและใบหน้าเป็นฟาโรห์ทั้งหมด แท้จริงแล้วตำนานสัตว์ประหลาดอย่างสฟิงซ์ปรากฏอยู่ในนิทานและตำนานมากมายในกรีกและตะวันออกกลาง

    สฟิงซ์เป็นภาษากรีก แปลว่าผู้บีบรัด (strangler) เชื่อว่ามาจากภาษาอียิปต์โบราณจากคำว่าซีเซปอังก์ (Shesep ankh) ซึ่งแปลว่ารูปที่มีชีวิต แต่ชาวอาหรับเรียกสฟิงซ์ว่า อะบูฮัล (Abu Hal) แปลว่า บิดาแห่งความน่าสะพรึงกลัว สำหรับไอยคุปต์โบราณ สฟิงซ์คือสิ่งล้ำค่าอันเต็มไปด้วยมวลชีวิต ในขณะที่อาหรับหวาดหวั่นและยำเกรง

    รูปลักษณ์สฟิงซ์ของแต่ละชนชาติแตกต่างกัน เช่น สฟิงซ์ในตำนานกรีกมีหน้าและนม แสดงเพศชัดเจนว่าเป็นหญิง แต่ก็เป็นสาวเฉพาะแค่ท่อนบนเท่านั้นแหละ ส่วนท่อนล่างเป็นสิงโตและมีปีกแบบนกอินทรี ถึงสฟิงซ์กรีกจะหน้าหวานและมีนม แต่อย่าคิดว่านุ่มนวลอ่อนโยนแบบอิตถีเพศอย่างเด็ดขาด แถมแสบสะบัดแบบจัดเต็มเลยทีเดียว

หากจะสรุปนิสัยสฟิงซ์กรีกแบบคนปัจจุบัน คงต้องบอกว่ากวนอวัยวะใส่รองเท้าไม่น้อย สันดานหรือก็เลว ชอบทรยศหักหลัง ก้าวร้าวรุนแรงกระหายเลือด ซ้ำยังชอบกินคนเป็นอาหารด้วย ครบเครื่องเรื่องความแซ่บ แบบไม่ต้องเจอกันนั่นแหละดี

นอกจากความแสบที่ว่าแล้ว สฟิงซ์กรีกยังมีนิสัยแปลกๆ เช่น ก่อนตะครุบเหยื่อกินเป็นอาหาร ต้องพูดจาหยอกล้อต่อความกับเหยื่อแล้วถึงค่อยกิน ประมาณว่าขอลับสมองประลองปัญญาก่อนนั่นแหละ จะว่าไปแล้วสฟิงซ์กรีกเป็นสัตว์ทะนงในความเฉลียวฉลาดของตัวเองไม่น้อย เลยต้องท้าดวลความคิดกับชาวบ้านไปทั่ว แต่สำนวนไทยที่ว่า “สี่เท้ายังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง” ยังใช้ได้ดีอยู่เสมอ โดยเฉพาะกรณีสฟิงซ์กรีกผู้แสนหยิ่งยโส

หากเหยื่อรายไหนตอบคำถามอย่างโง่ๆ สฟิงซ์กรีกจะรำคาญมากถึงมากที่สุด ถามคำถามได้ไม่กี่หนก็ฉวยร่างเหยื่อเข้าปากเคี้ยวกลืนอย่างสาแก่ใจ แต่ในทางกลับกัน หากเจอเหยื่อฉลาดๆ ที่สามารถตอบคำถามตนเองได้ทุกข้อ ก็จะโกรธจัดจนถึงขั้นเอาหัวโหม่งโลก สิ้นใจหมดลายสฟิงซ์กันเลยทีเดียว ไม่เชื่อมาฟังนิทานกันหน่อยเป็นไร

ภาพ  Encyclopaedia Britannica

 

มีตำนานเล่าสืบต่อกันมาว่า เอดิปุสแห่งโครินท์เดินเอ้อระเหยลอยชายผ่านมาในเมืองธีบีสพอดี สฟิงซ์เห็นหมอนี่หน้าตาหล่อก็นึกหิว เลยคิดว่าต้องจับกินเป็นมื้อเย็นให้หวานคอสฟิงซ์ แต่อย่ากระนั้นเลย ก่อนที่จะหักคอไอ้หมอนี่ เล่นอะไรสนุกๆ กันดีกว่า คิดบวกลบคูณหารเสร็จก็หันไปยิ้มหวานใส่เอดิปุสแล้วตั้งคำถามทันที

“จ๊ะเอ๋ พ่อหนุ่ม เรามาเล่นยี่สิบคำถามกันมั้ยจ๊ะ”

หลังกระแอมกระไอจนนมสั่นก็ตั้งคำถามที่คิดว่าเจ๋งสุดๆ ให้หนุ่มหล่อแก้ปัญหา เอดิปุสจะทำยังไงได้เล่า เดินอยู่ดีๆ ดันพระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรก จะโดนจับอกแหกเป็นมื้อเย็นก็งานนี้แหละ ในเมื่อไม่มีทางเลือกเลยต้องเล่นบทตามน้ำไปอย่างปากคอสั่น สฟิงซ์จิกตาใส่อีกรอบแล้วถามว่า

