• GEN Facebook
    Facebook Pagelike Widget

The Road To เลือกตั้ง ตอน ตั้งพรรคการเมืองยากไฉน ?

 

เคยมีหรือไม่จะเลือกตั้งแต่ละครั้งคิดแล้วคิดอีก ทั้งที่ตั้งใจจะทำหน้าที่พลเมืองดีตามระบอบประชาธิปไตย ไม่อยากถูกเรียกว่าพวกนอนหลับทับสิทธิ์แท้ๆ แต่มันไม่มีให้เลือกจริงๆ พรรคนั้นก็รวมดาวคอรัปชั่นแบบเอาน้ำยาฆ่าหญ้าราดแล้วก็ยังงอกได้อีก พรรคนั้นก็มีแต่มาด  ยึดความเก่าแก่เป็นสรณะไม่ยอมรับเปลี่ยนแนวคิดใหม่ ใครทักอะไรก็ไม่ได้แตะก็ไม่ได้ ยกเว้นทะเลาะกันเอง พรรคกลางเก่ากลางใหม่ก็ล้วนทายาทอสูร รุ่นใหม่เรียนสูงเรียนนอกมาก็จริงแต่ก็ยังหวั่นๆ ติดเชื้อโกงจากรุ่นปู่รุ่นพ่อมาหรือเปล่า ครั้งจะลองพรรคใหม่จริงๆ ก็ไม่มั่นใจอีก ว่าพูดดีแล้วทำได้หรือไม่  แถมยังเข็ดกับการโดนหลอกจากระบบพรรคสำรอง พรรคสาขา พรรคนอมีนีมาไม่รู้กี่ครั้ง เต็มไปด้วยร่างแปลงจำแลงกายมาแทบทั้งสิ้น สุดท้าย เหลือช่องไม่ประสงค์ลงคะแนนจะไปกาก็เห็นใจผู้สมัครระดับเขต เพราะหมั่นขยันมาดูแลพื้นที่เหลือเกิน ติดก็แต่ดันไปสังกัดพรรคการเมืองที่ไม่เอาไหน

มีบางคนเกิดความคิดแผลงๆ แล้วสงสัยขึ้นมาว่า แล้วถ้าจะตั้งพรรคขึ้นเองจะไหวมั้ย จนอาจมีคนมาทักว่าจะบ้าหรือ เขาลงทุนสู้กันทีเป็นหลักร้อยหลักพันล้านบาท มีต้นทุนขนาดไหนที่จะไปตั้งพรรคสู้กับเขา

ที่โดนทักมาแบบนั้นความจริงก็ไม่ได้เกินเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อนที่รัฐธรรมนูญปี 2560 จะมีบทบัญญัติเกื้อหนุนให้พรรคการเมืองเป็นของประชาชนได้ง่ายขึ้น ประกอบกับโลกแห่งการสื่อสารที่พัฒนามาขึ้น ทำให้ระยะห่างระหว่างสมาชิกพรรคกับพรรคใกล้กันขึ้น หมายความว่าความเป็นประชาธิปไตยในพรรคมีโอกาสที่จะพัฒนาได้มากขึ้น สิ่งเหล่านี้อาจทำให้การตั้งพรรคของประชาชนจริงๆ มีโอกาสเป็นไปได้มากขึ้น ต่างจากในอดีตที่มีแต่พรรคนายทุนที่เข้ามาครองอำนาจ  ส่วนพรรคที่ตั้งขึ้นมาเอามันก็เป็นได้แค่ตัวประกอบเท่านั้น ดังตัวอย่างของพรรครักษ์ประเทศไทยของนายชูวิทย์ กมลวิศิษฐ์ ซึ่งได้อานิสงค์จากระบบการเลือกตั้งของรัฐธรรมนูญปี 2550 ทำให้ได้

