• GEN Facebook
    Facebook Pagelike Widget

ธ คือผู้ชี้ทาง สร้างทรัพย์สินทางปัญญา

เกิดเป็นคนไทย ถ้าไม่ขี้เกียจก็ไม่มีวันอดตาย และหากมีปัญญาถ่ายทอดองค์ความรู้จากรุ่นสู่รุ่น ลูกหลานไทยก็ได้เก็บกินตราบชั่วฟ้าดินสลาย…

จากจุดเริ่มต้นในการพัฒนาข้าวไทยเมื่อครึ่งศตวรรษก่อนที่กรมการข้าวกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สนองพระราชดำริในหลวงรัชกาลที่ 9 ในการพัฒนาพันธุ์ข้าวหอมมะลิจนประสบความสำเร็จในเวลาต่อมา คำว่าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ก็เริ่มมีการนำมาใช้ตั้งแต่ตอนนั้น โดยในระยะแรกอาจมีจุดประสงค์เพียงเพื่อระบุที่มาที่ไปของพันธุ์ข้าวเพื่อไม่ให้นักวิจัยสับสน…ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ น่าจะถือได้ว่าเป็นสินค้าซึ่งมีคุณสมบัติบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ในยุคแรกๆ ก็ไม่ผิด

ที่มา https://www.ipfairthailand.com/geographical-identification

 

พูดให้ฟังง่ายๆ สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indications หรือ GI) เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่ง ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีความเชื่อมโยงของปัจจัยสำคัญสองประการ นั่นคือ ธรรมชาติและมนุษย์ ขยายความคือ ชุมชนได้อาศัยลักษณะเฉพาะที่มีอยู่ในแหล่งภูมิศาสตร์ตามธรรมชาตินั้นๆ เช่น สภาพดินฟ้าอากาศ หรือวัตถุดิบเฉพาะในพื้นที่มาใช้ประโยชน์ในการผลิตสินค้าท้องถิ่นของตนขึ้นมา จนได้ผลิตภัณฑ์คุณลักษณะพิเศษที่มาจากพื้นที่ดังกล่าว ลักษณะพิเศษนี้อาจหมายถึง คุณภาพ ชื่อเสียง หรือคุณลักษณะเฉพาะอื่นๆ อันมาจากแหล่งภูมิศาสตร์นั้นๆ

 

สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์นี้แบ่งได้เป็น 2 ลักษณะคือ 1.สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์โดยตรง คือเป็นชื่อทางภูมิศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับสินค้านั้น ๆ เช่น ไชยา เพชรบูรณ์ เป็นต้น  2.สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์โดยอ้อม คือเป็นสัญลักษณ์ หรือสิ่งอื่นใดที่ไม่ใช่ชื่อทางภูมิศาสตร์ ใช้เพื่อบ่งบอกแหล่งภูมิศาสตร์อันเป็นแหล่งกำเนิดหรือแหล่งผลิตของสินค้า เช่น สัญลักษณ์ประจำอำเภอ หรือจังหวัด อย่างรูปย่าโม รูปนางเงือกหาดสมิหลา ผาแต้มอุบลราชธานี ภูเขาอกทะลุพัทลุง เป็นต้น

ที่มา https://www.prdangthong.com/2017/06/นายกรัฐมนตรี-สนับสนุน-77-จ/

 

สินค้าที่ใช้สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ มักจะเป็นสินค้าที่มีชื่อเสียงและได้รับความนิยม เนื่องจากมีคุณสมบัติพิเศษหรือมีลักษณะเฉพาะที่เกิดจากอิทธิพลสิ่งแวดล้อมทางภูมิศาสตร์นั้น เช่น สภาพแวดล้อม ดิน ฟ้า อากาศ ตลอดจนทักษะความชำนาญและภูมิปัญญาของกลุ่มชนที่อาศัยอยู่ในแหล่งภูมิศาสตร์นั้นๆ สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์มีความแตกต่างจากทรัพย์สินทางปัญญาประเภทอื่น คือ ผู้เป็นเจ้าของไม่ใช่บุคคลหนึ่งบุคคลใด แต่เป็นกลุ่มชุมชนที่เป็นผู้ผลิตหรือผู้ประกอบการในพื้นที่ทางภูมิศาสตร์นั้น โดยจะส่งผลให้ผู้ผลิตซึ่งอาศัยอยู่ในสถานที่หรือแหล่งภูมิศาสตร์และผู้ประกอบการเกี่ยวกับสินค้าที่ใช้สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์นั้นเท่านั้นที่มีสิทธิผลิตสินค้าดังกล่าวโดยใช้ชื่อทางภูมิศาสตร์นั้นได้