“อะไรเอ่ยเดินสี่เท้ายามเช้า เดินสองเท้ายามสาย และเดินสามเท้ายามเย็น”

เอดิปุสนั้นได้ชื่อว่าเป็นคนฉลาดปราดเปรื่อง พอได้ฟังก็หน้านิ่วคิ้วขมวดเพียงชั่วครู่แล้วผิวปากหวือตอบสฟิงซ์อย่างมั่นใจว่า

“ก็คนแบบข้าไง สฟิงซ์เอ๋ย ตอนยังเด็กต้องคลานไปมาเลยมีสี่เท้า พอโตเป็นผู้ใหญ่ก็ยืนด้วยขาทั้งสองข้าง พอแก่เฒ่าเข้าวัยแร้งรำพันก็ใช้ไม้เท้ามาช่วยเดินจึงเหมือนขาข้างที่สาม ข้าตอบถูกหรือเปล่า”

พอสฟิงซ์ได้ฟังก็แผดเสียงร้อง โผบินขึ้นฟ้าแล้วดิ่งทะเลฆ่าตัวตายทันทีด้วยความเจ็บใจที่ไอ้รูปหล่อตอบคำถามได้ภายในห้านาที

ภาพ  Encyclopaedia Britannica

 

นั่นคือเรื่องราวและเรื่องเล่าของสฟิงซ์กรีก ส่วนสฟิงซ์อียิปต์เป็นสายพันธุ์ที่เรียกว่าแอนโดรสฟิงซ์ อันเป็นการผสมกันระหว่างมนุษย์กับสิงโต ส่วนหัวที่เหมือนมนุษย์คือรูปพระพักตร์ฟาโรห์อียิปต์ การสลักรูปสฟิงซ์นั้นสลักกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน เพราะพบรูปสลักสฟิงซ์กระจายตัวทั่วอาณาจักรไอยคุปต์โบราณ จึงมีรูปปั้นสฟิงซ์นับพันนับหมื่น แต่สฟิงซ์ที่โด่งดังที่สุดและขนาดใหญ่สุดเห็นจะเป็นสฟิงซ์ที่แกะสลักจากหินปูนก้อนเดียวนอนหมอบแทบตีนพีระมิดฟาโรห์คาเฟรในกีซ่านี่เอง        

นักโบราณคดีเชื่อว่ารูปหน้าของรูปปั้นสฟิงซ์ตัวนี้แกะสลักตามรูปหน้าของฟาโรห์คาเฟร มีความยาว 73 เมตร สูง 23 เมตร กว้าง 11.6 เมตร ส่วนลำตัวคล้ายสิงโต ถือเป็นรูปแกะสลักแบบลอยตัวจากหินก้อนเดียวที่ใหญ่ที่สุดในโลกชิ้นหนึ่งอีกด้วย

แน่นอนว่ามวลมหาตัวฤทธิ์ถ่ายรูปคู่กับสฟิงซ์กันคับคั่ง ท่ามกลางสายตาเฉยชาของสฟิงซ์ที่นอนหมอบกลางทะเลทรายมานับพันปี หากพูดได้ สฟิงซ์คงตะเพิดบรรดาตัวฤทธิ์ที่เดินขวักไขว่ไปมารอบตัวด้วยความรำคาญ

ภาพ Brooklyn Museum Archives

 

สถานการณ์ในอียิปต์ยังไม่สงบนักในช่วงปีที่แวะไปสนทนากับสฟิงซ์ ทหารอียิปต์พกปืนกลและปืนกลอูซี่ แต่งชุดลำลองปะปนกับนักท่องเที่ยว เพื่อรักษาความปลอดภัยขั้นสุดยอด ด้วยความไม่แน่ใจว่ากลุ่มไอซิสจะบ้าดีเดือดปาระเบิดใส่สฟิงซ์วันไหน เพราะเท่าที่ผ่านมามักได้รับคำขู่ว่าจะปาระเบิดใส่สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญอันเป็นแหล่งโกยรายได้อยู่ตลอดเวลา ในเมื่อสฟิงซ์ทำรายได้มหาศาล ก็ต้องรักษาความปลอดภัยระดับสูงสุดเป็นธรรมดา

ฉันลากเท้าอ้อยอิ่งเข้าไปหาสฟิงซ์ พลางสบตาสัตว์ในตำนาน สายตานั้นว่างเปล่าในตอนแรก แล้วค่อยๆ เปล่งประกายสีทรายทีละนิดในเวลาต่อมา (โปรดติดตามตอนต่อไป)

                …………………………………………….

…………………………………………

บทความโดย : เจริญขวัญ แพรกทอง บลาฮาสสกี้

Illustrator : Aonnta Boonnam