ส.ส. เข้ามา 4 – 5 คน  แต่ก็ไปไม่รอดพรรคแตกในที่สุด เพราะ ส.ส. ที่ได้มาก็ไม่ได้รู้สึกถึงการเป็นเจ้าของพรรค เข้าสภามาไม่เท่าไหร่ก็ถูกดึงไปอยู่พรรคอื่นโดยพฤตินัยแล้ว

ตราบใดที่สมาชิกพรรคไม่รู้สึกว่าเป็นพรรคของพวกเขาจริงๆ สามารถช่วยแก้ปัญหาเชิงระบบให้ส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของเขาจริงๆ ก็ไม่มีใครจะยอมออกแรงกายแรงเงินไปตั้งและดำเนินกิจกรรมพรรคให้เสียเวลา สู้นั่งรอพรรคที่นายทุนจ่ายเงิน แล้วนั่งรอเศษงบประมาณที่ตกหล่นมาให้ดีกว่า

ผู้ร่างรัฐธรรมนูญปี 2560 จึงพยายามออกแบบให้พรรคการเมืองเป็นของสมาชิกมากขึ้น พึ่งพานายทุนใหญ่น้อยลงหรือไม่ต้องพึ่งพาเลย ด้วยการกำหนดให้มีทุนประเดิมพรรค พรรคละ 1 ล้านบาท มีค่าบำรุงสมาชิกรายปี มีช่องทางหาทุนและรับบริจาคโดยมีเงื่อนไขป้องกันการครอบงำพรรค  และผนวกกับทุนจากกองทุนพัฒนาพรรคการเมืองที่มีอยู่เดิม เพื่อให้การดำเนินกิจกรรมพรรคมีโอกาสมุ่งไปสู่เป้าหมายสูงสุดของพรรคการเมือง คือการส่งผู้สมัครลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. เพื่อให้สามารถทำหน้าที่ในสภานิติบัญญัติ ด้วยการยื่นญัตติ ตั้งกระทู้ถาม หรือมีจำนวนเพียงพอตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญในการทำหน้าที่อื่นๆ เพิ่มเติม ดังนี้

แน่นอนว่าแม้บางพรรคจะมี ส.ส. ไม่พอตามเงื่อนไขข้างต้น แต่ก็สามารถรวมกับ ส.ส. พรรคอื่นเพื่อดำเนินกิจกรรมข้างต้น แต่ถึงยังไงก็สู้ ส.ส. พรรคเดียวกันพร้อมใจทำไม่ได้ เพราะไม่ต้องถ้อยทีถ้อยอาศัยหรือต่อรองกันในรายละเอียด

ทีนี้ลองมาดูกันว่าเงื่อนไขขั้นตอนการตั้งพรรคมีอะไรบ้าง

เมื่อ กกต. ตรวจสอบคุณสมบัติ ความถูกต้องของสมาชิกพรรค เงินประเดิม ก็จะอนุมัติให้เป็นพรรคการเมืองได้ แต่ยังต้องดำเนินการต่อไปตามเงื่อนไขของกฎหมาย จึงจะรักษาสถานะของพรรคไว้ได้ ดังนี้

 

  1. จัดประชุมใหญ่ที่มีสมาชิกร่วมประชุมไม่ต่ำกว่า 250 คน เพื่อเลือกหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรค ร่างระเบียบข้อบังคับพรรค ร่างอุดมการณ์พรรค แล้วแจ้งให้ กกต. ตรวจสอบความถูกต้อง
  2. จัดตั้งสาขาพรรค ไม่ต่ำกว่า 4 สาขาทั่วประเทศ  
  3. รับสมัครสมาชิกพรรคเพิ่มเติมจนครบ 5,000 คนใน 1 ปี และ 10,000 คนใน 4 ปี
  4. ดำเนินกิจการพรรคตามที่กฎหมายกำหนด
  5. ภายใน 2 ปี ต้องส่งผู้สมัครลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. โดยต้องจัดให้มีการทำไพรมารี่โหวต  ซึ่งต้องมีองค์ประกอบของจำนวนสมาชิกพรรคในเขตนั้น มีตัวแทนพรรคระดับจังหวัดในเขตนั้น (ให้สาขาพรรคที่ตั้งอยู่ในเขตนั้นทำหน้าที่ผู้แทนพรรคระดับจังหวัดก็ได้)