 

ผู้ผลิตคนอื่นที่อยู่นอกแหล่งภูมิศาสตร์จะไม่สามารถผลิตสินค้าโดยใช้ชื่อแหล่งภูมิศาสตร์เดียวกันมาแข่งขันได้ สิทธิในลักษณะดังกล่าวนี้ นักวิชาการบางท่านเรียกว่า “สิทธิชุมชน” ซึ่งไม่สามารถนำสิทธิที่ได้รับไปอนุญาตให้บุคคลอื่นใช้ต่อได้ ผู้ที่อยู่ในพื้นที่แหล่งภูมิศาสตร์เท่านั้นที่มีสิทธิใช้ อันนี้ต้องจำไว้นะ

 

การคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์โดยทั่วไป แบ่งได้เป็น 2 ระดับ คือ

ระดับปกติ ใช้กับสินค้าทั่วไปโดยมุ่งหวังป้องกันมิให้มีการนำสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ไปใช้ในลักษณะที่จะทำให้คนสับสนหลงผิดในแหล่งที่มาของสินค้า เช่น ผู้ผลิตไข่เค็มที่เชียงใหม่ ไม่สามารถใช้คำว่า “ไข่เค็มไชยา” กับสินค้าของตนได้ หากทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด คิดว่าไข่เค็มของตนมาจากอำเภอไชยา เช่นเดียวกับ ทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ เสื่อจันทบูร หรือผ้าหมักโคลนหนองสูง เป็นต้น

 

ระดับพิเศษ ใช้กับสินค้าเฉพาะอย่าง (ที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง) เป็นการห้ามการใช้สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์นั้นทุกกรณี แม้จะไม่ได้ทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดก็ตาม เช่น ผู้ผลิตไวน์ในประเทศไทยไม่สามารถใช้คำว่า “Bordeaux” ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นการอ้างโดยอ้อม เช่น ผลิตแบบ Bordeaux หรือเป็นชนิดที่เหมือน Bordeaux หรือแม้จะได้ระบุไว้ชัดเจนแล้วว่าเป็นไวน์ที่ผลิตในไทยก็ตาม เป็นต้น

ที่มา https://www.ipfairthailand.com/geographical-identification

 

ตัวอย่างสินค้า GI ที่ขึ้นทะเบียนแล้วมีมากมายถึง 67 ชนิด (เมื่อปีที่แล้ว) และจะมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ขอยกตัวอย่างมาเฉพาะที่ตัวเองคิดว่าน่าสนใจ ได้แก่ ข้าวเหนียวเขาวงกาฬสินธุ์ ข้าวก่ำล้านนา ข้าวฮางหอมทองสกลทวาปี กล้วยหินบันนังสตา กระท้อนห่อบางกร่าง ส้มโอทับทิมสยามปากพนัง ทุเรียนป่าละอู มะม่วงน้ำดอกไม้คุ้งบางกะเจ้า สับปะรดท่าอุเทน หมูย่างเมืองตรัง หอยนางรมสุราษฎร์ธานี กาแฟดอยตุง กาแฟดอยช้าง กาแฟดงมะไฟ ปลาแรดลุ่มน้ำสะแกกรัง อุทัยธานี ไวน์ที่ราบสูงภูเรือ ผ้าฝ้ายทอผสมขนแกะบ้านห้วยหอม ครกหินอ่างศิลา มุกภูเก็ต ชามไก่ลำปาง เนื้อโคขุนโพนยางคำ เป็นต้น

ที่มา https://www.ipfairthailand.com/geographical-identification

 

เกษตรกรในแต่ละชุมชนสามารถสร้างสินค้าของตัวเองขึ้นมาได้อย่างอิสระ เรียนรู้การต่อยอดใช้ความคิดสร้างสรรค์มาออกแบบตราสินค้าและบรรจุภัณฑ์ได้อย่างอิสระโดยไม่ละเมิดความเป็นสินค้า GI ของที่อื่น อย่างเช่น ปลาเค็มตากใบ นราธิวาส จะยังคงอยู่คู่อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส จากรุ่นปู่ย่าตายาย สู่รุ่นพ่อแม่ สู่รุ่นลูกหลานในชุมชนนั้นๆ ต่อเนื่องยาวนาน สืบสานชั่วนิรันดร์ จนกว่าปลาอินทรีย์หรือปลากุเลาจะหมดไปจากอ่าวไทย

 

(สรุปความและเรียบเรียงข้อมูลจาก GI ที่มา: กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์)

………………………………………………………

 

บทความ : เทพประทาน เหมเมือง