ทีนี้ก็มาถึงประเด็นสำคัญสุด คือต้องมีเงินเท่าไหร่ ถึงจะสามารถจัดตั้งและดำเนินกิจกรรมพรรคให้ได้ 1 ปี  คำตอบนี้ได้มีการสอบถามข้อมูลของผู้ตั้งพรรคขนาดเล็กพรรคหนึ่ง ที่ตั้งใจจะส่งผู้สมัครในการลงแข่งขันรับเลือกตั้งครั้งนี้  พบว่าอย่างน้อยต้องมีงบประมาณเบื้องต้นไม่ต่ำกว่า 16 – 17 ล้านบาทต่อปี ดังนี้

ทั้งนี้รัฐธรรมนูญปี 2560 และกฎหมายการเลือกตั้งช่วยลดค่าใช้จ่ายในการติดป้ายหาเสียง โดยกำหนดให้ กกต. เป็นผู้จัดสถานที่ให้ติดแผ่นพับ ห้ามติดเองตามที่ต่างๆ เหมือนในอดีต จัดสรรเวลาออกอากาศทางโทรทัศน์ให้ฟรี ในขณะที่พรรคการเมืองมีช่องทางการหาเสียงผ่านสื่อโซเชี่ยลโดยการเปิดเว็บไซต์ของพรรค ซึ่งทำให้ลดค่าใช้จ่ายลงจากเดิมไปมาก

ค่าใช้จ่ายแบบเบ็ดเตล็ด

ส่วนนี้ขึ้นกับจำนวนสมาชิกพรรค ส่วนใหญ่จะสิ้นเปลืองในเรื่องของการจัดทำ และรับส่งเอกสารติดต่อกับสมาชิก เนื่องจากพบว่าแม้ระบบการสื่อสารทางโซเชี่ยลจะสามารถสื่อสารกับสมาชิกที่เป็นคนเมืองได้ดี แต่กับสมาชิกที่อยู่ชนบท หรือแม้แต่ชาวเมืองที่สามารถใช้โซเชี่ยลได้ดีก็ตาม  มีกว่าครึ่งที่การสื่อสารผ่านโซเชี่ยลไม่ได้ผลเท่าที่ควร เนื่องจากเข้าไม่ถึงหรือไม่มีสมาธิพอที่จะรับรู้ข่าวสารจากพรรค ค่าใช้จ่ายด้านเอกสารและการรับส่งเอกสารจึงยังคงเป็นค่าใช้จ่ายที่สิ้นเปลืองในการดำเนินกิจกรรมพรรคไม่น้อย

“การใช้โซเชี่ยลประหยัด ช่วยติดต่อได้ก็จริง แต่ค่อนข้างผิวเผิน สมาชิกที่เข้าถึงโซเชี่ยลจริงๆ มีประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น บางคนเข้าถึงแต่ก็ไม่เข้าถึงข้อมูลมากนัก ไม่ค่อยจะเปิดอ่าน หรืออ่านแล้วไม่ได้ดูละเอียด” ผู้สันทัดกรณีระบุ

สิ่งสำคัญเมื่ออุตส่าห์กล่อมสมาชิกมาร่วมกันตั้งพรรคทั้งทีแล้ว ผู้บริหารพรรคก็อย่าได้ทรยศต่ออุดมการณ์ด้วยการยุบไปรวมกับพรรคใหญ่ หรือขายหัวพรรคให้กับพรรคใหญ่ที่ถูกยุบ เพราะนั่นเท่ากับการชักชวนให้มาเป็นพรรคการเมืองเพื่ออุดมการณ์ในกลุ่มกลายเป็นเรื่องหลอกลวงตั้งแต่ต้น  

………………………..

 

บทความ : นามนั้นสำคัญไฉน ความจริงสิสำคัญกว่า

Illustrator : Rawin Jarureangsri